
เบื้องหลังคำลวงโลกเรื่อง AI สู่ทักษะเอาชีวิตรอดแห่งอนาคต จาก Andrew Ng ผู้ร่วมก่อตั้ง Google Brain
เจาะลึกบทสัมภาษณ์ Andrew Ng ผู้ร่วมก่อตั้ง Google Brain และ Coursera ที่จะมาตีแผ่ความจริง เพื่อลบล้างความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ AI ในช่องของ Silicon Valley Girl
พร้อมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงาน ข้อได้เปรียบที่แท้จริงของมนุษย์ และทักษะแห่งอนาคตที่ทุกคนต้องมี
- Andrew บอกว่า กระแสความกลัว AI ที่แพร่หลายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเรื่อง AI แย่งงานมนุษย์จนหมด หรือการใช้ทรัพยากรน้ำและศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างมหาศาลเกินจริง ล้วนเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน
สาเหตุที่แท้จริงเริ่มต้นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว จากกลุ่มบริษัท AI ชั้นนำที่พยายามทำ PR และสร้างกฎระเบียบเพื่อผูกขาดตลาด
บริษัทเหล่านี้ลงทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์ และมองว่าบริษัทอื่นหรือนักวิจัยที่ต้องการแจกจ่ายโมเดลแบบ Open Source ให้ทุกคนใช้ฟรีเป็นเรื่องที่ขัดผลประโยชน์
พวกเขาจึงปั่นกระแสด้วยการเปรียบเทียบ AI ว่าอันตรายราวกับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่ง Andrew มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงเลย
จุดประสงค์ก็เพื่อบีบให้เกิดกฎหมายที่เอื้อต่อบริษัทยักษ์ใหญ่และสกัดดาวรุ่ง ผลเสียที่ตามมาคือ สังคมมีมุมมองแง่ลบต่อ AI ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และทำให้เด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษาจบใหม่ รู้สึกท้อแท้กับสภาพเศรษฐกิจจนไม่อยากพัฒนาตนเอง
- ความกลัวที่ว่า AI จะแย่งงานมนุษย์ไปถึง 50% จนคนต้องออกมาประท้วงตามท้องถนนนั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง
จากการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์พบว่า AI อาจจะช่วยทำงานอัตโนมัติได้เพียง 30-40% ในแต่ละสายงาน ซึ่งนั่นกลับส่งผลดี เพราะเนื้องานอีก 60% ที่เหลือซึ่งต้องใช้ทักษะของมนุษย์ จะมีมูลค่าและความต้องการสูงขึ้นอย่างมาก
อาชีพที่ได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุดในตอนนี้คือ วิศวกรซอฟต์แวร์ แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า ตำแหน่งงานว่างในสายนี้กลับพุ่งสูงขึ้น และวิศวกรเก่ง ๆ ก็ยุ่งกว่าที่เคยเป็นมา
อย่างไรก็ตาม คนที่ยังทำงานด้วยทักษะเดิม ๆ แบบปี 2022 (ก่อนยุค ChatGPT) จะตกที่นั่งลำบาก
การนำ AI มาช่วยทำงาน 30-40% นั้น จะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถขยายขอบเขตงานของตัวเองได้มากขึ้น
การนำ AI มาช่วยทำงาน 30-40% นั้น จะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถขยายขอบเขตงานของตัวเองได้มากขึ้น
เช่น นักพัฒนาแบบ Front-end หรือ Back-end จะก้าวขึ้นเป็น Full-stack Developer ได้ง่ายขึ้น
หรือพนักงานประสานงานการตลาด ก็สามารถก้าวขึ้นมาคุมแคมเปญการตลาดได้ตั้งแต่ต้นจนจบ (Full-cycle marketing) ซึ่งจะนำไปสู่ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นและโปรเจกต์ที่สนุกขึ้น
- เหตุผลที่ AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ในองค์กรใหญ่ได้ในเร็ว ๆ นี้ เป็นเพราะ AI ยังขาดสิ่งที่เรียกว่า "บริบท" (Context)
บ่อยครั้งที่เวลาเราให้ AI ช่วยคิดงาน มันอาจจะเสนอไอเดียที่ดีมา 1-2 อย่าง ธรรมดา 2-3 อย่าง และไอเดียที่แย่มาก ๆ อีก 4 อย่าง
แต่มนุษย์สามารถมองปราดเดียวแล้วรู้ทันทีว่าไอเดียไหนใช้งานไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเรามีข้อได้เปรียบด้านบริบท ที่สั่งสมมาจากประสบการณ์หลายปี
เราเคยคุยกับลูกค้าและสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ไม่พอใจ หรือเรารู้ดีว่าเจ้านายกำลังโฟกัสเรื่องอะไรอยู่
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ AI ไม่มีวันเข้าใจได้ และข้อได้เปรียบนี้เองที่ก่อให้เกิด วิจารณญาณและรสนิยม (Judgment and Taste) ที่ทำให้มนุษย์ยังคงเหนือกว่า AI อย่างมาก
- ในระดับมหาวิทยาลัย การปรับตัวต่อยุค AI นั้นล่าช้ามาก หลายแห่งยังคงสอนนักศึกษาให้พร้อมสำหรับงานในปี 2022 ทั้งที่ควรเตรียมความพร้อมสำหรับปี 2026 หรือ 2028 ไปแล้ว
Andrew แนะนำว่า นักศึกษาควรตั้งใจเรียนในระบบปกติ แต่ต้องขวนขวายหาความรู้ด้าน AI เพิ่มเติมด้วยตัวเองผ่านช่องทางอย่าง Coursera, Udemy หรือ DeepLearning.AI
เด็กยุคใหม่ที่เป็น AI-native (คล่องแคล่วในการใช้ AI) จะสร้างผลงานได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นเพียงเด็กฝึกงานระดับมัธยมปลายก็ตาม
อย่างไรก็ตาม Andrew ได้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจว่า ปัจจุบัน AI เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการทำงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ย่ำแย่มาก สำหรับการเรียนรู้..
ข้อมูลระบุชัดเจนว่า นักเรียนที่ใช้ AI ทำการบ้านจะได้คะแนนสูงขึ้น แต่การจดจำและความเข้าใจในระยะยาวกลับแย่ลงอย่างหนัก เพราะมนุษย์กำลังผลักภาระทางปัญญา ไปให้ AI คิดแทน
แม้แต่ตัว Andrew เอง เมื่อสอนคณิตศาสตร์ลูกวัย 5 และ 7 ขวบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ลูกใช้เครื่องคิดเลขเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ (แม้เขาจะเขียนแอปพลิเคชันสอนพิมพ์ดีดให้ลูกสาวใช้เองก็ตาม)
เพื่อแก้ปัญหานี้ Andrew จึงกำลังพัฒนาองค์กรใหม่ชื่อ "Learn Vector" ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านดอลลาร์จาก Coursera เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ปรับแต่งแบบตัวต่อตัวอย่างแท้จริง
- ปัจจุบัน ต้นทุนและความยากในการเขียนซอฟต์แวร์ลดต่ำลงอย่างมหาศาล นี่ไม่ใช่แค่ยุคของวิศวกรเท่านั้น แต่นักการตลาด ฝ่าย HR หรือฝ่ายการเงิน ก็สามารถสร้างเครื่องมือของตัวเองได้
อย่างในทีมการตลาด มีพนักงานคนหนึ่งเขียนแอปพลิเคชันบน Mac ด้วยตัวเอง เพื่อให้มันช่วยกวาดข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ หาบทความที่เกี่ยวข้อง และทำ Dashboard สรุปข้อมูลมาให้
หรืองานสายการเงิน CFO ของ Andrew สังเกตเห็นว่า ลูกทีมเสียเวลาคัดลอกและวางข้อมูลซ้ำ ๆ เธอจึงเขียนสคริปต์อัตโนมัติเพื่อเปิดไฟล์ ตรวจสอบความถูกต้อง และแจ้งเตือนความผิดปกติได้เองโดยไม่ต้องพึ่งวิศวกร
นอกจากนี้ ยังเกิดเทรนด์การนำวิศวกรไปฝังตัวอยู่ในทีมต่าง ๆ เช่น Recruiting Engineers เพื่อสร้างเครื่องมือดึงดูดบุคลากรขั้นสูง
สิ่งที่ตลาดงานต้องการสูงสุดในตอนนี้คือคนที่มี High sense of agency หรือมีความเป็นเจ้าของสูงและกล้าลงมือทำ
คือคนที่เมื่อเห็นปัญหาแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใช้ AI สร้างเครื่องมือแก้ปัญหาได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
องค์กรที่ประสบความสำเร็จในอนาคต จะไม่ใช่องค์กรที่ทำงานแบบไซโล (Silo) หรือบังคับให้พนักงานอยู่แต่ในขอบเขตหน้าที่เดิม ๆ อีกต่อไป
และเมื่อการสร้างซอฟต์แวร์ทำได้ง่ายดาย คอขวดที่แท้จริงจะตกไปอยู่ที่การจัดการผลิตภัณฑ์ นั่นคือทักษะในการคุยกับลูกค้า และมีวิจารณญาณที่เฉียบคมพอที่จะรู้ว่า “เราควรจะสร้างอะไร”
- เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล Andrew แนะนำว่าเขามั่นใจในระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ว่าจะไม่นำข้อมูลไปใช้ละเมิดข้อตกลง เพราะมันคือหัวใจของธุรกิจพวกเขา
แต่กลับมีบริษัท AI บางแห่งที่แอบเนียนเปลี่ยนเงื่อนไขการให้บริการ เพื่อนำข้อมูลไปฝึกโมเดล
หากต้องจัดการข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจมาก ๆ วิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือ การดาวน์โหลดโมเดล Open Source เช่น โมเดลของ Meta หรือ Qwen มาทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบออฟไลน์ (Local)
- การบอกว่ามนุษย์จะสูญเสียการควบคุม AI นั้น ก็เหมือนกับการสร้างเครื่องบิน โดยในยุคแรกเราควบคุมสภาพอากาศไม่ได้ และมีเครื่องตกบ้าง แต่เราก็วิศวกรรมมันจนปลอดภัยได้ในที่สุด ซึ่ง AI ก็เช่นกัน
แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้และต้องใช้กฎหมายจัดการขั้นเด็ดขาดคือ การใช้ AI สร้าง Deepfake อนาจารโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมาก
- สำหรับการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ระดับทั่วไป หรือ AGI ที่เก่งเท่ามนุษย์ในทุกมิติ เช่น สามารถเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก หรือหัดขับรถในป่าทึบได้ในสิบนาที
ซึ่ง Andrew ยืนยันว่า เรายังคงห่างไกลจากจุดนั้นอีกหลายสิบปี..
การที่มีบางบริษัทออกมาอวดอ้างว่า “เราเข้าใกล้ AGI แล้ว” ล้วนเป็นเพียงการจงใจลดมาตรฐานคำนิยามของ AGI ลงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและการทำ PR ของบริษัทตนเองเท่านั้น..
สุดท้ายแล้ว AI อาจทำงานแทนเราได้ในบางส่วน แต่มันไม่มีวันขโมยวิจารณญาณ และความกล้าที่จะลงมือสร้าง ไปจากมนุษย์ได้..