เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 4 ทศวรรษแห่งสงคราม

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 4 ทศวรรษแห่งสงคราม

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 4 ทศวรรษแห่งสงคราม (ค.ศ.1940 – ค.ศ.1949) / โดย ลงทุนแมน

“Deutschland über alles”
คือประโยคขึ้นต้นของเพลงชาติเยอรมันในยุคการปกครองของพรรคนาซี
ประโยคนี้มีความหมายว่า “เยอรมนีเหนือทุกสรรพสิ่ง”

กองทัพเยอรมันบุกโปแลนด์ในปี 1939 ก่อนจะรุกรานไปยังดินแดนยุโรปอื่นๆ ทั้งยุโรปตะวันออก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส
นำมาสู่การประกาศสงคราม ระหว่างกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกันสองฝ่าย

ฝ่ายอักษะ ผู้นำประกอบไปด้วย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้นำประกอบไปด้วย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต

สงครามโลกครั้งที่สอง ถือกำเนิดแล้ว..

ความชาตินิยมในเชื้อชาติเยอรมัน ซึ่งถูกปลุกระดมโดยผู้นำเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
นำมาสู่การพยายามขับไล่ผู้คนเชื้อชาติอื่นให้ออกไปจากแผ่นดินของชาวเยอรมัน
โดยเฉพาะ “ชาวยิว”

ตั้งแต่พรรคนาซีก้าวขึ้นมามีอำนาจ ได้ออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อจำกัดสิทธิของชาวยิว
เช่น กฎหมายนูเร็มเบิร์กที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองของชาวยิว
หรือกฎหมาย Aryanisation ที่มีเป้าหมายเพื่อยึดทรัพย์สินชาวยิว

กองทัพเยอรมันบุกรุกประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อขยายดินแดน โดยเฉพาะยุโรปตะวันออก
ซึ่งมีชาวยิวอาศัยอยู่จำนวนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

เรื่องนี้นำมาสู่การจัดตั้ง “ค่ายกักกัน” เพื่อรวบรวมชาวยิวจากทั่วยุโรปในปี 1941
แต่เมื่อผู้ถูกกักกันมีจำนวนมากขึ้น
ท้ายที่สุด จึงนำมาสู่การสังหารด้วยวิธีต่างๆ ทั้งรมแก๊สพิษ และบังคับใช้แรงงานจนเสียชีวิต

นับเป็นการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ซึ่งมีชาวยิวเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 6 ล้านคน

เหตุการณ์สังหารหมู่เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในทวีปยุโรป
เพราะอีกซีกโลกหนึ่ง พันธมิตรฝ่ายอักษะอีกประเทศหนึ่งก็กำลังกระทำเช่นเดียวกันในทวีปเอเชีย

กองทัพญี่ปุ่นซึ่งยึดครองคาบสมุทรเกาหลี เกาะไต้หวัน และจีนบางส่วน
โดยเฉพาะในนานกิง ปี 1937 ทหารญี่ปุ่นได้สังหารหมู่ชาวจีนในเมืองนานกิงกว่า 4 แสนคน
การกระทำอันอุกอาจนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน กับญี่ปุ่นยังคงย่ำแย่มาจนถึงปัจจุบัน

แสนยานุภาพของกองทัพทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย

กองทัพญี่ปุ่นได้บุกยึดครองดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด

ทั้งฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงบังคับให้รัฐบาลสยามยอมให้เป็นทางผ่านไปยังพม่า

ญี่ปุ่นก่อสงครามหลายครั้งในมหาสมุทรแปซิฟิก และทิ้งระเบิดฐานทัพสหรัฐฯ ณ อ่าวเพิร์ล หมู่เกาะฮาวาย ในเดือนธันวาคม ปี 1941

เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งนี้

ภายใต้ฝุ่นควันของสงคราม
ความกดดันบีบคั้น นำมาสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่
เทคโนโลยีที่เคยอยู่บนแผ่นกระดาษทั้งหลาย ต่างถูกนำมาสานต่อเพื่อการทำลายล้าง..

ระบบเรดาร์ (Radar)
คือ ระบบที่ใช้คลื่นวิทยุเป็นเครื่องมือในการระบุระยะทาง ความสูง ทิศทาง และความเร็วในการเคลื่อนที่ของวัตถุ แม้องค์ความรู้ด้านเรดาร์จะถูกค้นพบมาก่อนหลายสิบปี
แต่การพัฒนาเพื่อการทหารในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ก็ทำให้ระบบเรดาร์ถูกนำมาใช้ในการตรวจหา และติดตามทั้งเรือ และเครื่องบิน

เครื่องยนต์ไอพ่น (Jet Engine)
เพื่อต่อกรกับเครื่องบินรบของเยอรมัน กองทัพอังกฤษจึงพัฒนาเครื่องบินรบ “Gloster Meteor”
ซึ่งมีการใช้เครื่องยนต์ที่ต้องอาศัยอากาศมาทำการอัด ทำให้เกิดแรงดันสูงส่งไปด้านหลัง
และทำให้เครื่องบินเคลื่อนที่ไปทางด้านหน้าด้วยความเร็วทะลุเวหา

Colossus Computer
เพื่อถอดรหัสการสื่อสารระหว่างฮิตเลอร์ และเหล่านายพลเยอรมัน
นำมาสู่การรวมตัวของเหล่านักคณิตศาสตร์ใน “Bletchley Park” กรุงลอนดอน
เพื่อสร้างเครื่อง Colossus Computer ซึ่งนับได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก

อาวุธนิวเคลียร์
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ผู้อพยพหนีภัยการสังหารล้างเผ่าพันธุ์มายังสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเข้าร่วมสงครามโลก
ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี โรสเวลต์ได้จัดตั้งโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project)
และนำทฤษฎีของไอน์สไตน์มาพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์

ซึ่งท้ายที่สุด ก็เป็นอาวุธนิวเคลียร์นี้เอง ที่เป็นผู้ปิดฉากสงครามโลกที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปี

เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงใจกลางเมืองฮิโรชิมา และ นางาซากิ
ในเดือนสิงหาคม ปี 1945

สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 50 ล้านคน ก็ถึงคราวสิ้นสุดลง..

หลังสงครามสิ้นสุด

เทคโนโลยีที่เคยถูกพัฒนาเพื่อการทำลายล้าง ถูกนำมาใช้ในทางสร้างสันติ

ระบบเรดาร์กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการควบคุมการจราจรทางอากาศ

เครื่องยนต์ไอพ่นถูกนำมาใช้ในวิศวกรรมการบิน

ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรก

และองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ถูกนำมาใช้ในทางปรมาณูเพื่อสันติ

ภายหลังสงคราม

เยอรมนีในฐานะผู้พ่ายแพ้ ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วน

เยอรมนีตะวันตก ยึดครองโดย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส

เยอรมนีตะวันออก ยึดครองโดย สหภาพโซเวียต

ส่วนจักรวรรดิญี่ปุ่นผู้ร่วมชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้ ถูกควบคุมโดยกองทัพสหรัฐฯ

นอกจากจะสูญเสียดินแดนในครอบครองทั้งหมดแล้ว

ยังถูกสหรัฐอเมริกาควบคุมในเรื่องกองกำลังทหาร การปกครอง ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ

แต่น่าแปลกใจที่บริษัทระดับโลกที่ก่อตั้งในยุคนี้ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น
ซึ่งก่อตั้งหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

Sony ก่อตั้งในปี 1946
เริ่มจากเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าในกรุงโตเกียว แล้วพัฒนามาเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าตัวแรกของบริษัท คือ วิทยุทรานซิสเตอร์

Casio ก่อตั้งในปี 1946
บริษัทที่เริ่มจากการเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรและชิ้นส่วนกลไกต่างๆ
และมีสินค้าตัวแรกเป็น แหวนที่สามารถใช้ถือบุหรี่ได้

Honda ก่อตั้งในปี 1947
บริษัทยานยนต์ที่ก่อตั้งจากความรักที่มีต่อภรรยา

ภายหลังสงครามจบลง ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก
ผู้คนส่วนใหญ่ต้องสัญจรด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน

คุณโซอิจิโร ฮอนดะ จึงได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ขนาดเล็กมาติดกับจักรยานให้แก่ภรรยา
และกลายเป็นสิ่งที่เรียกกันต่อมาว่า “มอเตอร์ไซค์”

Nissin Foods ก่อตั้งในปี 1948
นอกจากขาดแคลนน้ำมัน ญี่ปุ่นยังประสบปัญหากับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างมาก
รัฐบาลจึงสนับสนุนให้คนญี่ปุ่นกินขนมปังซึ่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ทดแทนการกินบะหมี่ที่คุ้นเคยกันมานาน

คุณโมะโมะฟุกุ อันโด จึงได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทที่จะพัฒนาบะหมี่ในรูปแบบใหม่ขึ้นมา
เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ไม่ใช่เพียงแค่จักรวรรดิของญี่ปุ่น
การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งนี้ทำให้ลัทธิจักรวรรดินิยมทั่วโลกล่มสลาย

ประเทศอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ต่างแยกตัวเป็นเอกราช นำโดย อินเดียและปากีสถาน ในปี 1947

รวมถึงอาณานิคมอีกหลายแห่งในทวีปแอฟริกาทั้งของจักรวรรดิอังกฤษ และฝรั่งเศส

ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 1949

สาธารณรัฐประชาชนจีน 544 ล้านคน
อินเดีย 355 ล้านคน
สหภาพโซเวียต 178 ล้านคน
สหรัฐอเมริกา 150 ล้านคน
ญี่ปุ่น 80.2 ล้านคน

เมื่อมหาอำนาจในยุโรป ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ต่างบอบช้ำจากสงคราม จึงเป็นโอกาสให้สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ

ประเทศที่มีขนาด GDP มากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 1949 เมื่อเทียบเป็นมูลค่าในปี 2018
สหรัฐอเมริกา 81.6 ล้านล้านบาท
สหภาพโซเวียต 28.4 ล้านล้านบาท
สหราชอาณาจักร 21.3 ล้านล้านบาท
สาธารณรัฐประชาชนจีน 14.9 ล้านล้านบาท
อินเดีย 13.5 ล้านล้านบาท

การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
ทำให้ในปี 1944 ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
มีการจัดประชุมร่วมกัน 44 ประเทศ ที่เมือง Bretton Woods ประเทศสหรัฐอเมริกา
เพื่อหาแนวทางในการจัดระเบียบการเงินระหว่างประเทศ

มีการลงนามในข้อตกลง Bretton Woods ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ

1.สมาชิกต้องยินยอมที่จะยกเลิกการกำหนดค่าเงินของตนเอง
แล้วหันไปผูกติดอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเป็นเงินสกุลเดียวที่มีทองคำหนุนหลัง

2.ให้มีการก่อตั้งองค์การการเงินระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ 2 แห่ง
คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
และ ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น ธนาคารโลก (World Bank)

ข้อตกลงนี้ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ดูแล “กติกาการเงินโลก”
และ ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่การเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจและการเงิน ไม่อาจทำให้เป็นมหาอำนาจโดยสมบูรณ์
ต้องมีทั้งด้านการเมือง และการทหารด้วย

ซึ่งคู่แข่งสำคัญของสหรัฐอเมริกา กลับกลายเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านคอมมิวนิสต์อย่าง สหภาพโซเวียต

และเพื่อป้องกันการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียต

สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำในด้านทุนนิยมเสรีจึงตั้งแผนการมาร์แชลล์

เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มประเทศพันธมิตรในยุโรปตะวันตก
ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่สหภาพโซเวียตก็ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มประเทศพันธมิตรของตัวเองในยุโรปตะวันออก

สำหรับประเทศจีน
ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง ในปี 1949
ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับสหภาพโซเวียต

แม้สงครามใหญ่เพิ่งจะสิ้นสุด แต่มนุษย์ก็ไม่เคยหลุดพ้นจากความขัดแย้ง

ความขัดแย้งครั้งใหม่ ไม่ได้มีการรบกันไปทั่วโลกเหมือนครั้งก่อนๆ
แต่กลายเป็นการแข่งขัน ทั้งในด้านอุดมการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และ การสะสมอาวุธ
ไปจนถึงการใช้ “สงครามตัวแทน” ให้ประเทศในพันธมิตรรบกัน แทนประเทศผู้นำ

การแข่งขันที่เริ่มจากบนพื้นโลก แต่ลามไปถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

ความขัดแย้งครั้งนี้ ทุกคนรู้จักดี ในนาม
สงครามเย็น (Cold War)…
———————-
ทบทวนเรื่องราวในตอนก่อนหน้า “ทศวรรษแห่งความตกต่ำ” ได้ที่
https://www.blockdit.com/articles/5c9e00149fc2185b83ebd08f

ติดตามเรื่องหลากหลาย จากผู้เขียนเก่งๆ หลายท่าน ในแอป blockdit โหลดได้ที่ http://www.blockdit.com

สั่งซื้อหนังสือลงทุนแมน 9.0 ได้ที่
Lazada: https://www.lazada.co.th/products/90-i293980783-s493954943.html

Shopee: https://shopee.co.th/Longtunman-หนังสือ-ลงทุนแมน-9.0-i.116732911.1933827833
———————-

References
-David Cesarani, Final Solution: The Fate of the Jews, 1933-1949 (2015)
-รศ.ฐาปนา ฉิ่มไพศาล, การเงินระหว่างประเทศ (2558)
-ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช, วิวัฒนาการของเงิน จากเบี้ยหอยสู่คริปโทเคอเรนซี (2561)
-https://www.history.com/topics/world-war-ii/world-war-ii-history
-https://www.gistda.or.th/main/th/node/1046
-http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/flight/1/flight1.htm
-https://www.cryptomuseum.com/crypto/colossus/index.htm
-https://www.britannica.com/technology/Colossus-computer
-https://www.atomicmuseum.com/tour/dd2.cfm
-https://www.sony.net/SonyInfo/CorporateInfo/History/
-https://global.honda/about/profile/history.html
-https://www.nissin.com/en_jp/ir/library/statements/
-http://www.ggdc.net/maddison/historical_statistics/horizontal-file_03-2007.xls
-http://www.in2013dollars.com/1990-dollars-in-2018?amount=16375

Comments

comments