สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor

สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor

สรุปบทสัมภาษณ์ของ Bill Heinecke เจ้าของเครือ Minor / โดย ลงทุนแมน

Bill Heinecke เขาคนนี้เป็นเจ้าของร้าน Swensen’s, The Pizza Company, Sizzler, Dairy Queen, Burger King ในประเทศไทย รวมถึง โรงแรม หลายแห่งทั้งใน และต่างประเทศ

บริษัทนี้ชื่อบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่า 170,000 ล้านบาท

แต่รู้ไหมว่าเรื่องราวของผู้ชายหน้าฝรั่งสัญชาติไทยคนนี้เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย..

และดีลล่าสุดเขากำลังจะซื้อกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ของประเทศสเปน ที่จะทำให้บริษัทใหญ่ขึ้นเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ใหญ่สุดในโลก

ผู้ชายคนนี้มีเบื้องหลังแนวคิดการทำธุรกิจอย่างไร?

ลงทุนแมนไปเจอรายการที่เขาสัมภาษณ์กับ CNBC มีเรื่องราวที่น่าสนใจ
จึงสรุปมาให้ฟัง

คำถามเริ่มต้นจาก เคยคิดไหมว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในประเทศไทยขนาดนี้?

“ไม่เคยมีโอกาสได้คิดเลย ผมเข้าโรงเรียนที่นี่ เรียนจบจากที่นี่ ไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ดังนั้นผมก็แปลกใจกับความสำเร็จ เท่าๆกับทุกคน”

มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะสร้างตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่?

“เมื่อผมอายุได้ 17 ปี และเริ่มต้นในธุรกิจนี้ วิสัยทัศน์ของผมมีเพียงแค่การอยู่รอดไปจนถึงเดือนถัดไป และสามารถจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานได้ ผมไม่เคยคาดหวังว่าเราจะกลายเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือหนึ่งในกิจการอาหารที่ใหญ่ที่สุด”

จำช่วงเวลาปี 1991 ตอนเลือกที่จะทิ้งพาสปอร์ตสหรัฐอเมริกา และมาเป็นพลเมืองไทยได้หรือไม่? อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เลือกทำแบบนั้น?

“ผมจำได้เป็นอย่างดี ผมต้องไปสถานทูตและขอยกเลิกสิทธิความเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา และในตอนนั้นผมจำคำพูดที่พนักงานพูดกับผมได้ว่า ให้กลับไปทบทวนอีกครั้ง เขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่าใครต้องการจะคืนสิทธิความเป็นพลเมือง ซึ่งผมได้ตอบไปว่าผมได้ตัดสินใจมาแล้ว และผมไม่ต้องการรอนานกว่านี้”

อะไรทำให้สามารถดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคมไทย โดยที่ไม่ได้มีเชื้อสายไทย? อะไรคือความลับของคุณ Bill?

“ผมไม่แน่ใจว่ามันคือความลับของผม ผมคิดว่าประเทศไทยรับผมเข้ามา เราได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคาร และคนในแวดวงธุรกิจไทย หรือจากชุมชนทั่วไป พวกเขาให้ความรักกับเราและบริษัทของเรา เราภูมิใจที่เป็นบริษัทไทย ผมหวังว่าเพื่อนคนไทยของผมก็จะภูมิใจที่ผมเป็นคนไทย แม้ว่าผมจะเป็นคนไทยจากสิทธิความเป็นพลเมืองเท่านั้น”

ช่วยอธิบายเหตุการณ์ในปี 1999 ที่คุณสามารถขัดขวางการเข้าซื้อโรงแรมอนันตราสยาม และได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

“ผมคิดว่าเราเป็นเพียงผู้ถือหุ้นตัวเล็กๆ และ Goldman Sachs ตัดสินใจที่จะซื้อที่แห่งนั้น พวกเขายื่นข้อเสนอด้วยราคาที่สูงมาก มากกว่าราคาสูงสุดที่เราสามารถจะเสนอได้ ซึ่งผมก็ไม่ต้องการให้มันหลุดไปจากมือของเรา และในที่สุดก็สามารถขัดขวางความสำเร็จของ Goldman ได้ และผมก็ดีใจได้ยืนอยู่ตรงข้ามกับเหล่าชาวต่างชาติพวกนั้นที่พยายามจะซื้อ Prime asset หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2540”

แต่เรื่องนี้ฟังดูแปลกๆนะ เพราะคุณเป็นชาวต่างชาติแต่กลับอยากทำให้ที่ผืนนั้นซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศไทย ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือชาวต่างชาติ

“เราจะมองในมุมของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่ Goldman มองแต่ในมุมของเงินเท่านั้น พวกเขาสามารถซื้อและทิ้งโดยไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน สำหรับเรา มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่เราต้องการจะรักษาโรงแรมแห่งนี้ให้อยู่ในมือของคนไทย”

อะไรทำให้คุณตัดสินใจซื้อกลุ่มโรงแรม NH ซึ่งเป็นเครือธุรกิจโรงแรมจากสเปน ด้วยเงินจำนวน 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อไม่กี่เดือนก่อน? และคุณมองเห็นโอกาสนี้ได้อย่างไร?

“เรารอโอกาสนี้มาเป็นปี และเราได้วางกลยุทธ์ว่าเราจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เนื่องจากเราเป็นเพียงผู้เล่นตัวเล็กๆ เท่านั้น ปัจจุบันเราอยู่ในอันดับ 60 ของธุรกิจโรงแรมของโลก เรารู้ว่าถ้าเราเข้าสู่สงครามการเสนอราคา เราจะต้องแพ้แน่นอน เนื่องจากทรัพยากรและเงินทุนที่มีอยู่จำกัด

ดังนั้นเราจึงเตรียมกลยุทธ์ที่จะค่อยๆ สะสมหุ้นมากพอเพื่อที่จะขัดขวางความพยายามที่จะแย่ง NH ไปจากเรา เราได้สะสมหุ้นได้มากถึง 29.5% ตอนที่เราประกาศเข้าซื้อ NH
เมื่อ HYATT ต้องการจะยื่นข้อเสนอ ก็เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะเราได้ถือหุ้นมากถึงระดับหนึ่งแล้ว”

ดีลนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องการในการเป็นผู้เล่นขนาดใหญ่ในยุโรปหรือไม่?

“แน่นอน มันทำให้เราเป็นผู้เล่นใหญ่ในโลก ผมคิดว่าถือเป็นการก้าวเข้าสู่การเป็นกิจการโรงแรม 20 อันดับแรกของโลก มันเป็นจุดยืนในยุโรปที่แข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งเราหลายคน เรามีจุดยืนที่เข้มแข็งแล้วในเอเชีย ผมคิดว่าดีลนี้ก็ทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีในอีก 5 ปี ข้างหน้า”

มีแผนที่จะ Rebrand กลุ่มโรงแรม NH หรือไม่?

“เราคิดว่ามันจะมีประโยชน์จากการใช้ชื่อแบรนด์ของเรา เช่น อวานี และอนันตรา เราได้ทำให้เห็นแล้วว่า อวานีและอนันตราสามารถประสบความสำเร็จอย่างมากในโปรตุเกส หลังจากที่เราเปลี่ยนชื่อโรงแรมสองแห่งของ TIVOLI”

ตอนนี้ ดีลการซื้อโรงแรม เสร็จสมบูรณ์หรือยัง?

“ผมคิดว่าภายในปีนี้ทุกอย่างคงเรียบร้อย เราจึงจำเป็นต้องหาเงินทุน โดยการออกพันธบัตรและแหล่งเงินทุนอื่นๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราไม่ได้ซื้อกิจการอะไรอีกในปีนี้ ธนาคารที่ให้กู้ และ ผู้ถือหุ้นก็น่าจะยอมรับได้”

อะไรทำให้คุณสนใจในยุโรป? สามารถเห็นแนวโน้มทางธุรกิจที่สามารถสร้างเงินได้มากที่สุดใช่หรือไม่?

“ผมคิดว่ามี 2 อย่าง อย่างแรกคือเรามีดีลการเข้าซื้อจำนวนมากในสหราชอาณาจักร ในช่วงหลังจากเหตุการณ์ Brexit เราเห็นโอกาสการเข้าซื้อ Corbin&King เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ร้านอาหารจำนวนมาก รวมถึงการร่วมทุนกับ Zuma ที่ประเทศไทย

แต่เราก็ชอบร้านอาหาร Wolseley เราชอบทุกอย่างที่ Corbin&King ทำ และเราเห็นโอกาสไม่เพียงแค่ในสหราชอาณาจักร แต่เป็นทั้งยุโรปหรือแม้แต่ในเอเชีย ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าในสหราชอาณาจักรเป็นก้าวแรก

และตามมาด้วยก้าวของ NH แต่เรามองว่ายุโรปเป็นโอกาสที่น่าสนใจตอนนี้เนื่องจากเราเห็นนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก มีคนจีนเพียง 8-10% ที่มีพาสปอร์ต ยังสามารถสร้างผลกระทบในเอเชีย แล้วลองจินตนาการว่าถ้านักท่องเที่ยวจีนไปไกลอีกหน่อย ทั้งปารีส สเปน และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ดังนั้นเราคิดว่าเราเข้ามาได้ถูกเวลาแล้ว”

มองจากเป้าหมายระดับโลกของคุณ Bill แล้ว ดูเหมือนว่าจะยังขาดสหรัฐอเมริกาอยู่ที่เดียว ไม่ทราบว่าที่นี่จะอยู่ในรายการดีลครั้งต่อไปหรือไม่?

“เราได้ซื้อโรงแรม H1 ในนิวยอร์กแล้ว ซึ่งเป็นโรงแรมที่ดีมาก และตอนนี้กำลังปรับปรุงอยู่ และแน่นอนว่าเราก็จะเพิ่มจำนวนโรงแรม”

คนจีนก็ไปที่นั่นด้วยหรือไม่?

“พวกเขาเป็นความจริงที่สำคัญ เห็นได้ชัดว่าคนจีนเป็นผู้นำในทุกสิ่งเมื่อเป็นการท่องเที่ยว”

กำลังมองว่าจะซื้ออะไรในสหรัฐอเมริกา?

“เราต้องการซื้อโรงแรมหลายแห่ง ดังนั้นเราจึงต้องการหากลุ่มโรงแรมขนาดเล็ก หรือบริษัทที่มีพอร์ตโรงแรม”

ทุกวันนี้แหล่งรายได้ที่สำคัญมาจากธุรกิจโรงแรมตามมาด้วยร้านอาหาร มีแม้กระทั่งธุรกิจเครื่องบินเจ็ท และตอนนี้ก็ได้เข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อะไรที่ยังเป็นสิ่งใหม่ที่อยากจะทำอีก?

“เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าทำให้เราประสบความสำเร็จคือเราโฟกัสในรากฐานของเรา รากฐานของเราคือโรงแรมและร้านอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกับมัน ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เชื่อมโยงกับรูปแบบของโรงแรมของเรา และจุดหมายที่เราเข้าไปดำเนินการธุรกิจเครื่องบินเจ็ท ก็มีไว้เพื่อให้เราสามารถเดินทางและดำเนินการในตลาดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว”

กลับมาที่ตลาดเอเชีย ดูเหมือนมันต้องใช้เวลาที่จะเจาะเข้าตลาดและสามารถทำกำไรได้ในจีน คุณ Bill เจอสูตรที่ถูกต้องสำหรับตลาดจีนแล้วหรือยัง

“ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็คิดว่าตลาดจีนเป็นตลาดที่ยังต้องศึกษาต่อไป และเรากำลังทำอยู่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรมในจีน แต่เราเป็นเจ้าของร้านอาหารหลายร้าน และมันก็ต้องใช้เวลากว่าจะมาถูกทาง สิ่งที่เราทำถูกคือการหาอาหารจีน เรามีหนึ่งในเชนร้านอาหารจีนที่ใหญ่ที่สุดที่นั่น และต้องใช้เวลากว่าจะเรียนรู้ว่าไม่ใช่คนจีนทุกคนที่จะชอบอาหารตะวันตก”

หนึ่งในปัญหาที่เจอในอดีตคือการหาอสังหาริมทรัพย์ที่จีนในราคาที่เหมาะสม คุณ Bill เจอสาเหตุที่จะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงแล้วหรือยัง?

“เรายังมองไม่เห็นคำตอบเลย และเราก็ยังไม่เห็นคำตอบสำหรับตะวันออกกลาง หรือตลาดอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งในตลาดเหล่านั้นที่เรายังไม่เข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็มักจะเป็นตลาดที่เรายังไม่สามารถเข้าใจว่ากลไกราคาอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างไรและราคาจะไปที่ไหน

เราเข้าใจในตลาดที่เล็กกว่า เวียดนาม, มัลดีฟส์, ศรีลังกา และเราก็กระตือรือร้นที่จะเข้าไป รวมถึงอินโดนีเซีย เราไม่กลัวที่จะลงทุนเงินของเราเมื่อเราเข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ และนั่นก็เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และสร้างผลกำไรให้กับอสังหาริมทรัพย์ของเราในหลายที่ทั่วโลก”

และนั่นทำให้เป็นข้อจำกัดของการเติบโตในจีนหรือไม่?

“ก็เป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าเรารู้สึกแข็งแกร่งเพียงพอในธุรกิจอาหาร ซึ่งเราสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเราจึงไม่ลังเลที่จะเป็นเจ้าของที่บริเวณนั้น แต่ในกรณีของการก่อสร้างและลงทุนในโรงแรม ผมคิดว่าเรามองเห็นโอกาสที่ดีกว่าในการลงทุนที่ยุโรป

สิ่งที่เราลงทุนในยุโรปอาจสามารถทำให้เรามีโรงแรมในจีนจนเต็มมือ แต่สิ่งที่เราได้จากยุโรปคือโรงแรม 380 แห่งในเมืองหลวงสำคัญหลายแห่งของยุโรป เราจะเข้าสู่ตลาดฝรั่งเศส และสเปน รวมถึงการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างรวดเร็วได้อย่างไร ถ้าไม่มีการเข้าซื้อกิจการ”

มีเป้าหมายรายได้ที่ต้องการหรือไม่?

“ไม่มี เราไม่ได้วัดผลด้วยเป้าหมายรายได้ เราวัดผลด้วยสิ่งที่เราสามารถบรรลุได้ด้วยคนของเรา”

หากมองย้อนกลับไป 50 ปีของการสร้างกิจการ อะไรคือบทเรียนที่สำคัญสำหรับการเป็นผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจ?

“ผมคิดว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือในปี 1997 เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงในฮ่องกง ตอนเด็กผมเติบโตในฮ่องกง ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับผม ผมเห็นคนจำนวนมากออกจากฮ่องกงเมื่อตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ผู้ประกอบการจำนวนมากหายไปในช่วงนั้น”

ตัวคุณ Bill เองก็เกือบจะล้มละลายใช่หรือไม่?

“ในทางเทคนิคพวกเราล้มละลาย แต่ในที่สุดแล้วเราก็เอาชนะอุปสรรคต่างๆได้ หลังจากนั้นเราจึงเริ่มกระจายความเสี่ยง เนื่องจากในขณะนั้นเราพึ่งพาแต่ประเทศไทย หลังจากปี 1998 เราจึงเริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรแรมแห่งแรกนอกประเทศไทย ซึ่งก็คือที่เวียดนาม”

นั่นคือจุดเปลี่ยน?

“นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ 1998 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ”

การกระจายความเสี่ยง

“ในทุกๆ อย่าง ไม่เพียงแต่ในเรื่องของความเสี่ยง แต่ในเรื่องของภูมิศาสตร์ก็เช่นกัน”

อะไรคือเป้าหมายถัดไปของ Minor? ในอีก 10 ปีข้างหน้าคุณ Bill มองเห็นบริษัทเป็นอย่างไร?

“ผมเชื่อว่าเราจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีกมาก และเรายังคงโฟกัสมากๆ เหมือนเดิม ผมไม่คิดว่าผมจะต้องไปสู้กับเครือ Marriott หรือ Starwood ที่อยู่อันดับสูงกว่าเรา

แต่ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จมากๆ ในธุรกิจโรงแรม

การเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผม แต่ผมชอบที่จะเป็นบริษัทที่เก่งที่สุดมากกว่า..”
———————-
เครือ Minor มีบริษัทมากมาย ลงทุนแมนก็มีหลายบทความ ติดตามและแชร์เรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่บล็อกดิท โหลดฟรีทั้ง iOS และ android blockdit.com
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-5.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-
[9408].

Comments

comments