“จริงใจ” และ “ตั้งใจทำ” เบื้องหลังความสำเร็จที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ Day 1 ของแบรนด์ INGU

“จริงใจ” และ “ตั้งใจทำ” เบื้องหลังความสำเร็จที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ Day 1 ของแบรนด์ INGU

INGU x ลงทุนแมน
“ตลาดสกินแคร์กำลังเป็น Red Ocean หลายครั้งที่เราได้ยินว่าการประโคม 10 ขั้นตอนนี้ แล้วจะสวย
แต่เราไม่เคยรู้เรื่องส่วนผสม หรือวิธีการเลือกสกินแคร์พวกนี้เลย
ว่าจริง ๆ แล้ว ผิวของเราต้องการอะไรกันแน่
สิ่งที่คนต้องการฟัง ไม่ใช่การที่แบรนด์ออกมาพูด แต่ต้องการฟังคนพูดมากกว่า”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การคล้อยตามที่เกิดขึ้นในตลาดสกินแคร์บ้านเรา
ดูเหมือนจะเข้าใกล้คำว่า Fast Fashion เข้าไปทุกที
แต่ INGU กลับสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องปกติ
แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าสิ่งที่ INGU กำลังพูดไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในการใช้สกินแคร์
เบื้องหลังของเรื่องนี้คือ 2 Keywords นั่นคือ “ความจริงใจ” และ “ความตั้งใจทำ”
แบรนด์ INGU ซ่อนความหมายอะไรอยู่ ?
แล้วผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะได้รับประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ณ วันแรก INGU เริ่มต้นจากการต่อยอดมาจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์
ที่ได้เห็น Insight เยอะมากเวลาคนมาคอมเมนต์พูดคุยกัน เราเห็นเลยว่าเขากำลังมีปัญหาอะไร แล้วเขาต้องการอะไรบ้าง

แต่พอจะเริ่มต้นธุรกิจสกินแคร์จริง ๆ กลับค้นพบว่าเป้าหมายหลักของ INGU ไม่ใช่แค่การขายสินค้า
แต่ต้องการให้ความรู้คนไทยว่าจริง ๆ แล้วผิวตัวเองต้องการอะไรมากที่สุด
ต้องยอมรับว่า มันดูย้อนแย้งกันพอสมควร
เพราะ “การให้ความรู้” กับ “การขายสินค้า” เป็นคนละเรื่องกันเลย
แล้ว INGU เดินหน้าต่อไปอย่างไร ?
หลังจากตกตะกอนด้วยข้อมูลมากมายที่มีอยู่ในมือ INGU จึงมองย้อนกลับมาสู่พื้นฐานการใช้สกินแคร์ที่ควรจะเป็นสำหรับคนไทยทุกคนด้วย 3 Steps ง่าย ๆ คือ
- ล้าง หรือ Cleanser ถือเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็นมาก ๆ อย่าง Hydrating Gentle Cleanser
- บำรุง หรือ Moisturizer ด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ที่จะช่วยกักเก็บน้ำให้อยู่ในผิวได้นาน ๆ อย่าง Green Tea Calming Cream
- ปกป้อง หรือ Sunscreen ด้วยครีมกันแดดที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดอย่าง Super-Light Soothing Sunscreen SPF50+ PA++++
ความยากคือจะทำให้เรื่องนี้ไปถึงหูคนไทยได้อย่างไรมากกว่า
ช่วงเวลาที่ผ่านมา INGU จึงลงทุนเยอะมากในด้านการตลาดกับด้านสื่อสาร เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า
จุดนี้เอง กลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมของการใช้สกินแคร์ที่ INGU พยายามส่งต่อไปสู่คนไทย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หลายคนก็พบว่าจริง ๆ แล้ว เราใช้เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว สำหรับเบื้องหลังในการดูแลสิ่งที่ผิวเราต้องการจริง ๆ
แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน แต่อย่างน้อยก็เป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับทุกคนก่อน
ทีนี้เมื่อแบรนด์ INGU เริ่มติดตลาด หากนับจากวันก่อตั้งธุรกิจในปี 2022 มาจนปัจจุบันนี้ INGU มียอดขายสะสม 850 ล้านบาท
และด้วยฐานลูกค้าที่มีอายุ 18-35 ปีเป็นหลัก แน่นอนว่าช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ก็เริ่มจะมีปัญหาผิวตามมา
แล้ว INGU พัฒนาสินค้าต่อไปอย่างไร ?
สังเกตไหมว่า สินค้าไทยจะไปสู่ระดับสากล มักจะชูด้วยความเป็นไทย เช่น เครื่องหอม, สปา
เลยมองว่าตำแหน่งสินค้าในตลาดที่อยากให้ INGU เป็น คือแบรนด์สกินแคร์ระดับ Premium Mass โดยชูเรื่องของสารสกัดไทย งานวิจัยของคนไทย และยังช่วยยกระดับความสามารถของสินค้าคนไทยด้วย
สิ่งสำคัญคือ ความลงตัวระหว่าง Local Ingredients และ Innovative Ingredients
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น สินค้าในกลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ของ INGU อย่างตัว Green Tea Calming Cream
ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชาเขียวไทย จากต้นชาอัสสัมที่โตอยู่ในป่าแบบหลายร้อยปีในเชียงราย ที่มีค่าสูงเทียบเท่าเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ร่วมกับพาร์ตเนอร์ในฝรั่งเศสที่เป็นบริษัทขายเคมีของโลกอันดับต้น ๆ
INGU ยังเลือกใช้ Local Ingredients อีกหลายตัว เช่น
- เปลือกมังคุด ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว นำมาสกัดในรูปของ Acne Clearing Toner และ Acne Calming Spot Gel
- เหง้าสับปะรด ที่มีเอนไซม์ย่อยโปรตีน ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวกระจ่างใสและเรียบเนียนยิ่งขึ้น ที่ช่วยให้ผิวมีความนุ่มกระจ่างใสมากขึ้น นำมาสกัดในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Body Series
ที่สำคัญเลย สินค้าทุกตัวที่แตกไลน์ออกมามีเจตนาที่ชัดเจน และไม่มีอันไหนที่ทับซ้อนกันเลย
เพราะ INGU ตั้งใจทำและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กับปัญหาของลูกค้ามากที่สุด
ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ “สารสกัดไทย” ที่ INGU ให้ความสำคัญ
แต่เรื่อง Sustainability เอง ก็สำคัญไม่แพ้กัน..
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการสกินแคร์หลายครั้งก็เข้าสู่วงจร Fast Fashion ที่สร้างขยะจำนวนมาก
INGU จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วจะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
ภายใต้วงการสกินแคร์ในประเทศไทย ที่มีโอกาสสร้างขยะสูงมาก
INGU พูดได้ว่าเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เลือกใช้ PCR Packaging หรือ Post-consumer Recycled Packaging เพื่อส่งเสริมเรื่อง Sustainability มากขึ้น
โดย INGU พยายามมองสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งวงจร Supply Chain
ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างกระบวนการเพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบ 5 ml. อาจต้องใช้กุหลาบ 252,000 ดอกในอินเดีย ก่อนจะส่งไปฝรั่งเศสเพื่อสกัด แล้วนำมาผลิตเป็นสินค้าในประเทศไทย
ทั้งกระบวนการนี้ จึงเกิด Carbon Footprint มหาศาล
ดังนั้น การที่ INGU ตัดสินใจใช้สารสกัดธรรมชาติของไทย
นอกจากจะลด Carbon Footprint แล้ว ก็ยังช่วย Upcycle ให้เกษตรกรไทยในเวลาเดียวกัน
พูดง่าย ๆ ว่า INGU อยากเป็นตัวเลือกที่สร้าง Sustainable ให้ได้มากที่สุดแก่ผู้บริโภคนั่นเอง
ถึงตรงนี้คงสะท้อนถึงความหมายคำว่า “ความจริงใจ” และ “ความตั้งใจทำ” ของ INGU ได้ดีทีเดียว
แล้ว INGU จะขยายฐานลูกค้าอย่างไร เพื่อสร้างการเติบโต ?
INGU เริ่มต้นจากการสร้างฐานลูกค้าในโลกออนไลน์ที่ค่อนข้างจะอยู่ตัวแล้ว
ความท้าทายใหม่คือ การขยายฐานลูกค้าฝั่งออฟไลน์ให้มากขึ้น 20-30% โดยเริ่มวางสินค้าในร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ เช่น Watsons, EVEANDBOY, BEAUTRUIM ฯลฯ
ในปี 2025 นี้ INGU มีร้าน Stand Alone ทั้งหมด 2 สาขา ที่เดอะมอลล์ สกายพอร์ต ดอนเมือง และเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น G และกำลังจะเปิดที่เซ็นทรัลเวสเกตในวันที่ 1 เมษายน 2568 นี้
เพราะมองว่าจุดอ่อนของการค้าออนไลน์คือ ช่องว่างในความใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้า
เลยเชื่อว่าถ้ามี BA ที่สาขา Stand Alone ของ INGU จะช่วยสร้าง DNA ความเป็น INGU ส่งไปถึงลูกค้าแบบสัมผัสได้จริง ๆ
ที่สำคัญ Stand Alone ยังเติมเต็มคาแรกเตอร์โดยรวมถือเป็นหน้าตาของแบรนด์ ที่จะสื่อถึง DNA ความเป็น INGU แบบสัมผัสได้จริง ๆ ด้วย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ INGU มองว่า “ความจริงใจ คืออะไรที่จับต้องไม่ได้ แต่เชื่อว่าคนสัมผัสได้”
แล้วถ้าถามว่า INGU มี “ความจริงใจ” และ “ความตั้งใจทำ” มากแค่ไหน
สังเกตง่าย ๆ ได้จาก % ส่วนผสม ที่อยู่หน้ากล่องสินค้าทุกตัวของ INGU
นั่นคือข้อผูกมัดตัวเองของ INGU ที่เราไม่เคยได้เห็นจากแบรนด์ไหนเลย..
Reference
- บทสัมภาษณ์ตรงแบรนด์ INGU โดยลงทุนแมน
Tag: INGU

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

SPONSORED
© 2025 Longtunman. All rights reserved. Privacy Policy.
Blockdit Icon