<ผู้สนับสนุน> ลงทุนในประเทศที่เติบโตเร็ว

<ผู้สนับสนุน> ลงทุนในประเทศที่เติบโตเร็ว

<ผู้สนับสนุน>
ลงทุนในประเทศที่เติบโตเร็ว / โดย ลงทุนแมน

“การลงทุนในประเทศที่เติบโตเร็วมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้”

รู้หรือไม่ว่าในภูมิภาคเอเชีย
มีประเทศที่เติบโตสูงที่สุดอยู่ใน 5 อันดับแรกของโลก
ซึ่งก็คือ เวียดนาม และ อินเดีย
แล้วเราจะไปลงทุนในประเทศเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็คงกำลังมองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน

ส่งผลให้ การลงทุนส่วนใหญ่จะเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่สูง

และถ้าพูดถึงประเทศเหล่านี้ก็น่าจะต้องมีชื่อของ เวียดนามและอินเดีย อยู่เสมอ

เริ่มกันที่ประเทศเวียดนาม

ถ้าเราลองมาพิจาณาเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนาม

ปี 2000 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้าสู่เวียดนามมีจำนวน 40,000 ล้านบาท

แต่ในปี 2016 มูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 390,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในเวลา 16 ปี

หลายปีที่ผ่านมาบริษัทชั้นนำของโลกอย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ได้ประกาศการลงทุนในเวียดนามจำนวนมหาศาล

ถึงต้นปี 2017 มูลค่าเงินลงทุนของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าสู่เวียดนามแล้วไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

แม้แต่ไทยเบฟ ผู้ผลิต เบียร์ช้าง ของไทยได้ให้บริษัทลูกอย่าง BeerCo Limited เข้าไปลงทุนผ่านการถือหุ้น Saigon Beer Alcohol Beverage Corp. ในจำนวนเงินลงทุนกว่า 150,000 ล้านบาท โดยบริษัทแห่งนี้มียอดขายเกือบ 40% ของตลาดเบียร์เวียดนาม

เรามาลองดูตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจของประเทศเวียดนามกันบ้าง

MaSan Group Corp (MSN) บริษัทนี้พาร์ทเนอร์กับบริษัทไทยที่เรารู้จักกันดี คือ สิงห์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเริ่มต้นธุรกิจจากการขายน้ำปลาจนกลายเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

ซึ่งถ้าใครไปเที่ยวเวียดนาม ก็น่าจะเคยเห็นน้ำปลาของบริษัทนี้ที่ยี่ห้อ “Chin-su”

ที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจจากบริษัท Kantar Worldpanel ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในด้านพฤติกรรมของผู้ซื้อ พบว่า คนเวียดนาม 98% ต้องใช้สินค้าจากบริษัท MaSan Group อย่างน้อยหนึ่งอย่าง

ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท

Vietnam Dairy Products หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Vinamilk (VNM) เป็นผู้ผลิต Dairy products หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนามและครองส่วนแบ่งของตลาดนี้มากกว่า 50%

และด้วยประชากรที่มีอายุเฉลี่ยน้อยของเวียดนาม Vinamilk ก็น่าจะมีช่องว่างในการขยายตลาดได้อีกในอนาคต

ปี 2558 รายได้ 58,520 ล้านบาท กำไร 11,130 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 67,010 ล้านบาท กำไร 13,410 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 73,090 ล้านบาท กำไร 14,720 ล้านบาท

มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าและสภาพคล่องของตลาดสูงขึ้น และทางรัฐบาลเองก็มีแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีก

สำหรับประเทศอินเดีย

รู้หรือไม่ว่า จากข้อมูลการคาดการณ์อัตราการเติบโตของ IMF อินเดียมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอินเดียเกิดจากอะไร?

เรื่องนี้ก็อาจจะคล้ายกับการเติบโตของประเทศจีนในอดีตที่ผ่านมา

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ตั้งแต่ปี 1989 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 9.63 % ซึ่งในปี 1990 พบว่าค่าเฉลี่ยอายุของคนจีนอยู่ที่ 25 ปีเท่านั้น

พอเรามาเทียบกับของอินเดีย

อินเดียมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลกเป็นรองแค่ประเทศจีนและค่าเฉลี่ยของอายุของคนอินเดียในขณะนี้อยู่ที่ 27 ปี

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าประเทศไหนมีจำนวนคนมาก และเป็นประชากรที่ส่วนใหญ่อายุยังน้อย จะทำให้มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจได้ง่าย

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้อินเดียเติบโต

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว อินเดียได้ออกนโยบาย Make in India ที่ลดเวลาการขอใบอนุญาตต่างๆ และมีหน่วยให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนในประเทศอินเดีย พร้อมกับการปรับระบบการเก็บภาษีให้เท่ากันในทุกรัฐ

นโยบายนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะทำให้มีต่างชาติเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น

เรามาลองดูตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจของประเทศอินเดียกันบ้าง

Infosys เป็นบริษัทซอฟท์แวร์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศอินเดียที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น จากการให้บริการพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับธุรกิจ ซี่งมีลูกค้ารายใหญ่อยู่ทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็น Daimler บริษัทรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมัน, ธนาคารใหญ่ๆ ทั่วโลกอย่าง HSBC, Bank of America, Goldman Sachs และ บริษัทอื่นๆ อีกมากมาย

ปี 2558 รายได้ 290,921 ล้านบาท กำไร 67,228 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 317,304 ล้านบาท กำไร 68,531 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 340,917 ล้านบาท กำไร 71,470 ล้านบาท

มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1.45 ล้านล้านบาท

Nestle India เป็นบริษัทย่อยของบริษัทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปี 2558 รายได้ 39,538 ล้านบาท กำไร 2,729 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 44,198 ล้านบาท กำไร 4,852 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 48,409 ล้านบาท กำไร 5,935 ล้านบาท

มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท

แล้วแบบนี้ เราไปซื้อหุ้นประเทศเวียดนามหรืออินเดียด้วยตัวเองดีหรือไม่?

หลายๆ คนอาจจะคิดว่า ถ้าเราไปลงทุนด้วยตนเองในประเทศเติบโตเหล่านี้ก็น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า

แต่จริงๆ แล้วการลงทุนต่างประเทศนั้น มีปัจจัยอื่นมากมายที่จำเป็นจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ การเมืองในประเทศนั้น หรือข่าวสารบางอย่างที่กระทบต่อบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่

พอเป็นแบบนี้แล้ว การลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ้าเรายังไม่มีความชำนาญในการลงทุนเพียงพอ

ทาง บลจ.กรุงศรี มีกองทุนต่างประเทศที่ลงทุนใน 2 ประเทศนี้

นั่นก็คือ กองทุนเปิดกรุงศรีเวียดนามอิควิตี้ – สะสมมูลค่า (KFVIET-A) และ กองทุนเปิดกรุงศรีอินเดียอิควิตี้ (KF-INDIA)
ทั้งสองกองทุนจะไปลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญในการลงทุนประเทศนั้นๆ เป็นผู้คัดเลือกหุ้นและบริหารพอร์ตการลงทุน
ดังนั้นความใกล้ชิดกับข้อมูล การติดตามสถานการณ์จะดีกว่าเราที่อยู่เมืองไทย

KFVIET-A ลงทุนใน JPMorgan Vietnam Opportunities Fund ซึ่งเป็น active fund เน้นการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัว

และยังลงทุนใน ETF อีก 2 กองทุนซึ่งเป็น passive fund อ้างอิงกับดัชนีตลาดหุ้นของเวียดนามที่สำคัญ 2 ดัชนี ช่วยให้กองทุน KFVIET-A มีสภาพคล่อง ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ

ส่วน KF-INDIA ลงทุนใน First State Indian Subcontinent Fund ซึ่งใช้การบริหารแบบคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัว ไม่ได้อิงกับดัชนี

กองทุนกระจายลงทุนในบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ธนาคารภาคเอกชน ธุรกิจส่งออกเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ยา และวิศวกรรม

ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ที่ต้องการลงทุนในประเทศที่เติบโตเร็วได้อย่างน่าสนใจ..

ดูข้อมูลกองทุนและโปรโมชั่นเพิ่มเติมที่ http://bit.ly/AsiaEQ_promo2018

คำเตือน:
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
กองทุนมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และ/หรือการเมืองในประเทศซึ่งกองทุนหลักได้ลงทุน

หมายเหตุ:
อ้างอิง ผลประกอบการของบริษัทเวียดนามจาก http://en.stockbiz.vn/
และบริษัทอินเดียจาก www.morningstar.com แปลงด้วยแปลงด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 25 ก.ค. 2561

KFVIET-A (กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก) ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศเวียดนาม และ/หรือมีธุรกิจหลักหรือได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกองทุนรวมต่างประเทศที่กองทุนไปลงทุน ได้แก่ JPMorgan Vietnam Opportunities Fund สัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 79% ของ NAV, VanEck Vectors Vietnam ETF ประมาณ 0% – 30% ของ NAV และ Xtrackers FTSE Vietnam Swap UCITS ETF ประมาณ 0% – 30% ของ NAV ระดับความเสี่ยง 6 – สูง ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
สนใจดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมคลิก: http://bit.ly/KFVIET-A

KF-INDIA ลงทุนในกองทุนหลัก First State Indian Subcontinent Fund (Class III USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ระดับความเสี่ยง 6 – สูง ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
สนใจดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมคลิก: http://bit.ly/KF-INDIA

Comments

comments