ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่มีมูลค่าเกิน $1 Trillion

ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่มีมูลค่าเกิน $1 Trillion

ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่มีมูลค่าเกิน $1 Trillion / โดย ลงทุนแมน

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่า
Apple เป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อเราปรับมูลค่าของบริษัทด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว
เราจะพบว่ามีบริษัทที่มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (33 ล้านล้านบาท)
อยู่เกือบทุกยุคสมัยที่ผ่านมา

เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ามูลค่าของเงินในสมัยนี้ถูกลดทอนลงเป็นอย่างมาก

ลองนึกดูง่ายๆ ว่า 10 ปีที่แล้ว 5 บาทของเราซื้ออะไรได้บ้างเมื่อเทียบกับตอนนี้

ซึ่งปรากฏการณ์ที่ทำให้มูลค่าของเงินลดลง เราเรียกว่าเงินเฟ้อ นั่นเอง

และ เมื่อเรานำเรื่องของเงินเฟ้อเข้ามาเปรียบเทียบกับเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะพบบริษัทที่เคยมีมูลค่าสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอีกหลายบริษัท

>> เริ่มจากยุคศตวรรษที่ 17
ยุคแห่งอาณานิคมของชาวดัตช์

1) บริษัท Dutch East India Company หรือ VOC (Verenigde Oostindische Compagnie ในภาษา Dutch)

ในสมัยนั้นชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวฮอลแลนด์ชื่นชอบการทำการค้าขายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินเรือข้ามมาเพื่อค้าขายกับฝั่งตะวันออก

เพราะนอกจากจะได้ขายของแล้ว ชาวยุโรปยังสามารถหาเครื่องเทศ เกลือ ถ้วยชาม ผ้าไหม และสินค้าต่างๆ ที่หายากในตะวันตกแล้วนำกลับไปขายได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามาครั้งเดียวได้สองต่อ

การค้าเช่นนี้จึงสามารถทำกำไรมหาศาลเป็นอย่างมากให้แก่ผู้ที่ลงทุน

แต่การเดินเรือก็ไม่ได้จะประสบความสำเร็จทุกครั้งเสมอไป เพราะระหว่างทางต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น พายุฝนกลางทะเล ถูกปล้นจากโจรสลัด หรือแม้แต่ถูกเรือคู่แข่งโจมตี

และที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนในการเดินเรือแต่ละครั้งต้องใช้เงินจำนวนมาก

นั่นหมายความว่า ถ้าการเดินเรือไม่สำเร็จอาจจะทำให้เงินทั้งหมดสูญไปได้ภายในพริบตา

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว พ่อค้าชาวดัตช์ในยุคนั้นจึงแก้ปัญหานี้ด้วย “ตลาดหุ้น” เพื่อลดความเสี่ยงลง

บริษัท VOC จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1602 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ เพื่อทำการค้ากับโลกตะวันออก และขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของ ยุคคลั่งทิวลิป

ในช่วงเฟื่องฟูที่สุดของบริษัท นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าหากคำนวณด้วยค่าเงินปัจจุบันแล้ว บริษัทจะมีมูลค่าราว 8.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 273 ล้านล้านบาท หรือใหญ่กว่า Apple ในปัจจุบันถึง 8.2 เท่า

>> ยุคศตวรรษที่ 18
ยุคแห่งอาณานิคมของประเทศอังกฤษ

2) บริษัท South Sea

เรื่องเริ่มจากในขณะนั้น อังกฤษมีสงครามกับ สเปน ทำให้รัฐบาลอังกฤษ มีการกู้เงินมากมายในรูปของพันธบัตร เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม และกิจการต่างๆ ของรัฐบาล

ผลลัพธ์คือ รัฐบาลอังกฤษมีหนี้สินเป็นจำนวนมหาศาล

บริษัท South Sea จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยรัฐบาลโดยการนำพันธบัตรนั้นมาแลกกับหุ้นของตัวเองเพื่อแบกรับหนี้สินเหล่านั้นแทน

และเพื่อเป็นการตอบแทนที่บริษัทปลดนี้ให้ รัฐบาลต้องมอบสัมปทานการผูกขาดการค้า ทั้งหมดในแถบทะเลใต้ (น่านน้ำในแถบทวีปอเมริกาใต้บนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก) ให้กับบริษัท

ธุรกิจนี้ก็คล้ายกับ VOC ของฮอลแลนด์ในยุคที่ผ่านมาบวกกับสัมปทานที่ได้รับจากรัฐบาล

South Sea จึงกลายเป็นบริษัทที่ถูกคาดว่าน่าจะสามารถทำกำไรได้ดีมาก

หุ้นของบริษัททะยานจากระดับไม่กี่ 10 ปอนด์ไปจนถึงระดับ 1,000 ปอนด์ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

แต่เรื่องกลับผิดคาด ธุรกิจของบริษัททำกำไรได้ไม่ดีและต่อมาไม่นาน บริษัทได้มีการเปิดเผยผลขาดทุนมหาศาลที่ซ่อนอยู่จำนวนมาก จนเรื่องนี้ถูกได้รับการขนานนามว่าเป็น ฟองสบู่ทะเลใต้ หรือ South Sea Bubble

และในที่สุด บริษัท South Sea ก็ล้มละลายลงในปี 1720

มีการคำนวณว่าบริษัท South Sea ได้ทำมูลค่าสูงสุดที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 133 ล้านล้านบาท หากคำนวณด้วยค่าเงินปัจจุบัน หรือใหญ่กว่า Apple ในปัจจุบันถึง 4 เท่า

>> ยุคศตวรรษที่ 19 – 20
การเริ่มต้นของยุคแห่งการใช้น้ำมัน

3) บริษัท Standard Oil

ในปี 1870 บริษัท Standard Oil ของประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถควบคุมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันทั้งหมดตั้งแต่ การกลั่นน้ำมัน ขนส่งน้ำมัน จัดเก็บน้ำมัน ซึ่งทำให้น้ำมันมีราคาถูกลง

เมื่อก่อนการจุดไฟให้แสงสว่างตอนกลางคืนจะมีสำหรับเฉพาะคนรวยเท่านั้น และจะใช้น้ำมันจากปลาวาฬที่มีราคาแพง

การที่น้ำมันก๊าดราคาถูกทำให้คนชั้นกลางเข้าถึงได้มากขึ้น

กิจการ Standard Oil ในช่วงพีคมีส่วนแบ่งถึง 90% ของตลาดน้ำมันอเมริกา

มีการคำนวณว่าบริษัท Standard Oil มีมูลค่าสูงสุดที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านล้านบาท หากคำนวณด้วยค่าเงินปัจจุบัน

>> ยุคศตวรรษที่ 21
บริษัทน้ำมันในศตวรรษที่ 21

หลังจากที่เศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นฟูจากวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

ราคาน้ำมันดิบโลก ได้มีการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ จากอุตสาหกรรมต่างๆ ของทั่วโลกที่เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ประกอบกับความคิดในเรื่องของน้ำมันกำลังจะหมดโลกนี้

ในปี 2008 ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ราคา 140 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 10 เท่าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น

จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ ส่งผลให้บริษัทและประเทศที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

โดยเฉพาะชาติที่ครอบครองบ่อน้ำมันจำนวนมากอย่าง ซาอุดีอาระเบีย อิรัก อิหร่าน คูเวต และเวเนซุเอลา ซึ่งรวมตัวอยู่ภายใต้ชื่อ OPEC

แต่เวลาผ่านไปไม่นาน ฝันร้ายก็ได้มาเยือน

เมื่อสหรัฐอเมริกาพบวิธีการลดต้นทุนในการขุด shale oil มาใช้ในราคาไม่แพงได้สำเร็จในปี 2013

Shale oil คืออะไร?

shale oil (หรือ tight oil) คือน้ำมันที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินดินดานอยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลก ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ซับซ้อนกว่าน้ำมัน

ส่งผลให้การนำ shale oil มีต้นทุนสูงมากในการขุดมาใช้เมื่อเทียบกับการขุดเจาะน้ำมันแบบเดิม

ในอดีตจึงไม่ค่อยมีการนำ shale oil มาใช้กัน จนกระทั่งสหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบในครั้งนี้

และที่น่าสนใจคือ shale oil ที่สหรัฐอเมริกาครอบครองอยู่มีจำนวนมากกว่า 3 เท่าของปริมาณน้ำมันดิบที่สำรองอยู่ทั่วโลก

สหรัฐอเมริกาจึงเริ่มที่จะส่งออกน้ำมัน ออกมาสู่ตลาดมากขึ้นเนื่องจากต้นทุนในการขุดอยู่ที่ประมาณ 30 ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

เมื่อ OPEC เห็นสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาแย่งตลาดของตัวเอง จึงเร่งการขุดเจาะ และส่งน้ำมันออกมาขายแข่งกับสหรัฐด้วยความหวังที่จะให้ shale oil ของสหรัฐต้องลดจำนวนลง

เพราะว่าต้นทุนของการขุดน้ำมันแบบปกติอยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งถูกกว่า shale oil

กลางปี 2014 ราคาน้ำมันโลกตกต่ำลงอย่างรวดเร็วจากราคากว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลเหลือเพียง ประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลภายในเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

และในปีถัดมาราคายังตกลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 33 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ OPEC คาดหวัง shale oil จำนวนมากต้องปิดตัวลง

แต่สถานการณ์กลับกลายเป็นเหมือนว่า OPEC จะได้รับผลกระทบมากกว่า

เพราะว่ารายได้หลักของประเทศในกลุ่ม OPEC เหล่านี้มาจากน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ภายหลัง OPEC จึงยอมลดกำลังการผลิตของตัวเองลงเพื่อให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและสหรัฐอเมริกาก็กลับมาเพิ่มแท่นขุด shale oil อีกครั้ง

จนทำให้มีการคาดการณ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสหรัฐอเมริกาจะกลายเป็นชาติที่ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก

ทีนี้เรามาดูกันว่ามีบริษัทน้ำมันไหนบ้างที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่ผ่านมา

4) บริษัท PetroChina

PetroChina เป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันแบบครบวงจรและเป็นหน่วยธุรกิจของ CNPC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในจีน

ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุด PetroChina กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57 ล้านล้านบาท

แต่เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าบริษัทมาจากราคาหุ้นของบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยเพียง 2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด จึงมีการวิจารณ์กันว่ามูลค่าที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริง

5) บริษัท Saudi Aramco

Saudi Aramco เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศซาอุดิอาระเบีย

มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Dhahran ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ ประกอบธุรกิจด้านปิโตรเลียมอย่างครบวงจร ทั้งการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบ โรงกลั่นน้ำมัน ไปจนถึงธุรกิจปลายน้ำอย่างปิโตรเคมี

โดยรายได้หลักของบริษัทก็มาจากการจำหน่ายน้ำมันไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

บริษัทนี้ผลิตน้ำมันดิบได้กว่า 10 ล้านบาร์เรล ต่อวัน เป็นบริษัทที่ผลิตน้ำมันได้สูงที่สุดในโลก

และถ้าเทียบกับ PTTEP ของประเทศไทย Aramco ผลิตได้มากกว่าประมาณ 100 เท่าเลยทีเดียว

จากการเข้ามาของ shale oil จนทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และทำให้ประเทศซาอุฯ สั่นคลอนทางเศรษฐกิจในครั้งที่ผ่านมา

เจ้าชาย Mohammad bin Salman มกุฎราชกุมารของราชวงศ์ซาอุฯ จึงต้องการที่จะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ด้วยการนำบริษัท Aramco เข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา

และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในโครงการต่างๆ ผ่าน Sovereign Fund ที่จะก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ปัจจุบันมูลค่าของบริษัท Aramco ถูกประเมินไว้ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 50 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่ามูลค่าของบริษัท Apple ในปัจจุบันถึง 1.5 เท่า
———————-
<ad> นอกจากบริษัทที่มีมูลค่ามากแล้ว ลองมาดูเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หรูมีคุณภาพกัน
ขอแนะนำ ‘งานไม้ ที่เป็นได้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์’
อุด-ทะ-ยาน [ut-tha-yan] เฟอร์นิเจอร์งานไม้ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘Wood Slab Enthusiasts’ หรือ ‘ผู้ที่รักในงานไม้แผ่นเดียว’ โดยให้ความสําคัญและคุณค่าของการคงรูปทรงธรรมชาติ ผสมผสานกับการออกแบบที่ทันสมัย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel: 09-242424-71 / Line ID: @utthayandesign / FB & IG: Utthayan / Website: www.utthayan.com
———————-

Reference
-http://time.com/money/5282501/apple-trillion-biggest-companies-in-history/
-https://www.forbes.com/forbes/welcome/?toURL=https://www.forbes.com/sites/ellenrwald/2017/08/11/this-is-what-the-end-of-shale-will-look-like/&refURL=https://www.google.co.th/&referrer=https://www.google.co.th/
-https://pubs.acs.org/doi/pdf/10.1021/bk-2010-1032.ch001
-http://longtunman.com/3192
-http://longtunman.com/4825
[8951].

Comments

comments