NASDAQ ตลาดหุ้นแห่งความคาดหวัง

NASDAQ ตลาดหุ้นแห่งความคาดหวัง

NASDAQ ตลาดหุ้นแห่งความคาดหวัง / โดย ลงทุนแมน

“Netflix ซื้อขายกันที่ P/E 138 เท่า”
“Amazon ซื้อขายกันที่ P/E 170 เท่า”
“Tesla ซื้อขายกันที่ไม่มี P/E เพราะบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้แต่กิจการมีมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท”

หลายๆ คนอาจจะรู้แล้วว่าบริษัทเหล่านี้ถูกจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา

แต่รู้หรือไม่ว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการแบ่งตลาดหลักทรัพย์เป็นหลายตลาด

แต่ตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ก็คือตลาด NASDAQ ที่มีความใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา

แล้วอันดับ 1 คือใคร ทำไมตลาดนี้ถึงร้อนแรงกว่า
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ตลาดหลักทรัพย์อันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาก็คือ New York Stock Exchange หรือ NYSE

มูลค่าของตลาดทั้งหมดอยู่ที่ 785 ล้านล้านบาท (ข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม 2018)

ส่วน NASDAQ มูลค่าของตลาดทั้งหมดอยู่ที่ 369 ล้านล้านบาท ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง

แต่เมื่อเรามาดูบริษัทที่เป็นผู้นำของโลกในเวลานี้ทุกคนน่าจะพอรู้กันว่าคือบริษัทเทคโนโลยี

บริษัทที่ใหญ่สุดในโลก 5 อันดับแรก คือ
1.Apple
2.Alphabet (Google)
3.Amazon
4.Microsoft
5.Facebook

รู้หรือไม่ว่าทั้ง 5 บริษัทนี้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ไม่ใช่ NYSE

ดังนั้น ตลาด NASDAQ ก็คงถือได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของคนสหรัฐอเมริกา และของคนทั้งโลก..

ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ (National Association of Securities Dealers Automated Quotation) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1971 และเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของโลกที่มีการซื้อขายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

หลายคนๆ อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีตลาด NASDAQ ทั้งๆ ที่มีตลาด NYSE อยู่แล้ว

สาเหตุของเรื่องนี้ก็เริ่มต้นมาจาก

ในอดีตตลาด NYSE ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของสหรัฐอเมริกา

หลักทรัพย์จะถูกซื้อขายกันผ่านนายหน้าค้าหุ้นโดยตรงที่เรียกว่า “Over The Counter” หรือ OTC

เมื่อเป็นการตกลงโดยการซื้อขายผ่านนายหน้าแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทและผู้ซื้อหุ้นที่มีเงินทุนไม่มากจะเสียเปรียบนายทุนใหญ่ เพราะนายหน้าย่อมให้ดีลที่ดีกว่าแก่นายทุนใหญ่ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย

ตลาด NASDAQ จึงเป็นความหวังของการแก้ปัญหาในเรื่องนี้และ ในตอนแรกถูกวางเป้าหมายให้เป็นที่ระดมทุนของบริษัทขนาดเล็ก

แล้วทำไม NASDAQ ถึงกลายเป็นตัวแทนของบริษัทเทคโนโลยีไปได้?

หลังจากที่ตลาด NASDAQ ก่อตั้งขึ้นได้ประมาณ 9 ปี โลกก็ได้เข้าสู่ยุครุ่งเรืองของเทคโนโลยี

จากเดิมที่คอมพิวเตอร์มักจะมีใช้แค่ทั่วไปภายในองค์กรใหญ่ เริ่มที่จะมีการขยายกลายเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ส่งผลให้มีบริษัทเล็กๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมีการเติบโตขึ้นมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Apple, Cisco, Oracle และ Dell เป็นต้น

แม้ว่าจะมีการเติบโตเร็วแต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถที่จะจดทะเบียนอยู่ในตลาด NYSE ได้

เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีมีเพียงสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพียงพอที่จะผ่านกฎเกณฑ์ของตลาด NYSE

บริษัทเหล่านี้จึงจดทะเบียนเข้ามาซื้อขายในตลาด NASDAQ แทน

แม้ว่าตอนนี้บริษัทจะมีขนาดใหญ่มากเกินพอที่จะเข้าสู่ตลาด NYSE แล้ว แต่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ยังคงอยู่กับตลาด NASDAQ ต่อไป

เพราะปัจจุบัน NASDAQ ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของตลาดเทคโนโลยี และมีการให้มูลค่าที่สูงกว่าตลาด NYSE เสียอีก

ถ้าเรามาลองดูดัชนีย้อนหลังของ NASDAQ

10 ปีที่แล้วอยู่ที่ 2,183 จุด
5 ปีที่แล้วอยู่ที่ 3,613 จุด
ปัจจุบันอยู่ที่ 7,859 จุด
ดัชนี NASDAQ เพิ่มขึ้นมากถึง 260% จากเมื่อ 10 ปีก่อน

แล้วทำไมตลาดหุ้น NASDAQ ซื้อขายกันแพง?

ปกติแล้วอัตราส่วนที่หลายๆ คนมักจะใช้กันก็คงจะเป็นค่า P/E
P/E คือ อัตราส่วนระหว่าง ราคาต่อหุ้น/กำไรต่อหุ้น

ถ้า P/E = 10 ก็อาจแปลได้ง่ายๆ ว่า บริษัทจะต้องทำกำไรในจำนวนเท่าเดิมติดต่อกัน 10 ปีจึงจะเท่ากับมูลของบริษัทในขณะนั้น

ทีนี้เรามาลองดูค่า P/E ของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

SET ประเทศไทยอยู่ที่ 16.77
HSI ฮ่องกงอยู่ที่ 10.69
NIKKEI ญี่ปุ่นอยู่ที่ 16.12
DAX เยอรมันอยู่ที่ 14.43
NYSE สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 18.61
ส่วน P/E ของ NASDAQ อยู่ที่ 57.49

ถ้าเราดูเชิงตัวเลขก็อาจจะบอกว่าหุ้นในตลาดนี้น่าจะมีราคาแพง

แต่เมื่อเราพิจารณาหุ้นเป็นรายตัว

อย่างบริษัท AMAZON ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาด NASDAQ ซื้อขายกันที่ P/E 170 เท่า
เรามองว่าบริษัทยังมีช่องทางที่จะเติบได้อีกมากหรือไม่?

ถ้าดูจากธุรกิจ E-commerce และ AWS ซึ่งเป็น Cloud Service ของบริษัทที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก

คำตอบที่นักลงทุนหลายๆ คนมองจึงเป็นคำว่า การเติบโตที่มหาศาล

พอเป็นแบบนี้นักลงทุนจึงให้ราคาหุ้นที่สูงอย่างมาก ซึ่งในตลาด NASDAQ จะมีหุ้นลักษณะนี้อยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตลาดนี้มีค่า P/E ที่สูงก็คือ NASDAQ เป็นแหล่งรวมของบริษัทขนาดเล็กซึ่งบางบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้เป็นจำนวนมาก

หรืออาจจะพูดให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ในบางมุมของตลาด NASDAQ ก็คล้ายกับตลาด MAI ซึ่งเป็นแหล่งรวมบริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กของประเทศไทยนั่นเอง

และถ้าเรามาดู P/E ของตลาด MAI จะพบว่าอยู่ที่ 66.36 สูงกว่าตลาด NASDAQ และไม่ได้เป็นแหล่งรวมของบริษัทเทคโนโลยีเหมือนอย่าง NASDAQ ด้วยซ้ำไป

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

รู้หรือไม่ว่า

ผู้ดูแลตลาด NASDAQ ก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของตัวเองเช่นกัน
บริษัท Nasdaq Inc. ปีล่าสุดมีกำไรอยู่ที่ 24,057 ล้านบาท
และมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว..
———————-
ไม่ว่าจะมีบริษัทมูลค่ากี่แสนล้าน ก็อ่านลงทุนแมนฟรี โหลดแอปบล็อกดิทเพื่ออ่านและแชร์บทความได้แล้วทั้ง iOS และ android blockdit.com
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-5.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/NASDAQ
-https://www.bloomberg.com/
-อ้างอิงข้อมูลและอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561
[9376].

Comments

comments