ธนาคารทิสโก้สร้างปรากฏการณ์แห่งปี ! เชิญ 4 CEO & MD บลจ.ชั้นนำ ชี้เทรนด์ลงทุน

ธนาคารทิสโก้สร้างปรากฏการณ์แห่งปี ! เชิญ 4 CEO & MD บลจ.ชั้นนำ ชี้เทรนด์ลงทุน

ธนาคารทิสโก้สร้างปรากฏการณ์แห่งปี ! เชิญ 4 CEO & MD บลจ.ชั้นนำ ชี้เทรนด์ลงทุน
เชียร์ซื้อ Global REITs, Global Bond, หุ้นเอเชีย และหุ้นสหรัฐฯ ฝ่านโยบายทรัมป์สะเทือนโลก
บทสรุปจากงาน Exclusive Night “ Wealth & Health Forum 2025 ”
TISCO X ลงทุนแมน
--
ธนาคารทิสโก้สร้างปรากฎการณ์แห่งปี !
เชิญ 4 ผู้บริหารระดับสูงทั้ง CEO และ MD ของ 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) คือ บลจ. กรุงศรี บลจ. อีสท์สปริง (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ให้มุมมองเทรนด์การลงทุนปี 2025 กับ 4 ธีมลงทุน ถ้าไม่ซื้อ ถือว่าพลาด !
เพราะนาทีนี้ต้องมี Global REITs, Global Bond, หุ้นเอเชีย และหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มโอกาสสร้างกำไรช่วงอัตราดอกเบี้ยนโยบายโลกอยู่ในช่วงขาลง พร้อมกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนลดความผันผวนจากนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์
แต่ละท่านจะให้รายละเอียดอย่างไร ลงทุนแมนจะสรุปไฮไลต์สำคัญของงาน Exclusive Night “ Wealth & Health Forum 2025 ” ให้ฟัง
ปีแห่ง Global REITs
* คุณสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด มองว่าในปี 2025 Global REITs จะเป็นสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือกว่าดัชนี S&P500
เนื่องจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า...ในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-2 ครั้ง ซึ่งจะทำให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงตาม ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะถดถอย (Recession) เพียง 20% เท่านั้น ซึ่งส่งผลดีต่อ Global REITs อย่างมาก

จากสถิติตั้งแต่ปี 1998 – 2023 พบว่าในช่วงที่ Bond Yield ปรับตัวลดลง และเศรษฐกิจไม่เกิด Recession REITs สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 ถึง 10 ครั้งจากทั้งหมด 13 ครั้ง
โดยเฉพาะใน 10 ปีที่ผ่านมา ช่วงปี 2014-2023 ที่ Bond Yield ปรับตัวลดลง 5 ครั้ง หากตัดช่วงเวลาที่เกิด Recession ในช่วง Covid จะพบว่า REITs สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าดัชนี S&P 500 ได้ประมาณ 10%

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ Global REITs จะเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่โดดเด่นในปีนี้
จังหวะลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

คุณดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า นี่เป็นจังหวะและโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก (Global Bond) เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุน รวมถึงอาจมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

เนื่องจากปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ในระดับสูงกว่า 4% ซึ่งยังสูงกว่าดอกเบี้ยเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ระดับ 3% (ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก วันที่ 28/2/68) และถึงแม้อัตราดอกเบี้ยอาจจะปรับลดลงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังคงอยู่ในวงจรขาลง

จากสถานการณ์เช่นนี้ อาจทำให้ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจาก 2 ส่วน คือ

1. อาจมีโอกาสที่จะได้รับอัตราผลตอบแทนตามอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วของตราสารหนี้คุณภาพดี

2. อาจมีโอกาสได้รับกำไรส่วนเพิ่มจากราคาตลาดของตราสารหนี้ เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง จากการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง

ดังนั้น นอกจากกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างโอกาสที่จะเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนแล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทุนด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนมีคุณภาพมากขึ้น และช่วยลดความผันผวนในช่วงทรัมป์ 2.0 อีกด้วย
หุ้นเอเชีย GDP โต EPS สูง และเป็นเจ้าแห่งการบริโภค
* คุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด วิเคราะห์ว่า หุ้นเอเชียไม่รวมตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีเสน่ห์ตรงที่ มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก อัตราการบริโภคเติบโตแข็งแกร่ง แรงกดดันเงินเฟ้อต่ำ จึงมีโอกาสเดินหน้านโยบายการเงินผ่อนคลาย
เศรษฐกิจปี 2025 มีโอกาสโตถึง 4.5% EPS ปี 2025 อาจโตถึง 12.13% และ เป็นกลุ่มประเทศที่ธุรกิจ AI และ EV มีแผนลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิต
โดยยกให้ “อินเดีย” และ “เวียดนาม” เป็นสองประเทศดาวเด่นในภูมิภาคนี้
- อินเดีย มีการบริโภคในประเทศแข็งแกร่งเพราะมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ขณะที่ GDP ปี 2025 ขยายตัว 6.4% และปี 2026 โต 6.5% ถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่โตดีที่สุด
นอกจากนี้ อาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน และได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ จำกัด เพราะมีสัดส่วนภาคการบริการสูงกว่าภาคการผลิต ส่งออกไปสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย
ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียจะได้รับปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ไหลเข้าสม่ำเสมอ ขณะที่ราคาหุ้นก็ลงมาซื้อขายที่ระดับ PE ค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ประมาณ 21.5 เท่า
- เวียดนาม คาดว่า GDP ปี 2025 โต 6.6% และปี 2026 โต 6.4% จากการบริโภคในประเทศ การส่งออก และการเติบโตของ FDI
วัยแรงงานมีสัดส่วนสูง หนุนการบริโภคในประเทศและดึงดูด FDI และได้ประโยชน์จาก China Plus One
ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยแล้ว 3 ครั้งและมีโอกาสลดลงได้อีก

ด้านตลาดหุ้นมีโอกาสได้เข้าร่วมคำนวณในดัชนีตลาดเกิดใหม่ใน FTSE EM และปี 2028 เข้าร่วมคำนวณในดัชนี MSCI EM ด้าน Valuation มี PE อยู่ในระดับต่ำประมาณ 10 เท่า และมี EPS โตสูงต่อเนื่องที่ 27% ในปี 2024 และ 17% ในปี 2025
ที่สำคัญคือ ทั้งสองประเทศนี้ปรับตัวรับกับนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ โดยผู้นำของทั้งคู่ต่างส่งสัญญาณนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดตัวตัวเลขเกินดุลการค้า และหลีกเลี่ยงการเป็นประเทศเป้าหมายขึ้นภาษีนำเข้าจากทรัมป์ !
สร้างกำไรต่อเนื่อง ! รับนโยบายทรัมป์ ด้วยหุ้นสหรัฐฯ
* คุณวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์ว่า มีโอกาสน้อยที่ทรัมป์จะใช้นโยบายกำแพงภาษีที่เข้มข้น จนกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตลดลง

เห็นได้จากทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive orders) ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนที่ 10% น้อยกว่าที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะเก็บภาษี 60%

โดยยังคงมั่นใจว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2025 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 2.1% เติบโตดีกว่าประเทศญี่ปุ่นที่โต 1.2% และยุโรปที่โต 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อระยะกลางลดลงอย่างต่อเนื่องลงมาอยู่ที่ 2.9% ด้านตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งมีอัตราว่างงานเพียง 4.1%

ด้านตลาดหุ้นพบว่า บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตดี และมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง

เห็นได้จากหุ้นในดัชนี Russell 1000 ซึ่งเป็นดัชนีที่ชี้วัดจากหุ้นตัวที่ใหญ่ที่สุด 1,000 ตัวของหุ้นสหรัฐฯ มี Profit Margin สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 15% และมีอัตรา Net Debt/EBITDA อยู่ที่ 0.6 เท่า

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของดัชนี Russell 1000 ปี 2025 โต 20.1% ดีกว่า MSCI ACWI ที่คาดว่า EPS โต 11.7% นอกจากนี้ ยังมีอัตราส่วน Return on Equity (ROE) ในระดับสูงถึง 35%

สำหรับด้านราคาหุ้นแม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่ไม่ได้ถูกมาก แต่ก็ไม่ถึงกับแพง ดังนั้น ช่วงนี้ยังสามารถเข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ได้โดยแนะนำให้มองหาจังหวะทยอยลงทุน เมื่อราคาหุ้นย่อตัว เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนร่วมกับสินทรัพย์อื่นๆ ข้างต้น
หากสรุปยังไม่จุใจ สามารถรับชม เสวนาเทรนด์การลงทุนปี 2025 โดย CEO และ MD ของ 4 บลจ. คลิก https://link.tisco.co.th/bniVpJ
- สนใจลงทุนกับกองทุนรวม ที่ธนาคารทิสโก้คัดมาแล้วว่าดี คลิก https://link.tisco.co.th/aCWmMf
นอกจากนี้ ในงาน Exclusive Night “ Wealth & Health Forum 2025 ” ยังมีไฮไลต์สำคัญ 1 ช่วง คือ
* เสวนา นวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อโรค NCDs
เพราะการมีสุขภาพดีสำคัญไม่แพ้กับการมีความมั่งคั่งสูง ธนาคารทิสโก้จึงจับมือกับโรงพยาบาลรัฐฯ และเอกชนชั้นนำ ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ และอัปเดตนวัตกรรมรักษาโรคร้ายแรงต่อเนื่อง
ครั้งนี้ จึงเจาะลึกนวัตกรรมการรักษาโรคร้ายแรงทั้งมะเร็ง หัวใจ และหลอดเลือดสมอง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี โดย 3 อาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ แห่งโรงพยาบาลรัฐฯ ชั้นนำของไทย ได้แก่
* ศ.ดร.พญ. ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อัปเดตนวัตกรรมรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด
* รศ.นพ. ทศพล ลิ้มพิจารณ์กิจหัวหน้าสาขาวิชาโรคหัวใจคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลการรักษาโรคหัวใจ
* รศ.นพ. ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช ให้ข้อมูลการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
รับชมคลิป คลิก https://link.tisco.co.th/bo25Hk
ปิดท้ายงานด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินวง ETC. ขนเพลงฮิตสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับลูกค้าหลังทานอาหารเย็นมื้อพิเศษ
ทั้งหมดนี้ ธนาคารทิสโก้จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่งคั่งควบคู่ไปกับมีองค์ความรู้ด้านสุขภาพเชิงลึก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดช่วงชีวิตที่ยืนยาว
ตอกย้ำผู้นำด้านการวางแผนแบบองค์รวม หรือ Holistic Advisory โดยมีผู้บริหารกลุ่มทิสโก้ให้การต้อนรับ และร่วมงานเสวนา
Tag: TISCO

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2025 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon