หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ / โดย ผู้สนับสนุนเพจลงทุนแมน

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ / โดย ผู้สนับสนุนเพจลงทุนแมน

ทุกคนคงทราบดีว่าเมกะเทรนด์ที่ชัดเรื่องหนึ่งของโลก คือโลกกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยลง และ แนวโน้มอายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรโลกที่มีอายุมากกว่า 65 ปีจะเพิ่มขึ้น 79% ในอีก 20 ปีข้างหน้า และ 1 ใน 3 ของเด็กที่เกิดในวันนี้จะมีอายุขัยมากกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น และประชากรมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงหรือเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพในกลุ่ม Healthcare มากขึ้น

แล้วธุรกิจไหนจะได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์สังคมผู้สูงอายุบ้าง?

ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) เป็นอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์เต็มๆจากเมกะเทรนด์นี้ เพราะ เหตุผลตรงตัวคือ ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น จากสถิติแล้วคนที่มีอายุ 75 ปี จะป่วยเป็นโรคเฉลี่ย 3 ชนิด และต้องใช้ยารักษาโรคเฉลี่ย 5 ประเภท.. นอกจากเรื่องยารักษาโรค ประชากรผู้สูงอายุยังต้องการ นวัตกรรมใหม่ๆในการรักษาโรค และอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้น ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว นี่เป็นโอกาสมหาศาลที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจสุขภาพทั่วโลกในอนาคต แต่ถ้าเรามามองหุ้นไทย เราก็จะเจอแต่หุ้นโรงพยาบาลชื่อต่างๆที่ซื้อขายกันที่  PE 30-40 เท่า

แล้วเรามีตัวเลือกอื่น นอกจากโรงพยาบาลในประเทศไทย บ้างไหม?

จริงๆแล้ว ในโลกของธุรกิจสุขภาพ (Global Healthcare) จะแบ่งได้เป็น 4 หมวดใหญ่ คือ

1) หมวดเภสัชกรรม

2) หมวดเทคโนโลยีทางการแพทย์

3) หมวดเทคโนโลยีชีวภาพ

4) หมวดบริการทางการแพทย์

และโรงพยาบาลก็เป็นแค่หนึ่งหน่วยธุรกิจในหมวดที่ 4 เรื่องบริการทางการแพทย์

แล้วอีก 3 หมวดหล่ะ? ทำไมหุ้นไทยไม่มี?

เพราะบริษัทไทยยังไม่ใหญ่พอถึงระดับโลกที่จะวิจัยและคิดค้นผลิตยาใหม่ๆ รวมถึง ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และ เทคโนโลยีชีวภาพ ยังต้องนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้จากต่างประเทศตลอดมา

แล้วเรามีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) ที่เป็นบริษัทระดับโลกบ้างไหม?

เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจสุขภาพได้โดยผ่านการซื้อกองทุนรวมในประเทศไทยที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) ทั่วโลก กองทุนรวมประเภทนี้มีอยู่หลาย บลจ. ที่จัดการ  ซึ่งกองทุนรวมที่ผมคัดเลือกมานำเสนอคือ UOB Smart Global Healthcare (UOBSHC) ของบลจ.ยูโอบี กองทุนนี้จะลงทุนในหน่วยลงทุนของ United Global Healthcare Fund (กองทุนหลัก) จดทะเบียนที่สิงคโปร์ บริหารโดย UOB Asset Management Limited Singapore ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมมือ Wellington Management  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการลงทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลก เพื่อร่วมกันบริหารกองทุนหลัก

Wellington Management มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และทีมผู้บริหารกองทุนมีประสบการณ์การลงทุนกลุ่ม Healthcare เฉลี่ยกว่า 22 ปี โดยผลการดำเนินงานของกองทุน UOBSHC ตั้งแต่ต้นปี (4 เดือน) ณ 28 เมษายน 2560 มีผลตอบแทนมากถึง 10.5% โดยน้ำหนักที่กองทุนนี้ลงทุน 5 ประเทศใหญ่สุดจะเรียงตามลำดับดังนี้

  • สหรัฐอเมริกา 67.17%
  • ไอร์แลนด์ 10.09%
  • สหราชอาณาจักร 4.70%
  • ญี่ปุ่น 4.67%
  • เนเธอร์แลนด์ 1.99%

และจะแบ่งน้ำหนักลงทุนในหมวดธุรกิจสุขภาพเรียงลำดับดังนี้

  • หมวดเทคโนโลยีชีวภาพ 27.50%
  • หมวดเภสัชกรรม 27.02%
  • หมวดบริการทางการแพทย์ 17.76%
  • หมวดเทคโนโลยีทางการแพทย์ 16.23%

สำหรับตัวอย่างบริษัทที่กองทุนนี้ได้ลงทุนคือ (ณ 31 มีนาคม 2560)

Allergan

บริษัทนี้เป็นหนึ่งในบริษัทที่คิดค้นและผลิตยาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2016 บริษัทมีรายได้ 14,571 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าฉีด Botox ในวงการเสริมความงาม บริษัท Allergan เป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของแบรนด์ Botox ซึ่งย่อมาจาก Botulinum Toxin เป็นสารที่ไปทำปฏิกิริยากับกล้ามเนื้อ และจะช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้

UnitedHealth

ในปี 2016 บริษัทนี้มีรายได้มากถึง 184,840 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของประเทศสหรัฐอเมริกาใน Fortune 500  และบริษัทนี้ใหญ่ถึงขนาดเป็น 1 ใน 30 บริษัทที่ถูกคัดเลือกให้มาคำนวณเป็นดัชนี Dow Jones ของสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ก่อตั้งเมื่อ 40 ปีที่แล้วเป็นบริษัทจัดการระบบสุขภาพให้กับทั้ง องค์กรเอกชน และ ภาครัฐ รวมถึงให้บริการประกันสุขภาพให้กับประชาชนทั่วไป

Bristol-Myers

เป็นบริษัทคิดค้นและผลิตยา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค บริษัทนี้มีประวัติอันยาวนาน ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1887 หรือเมื่อ 130 ปีที่แล้ว ในปี 2016 บริษัทมีรายได้ 19,427 ล้านเหรียญสหรัฐ ยาที่บริษัทผลิตจะเกี่ยวกับการรักษาโรค มะเร็ง โรคหัวใจ HIV เบาหวาน รูมาตอยด์ และ ตับอักเสบ

Eli Lilly

บริษัทนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1876 บริษัทนี้เป็นบริษัทที่คิดค้นและผลิตยาระดับโลก โดยบริษัทได้ผลิตยา เพนนิซิลิน โปลีโอวัคซีน และ อินซูลิน เป็นบริษัทแรก บริษัท Eli Lilly ยังเป็นบริษัทที่ผลิตยารักษาเกี่ยวกับระบบประสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2016 บริษัทนี้มีรายได้ 21,222 ล้านเหรียญสหรัฐ และ ได้รับคัดเลือกให้ถูกคำนวณอยู่ในดัชนี S&P500 ของสหรัฐอเมริกา

Medtronic

เป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศไอร์แลนด์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1949 ในปี 2016 บริษัทมีรายได้ 28,833 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทจะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโรคต่างๆ เช่นหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน กล้ามเนื้อ กระดูก ระบบประสาท และ เทคโนโลยีการผ่าตัด

Alkermes

บริษัทนี้ถูกควบรวมในปี 2011 ระหว่างบริษัท Alkermes และ บริษัท Elan Drug Technologies บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ และมีศูนย์วิจัยอยู่ที่เมือง แมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทผลิตยาที่เน้นด้านระบบประสาทส่วนกลาง เช่นยารักษา การติดยา อาการผิดปกติทางจิต โรคซึมเศร้า ชื่อแบรนด์ยาของบริษัทที่ประสบความสำเร็จคือ ARISTADA และ VIVITROL

AstraZeneca

บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โดยมีแผนกวิจัยอยู่ 3 ประเทศ คือ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ สวีเดน ยอดขายของบริษัทในปี 2015 มากที่สุดอันดับ 8 ของโลก บริษัทมียารักษาโรคทั้ง มะเร็ง ระบบหัวใจ ระบบย่อยอาหาร ติดเชื้อ ระบบประสาท ระบบหายใจ บริษัทนี้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในดัชนี FTSE 100 บริษัทนี้เคยถูกเสนอซื้อจากบริษัทยาชื่อดัง Pfizer ในปี 2014 แต่ถูกผู้ถือหุ้นปฏิเสธไป สำหรับชื่อแบรนด์ยาที่ประสบความสำเร็จของบริษัทที่เราน่าจะคุ้นหูกันดี คือ Nexium ซึ่งเป็นยารักษาเกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหาร

คงจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทที่กล่าวมาเป็นบริษัทระดับโลกที่มีจุดเด่นในด้านต่างๆของธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) ธุรกิจสุขภาพไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแค่ธุรกิจโรงพยาบาลเหมือนในประเทศไทย เพราะในอุตสาหกรรมนี้ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย ซึ่งเราสามารถเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำของโลกเหล่านี้ได้โดยการลงทุนผ่านกองทุนรวม และกองทุน UOB Smart Global Healthcare (UOBSHC) เป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนกลุ่มธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) โดยเฉพาะซึ่งจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจจาก 4 หมวดใหญ่ข้างต้น ทำให้กองทุนนี้มีความน่าสนใจในการลงทุน แต่การลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนลงทุนจริงอย่าลืมศึกษาหาข้อมูลกองทุนให้ดีก่อนนะครับ หรือติดต่อกับทาง บลจ.ยูโอบีเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อน

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุน ได้ที่ http://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00367/UOBSHC

ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล นโยบายการลงทุน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนนี้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากองทุนอาจป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม แต่เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

Comments

comments



94 thoughts on “หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสังคมผู้สูงอายุ / โดย ผู้สนับสนุนเพจลงทุนแมน”