
ถอดกลยุทธ์ สยามพิวรรธน์ ผู้บุกเบิกจุดหมายปลายทางลักชัวรีระดับโลก
ถอดกลยุทธ์ สยามพิวรรธน์ ผู้บุกเบิกจุดหมายปลายทางลักชัวรีระดับโลก
สยามพิวรรธน์ x ลงทุนแมน
สยามพิวรรธน์ x ลงทุนแมน
เมื่อพูดถึงศูนย์กลางการช็อปปิงของไทยที่เป็น Luxury Destination หรือ จุดหมายปลายทางลักชัวรีระดับโลก แน่นอนว่า ต้องมีชื่อของ สยามพารากอน ศูนย์การค้าใจกลางกรุง หรือไม่ก็ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศูนย์การค้าในเครือกลุ่มสยามพิวรรธน์ ที่เป็น Preferred Destination ของแบรนด์ชั้นนำในการขยายธุรกิจในประเทศไทย ด้วยศักยภาพแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างยอดขายสูงสุดในระดับภูมิภาค และบ่อยครั้งติดอันดับยอดขายสูงสุดของโลก
โดยสยามพิวรรธน์กำลังก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการเดินเกมรุกสร้างต้นแบบใหม่ บุกเบิกคอนเซปต์ Luxury of All ยกระดับการสร้างประสบการณ์ลักชัวรีให้ล้ำสมัย และตอบโจทย์การใช้ชีวิตแห่งโลกอนาคตในทุกมิติ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ซึ่งทางผู้บริหารของสยามพิวรรธน์มีมุมมองว่า “ตลาดลักชัวรี” ในประเทศไทยยังคงแสดงศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2025 สยามพารากอนและไอคอนสยามเตรียมขยายพื้นที่สำหรับลักชัวรีแบรนด์อีกเท่าตัว และจะมีแบรนด์ใหม่อีก 15 แบรนด์ที่จะมาเปิดร้านแรกในประเทศไทย อาทิ Delvaux, Boucheron และ Fauré Le Page รวมถึงการเปิดแฟล็กชิปสตอร์แบบ Duplex และ Triplex ถึง 13 แห่ง จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย และสยามพารากอนยังเตรียมเปิดโซนใหม่ Luxury Dining แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

จากความสำเร็จของสยามพารากอนและไอคอนสยาม ที่มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันในตลาด Luxury Retail ถึง 70% สูงสุดในประเทศไทย และมีรายได้ต่อตารางเมตรสูงสุด
อีกทั้งมีจำนวนร้านลักชัวรีมากสุดถึง 90 แบรนด์ และพื้นที่สำหรับลักชัวรีแบรนด์มากที่สุดกว่า 35,000 ตารางเมตร เพราะเป็นสองศูนย์การค้าที่แบรนด์ชั้นนำลงทุนเปิด Iconic Store มากที่สุดในประเทศ รวมทั้งการเปิด Luxury Pop-up คอลเลกชันพิเศษ และนิทรรศการระดับโลกจำนวนสูงสุดถึง 132 งานอีกด้วย
และแนวโน้มในปี 2025 เทรนด์ใหม่จะถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริโภครุ่นใหม่ และกลุ่ม Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าของสินค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตในแบบเฉพาะบุคคล ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ แต่ต้องเป็น “ที่สุด” (Best in Class) และคุ้มค่าในการลงทุน
จากมุมมองดังกล่าว จึงนำมาสู่ 5 กลยุทธ์สร้างต้นแบบใหม่ของ Luxury Destination ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแห่งโลกอนาคต ของสยามพิวรรธน์
กลยุทธ์ที่ 1 คือ Curation & Co-creation หรือการคัดสรรแบรนด์ชั้นนำที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า
โดยสยามพิวรรธน์ได้ร่วมมือกับแบรนด์และพันธมิตรระดับโลกผ่านการ Co-creation เพื่อสร้าง Ecosystem ที่นำเสนอประสบการณ์เหนือความคาดหมาย
เห็นได้จากทั้งสยามพารากอน และไอคอนสยาม ที่เป็นศูนย์กลางที่รวบรวมร้านค้าและแบรนด์หรู ครอบคลุมและครบครันมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับชั้นสูง นาฬิกา และรถยนต์ไฮเอนด์
ตัวอย่างไฮไลต์ร้านเปิดใหม่ เช่น
- Delvaux ขยายธุรกิจครั้งสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชีย ด้วยการเปิดบูติกแห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน
- Boucheron เตรียมเปิดบูติกแห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน
- โรลส์-รอยซ์ เปิดโชว์รูมใหม่ “Galleria” ในสยามพารากอน แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 5 ในเอเชีย
- Chaumet แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม
- Loewe ช็อปแห่งแรกในไทยที่เป็นรูปแบบ Loewe Casa ณ สยามพารากอน
- Prada เปิดบูติกสำหรับผู้ชายแห่งแรกในประเทศไทย ณ สยามพารากอน
- Dolce & Gabbana คอนเซปต์สตอร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สยามพารากอน
- BVLGARI เปิดดูเพล็กซ์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สยามพารากอน
- Boucheron เตรียมเปิดบูติกแห่งแรกในไทย ณ สยามพารากอน
- โรลส์-รอยซ์ เปิดโชว์รูมใหม่ “Galleria” ในสยามพารากอน แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 5 ในเอเชีย
- Chaumet แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม
- Loewe ช็อปแห่งแรกในไทยที่เป็นรูปแบบ Loewe Casa ณ สยามพารากอน
- Prada เปิดบูติกสำหรับผู้ชายแห่งแรกในประเทศไทย ณ สยามพารากอน
- Dolce & Gabbana คอนเซปต์สตอร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สยามพารากอน
- BVLGARI เปิดดูเพล็กซ์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สยามพารากอน

กลยุทธ์ที่ 2 คือ Luxury for All ที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งก็คือ การนำเสนอสินค้าลักชัวรีที่ครบทุกไลฟ์สไตล์ มีเอกลักษณ์ ตอบความต้องการเฉพาะบุคคลที่ดีขึ้น
โดยสยามพิวรรธน์ได้สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสลักชัวรีแบรนด์ผ่าน Pop-up Store ที่ผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความเป็นตัวตน
ซึ่งมีกว่า 15 Pop-up Stores ที่จัดขึ้นที่สยามพารากอนและไอคอนสยามในปี 2024 ที่เป็นคอนเซปต์พิเศษครั้งแรกในประเทศไทย เช่น
- Chanel Coco Crush Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย
- Gucci Ancora Pop-up ครั้งแรกในประเทศไทย ในการเปิดคอลเลกชันแรกของครีเอทิฟไดเรกเตอร์ Sabato de Sarno
- Gentle Monster X Jennie Pop-up แห่งเดียวในประเทศไทย
- A. Lange & Söhne Precious in Motion Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย
- Chanel L’Avant-Premiere Pop-up ครั้งแรกในตะวันออกเฉียงใต้
- Gucci Ancora Pop-up ครั้งแรกในประเทศไทย ในการเปิดคอลเลกชันแรกของครีเอทิฟไดเรกเตอร์ Sabato de Sarno
- Gentle Monster X Jennie Pop-up แห่งเดียวในประเทศไทย
- A. Lange & Söhne Precious in Motion Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย
- Chanel L’Avant-Premiere Pop-up ครั้งแรกในตะวันออกเฉียงใต้


กลยุทธ์ที่ 3 คือ Extraordinary Experience หรือการสร้างประสบการณ์ลักชัวรีเหนือระดับแบบครบวงจร
โดยสยามพิวรรธน์มอบประสบการณ์ครบวงจรที่รวมถึง Luxury Dining ผลงานศิลปะ ไปจนถึงบริการพิเศษที่เหนือระดับ
โดยเมื่อต้นปีกลุ่มสยามพิวรรธน์ ได้รับเกียรติให้ดำเนินการบริหาร Le Café Louis Vuitton ร้านคาเฟสุดหรูแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ และการเปิดประสบการณ์อาหารกับ Blue by Alain Ducasse ร้านอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิงที่ไอคอนสยาม ที่คว้าดาวมิชลินติดต่อกัน 5 ปีซ้อน สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการสร้าง Holistic Experience
รวมถึงการจัดนิทรรศการและอิเวนต์พิเศษกว่า 20 งาน
เช่น นิทรรศการศิลปะเฉพาะที่สยามพารากอนและไอคอนสยาม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชม
เช่น นิทรรศการศิลปะเฉพาะที่สยามพารากอนและไอคอนสยาม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชม
กลยุทธ์ที่ 4 คือ New Affluent Community หรือการสร้างฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงคนรุ่นใหม่
ด้วยการเพิ่มศักยภาพและยกระดับ Luxury CRM สำหรับลูกค้าสมาชิก (Membership) ในรูปแบบใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Global Citizen พร้อมกับการเปิดตัว JAI by ONESIAM ลักชัวรีไลฟ์สไตล์คลับระดับโลก
เพื่อสร้างคอมมิวนิตีที่ไร้พรมแดน นำเสนอประสบการณ์แบบ Exclusive ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ในกลุ่มลักชัวรีสู่มาตรฐานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
และกลยุทธ์ที่ 5 คือ Sustainable Luxury การส่งเสริมแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
โดยสยามพิวรรธน์สนับสนุนแบรนด์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนการสร้างผลกระทบเชิงบวก พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม
รวมถึงดำเนินกลยุทธ์สำคัญ เพื่อสนับสนุนแบรนด์พันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยการพัฒนาแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนสำหรับผู้เช่า การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มการรีไซเคิลและลดการฝังกลบ รวมถึงการดำเนินการและแสวงหาพลังหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งแบบ On-site และ Off-site เพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

โดยจากทั้ง 5 กลยุทธ์ที่กล่าวมา สยามพิวรรธน์ก็มีกว่า 25 รางวัลมาการันตีคุณภาพลักชัวรี และตอกย้ำความเป็นผู้นำ Luxury Destination ระดับโลก
ซึ่งไอคอนสยาม หนึ่งในกลุ่มสยามพิวรรธน์ คว้ารางวัลปี 2024 มากมาย เช่น
- รางวัล Best Luxury Shopping Mall in Thailand จาก Luxury Lifestyle Awards 2024
- รางวัล Asia’s Most Innovative Shopping Experience จาก Cathay Members’ Choice Awards 2024
- ถูกคัดเลือกโดย CNBC ให้เป็นหนึ่งในที่สุดของจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีในประเทศไทย
- ได้รับการจัดอันดับเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางลักชัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 4 ของโลกจาก The World’s Most Luxurious Shopping Malls of 2024 โดย Luxurious by Marketing Mentor
- รางวัล Iconic Thai Brand จาก Tatler Asia
- รางวัล Asia’s Most Innovative Shopping Experience จาก Cathay Members’ Choice Awards 2024
- ถูกคัดเลือกโดย CNBC ให้เป็นหนึ่งในที่สุดของจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรีในประเทศไทย
- ได้รับการจัดอันดับเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางลักชัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 4 ของโลกจาก The World’s Most Luxurious Shopping Malls of 2024 โดย Luxurious by Marketing Mentor
- รางวัล Iconic Thai Brand จาก Tatler Asia
รางวัลต่าง ๆ ที่ไอคอนสยามได้รับ ไม่เพียงแต่การันตีคุณภาพ แต่ยังเป็นการยืนยันว่าสยามพิวรรธน์กำลังขับเคลื่อนวงการค้าปลีกลักชัวรีของไทยสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง
พร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลเกินกว่าการเป็นเพียงศูนย์การค้า แต่คือต้นแบบใหม่ของการสร้างประสบการณ์ลักชัวรีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ และขับเคลื่อนวงการสู่มาตรฐานใหม่อีกด้วย..
Reference :
- ข่าวประชาสัมพันธ์ กลุ่มสยามพิวรรธน์
- ข่าวประชาสัมพันธ์ กลุ่มสยามพิวรรธน์