FREEDOM TO FAIL

FREEDOM TO FAIL

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าบทความนี้อาจจะไม่ได้เหมือนคนอื่นที่แปลตรงตัวเป๊ะๆ จริงๆแล้วเรื่องนี้ตรงกับความคิดของผมบางส่วนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าเขียน เพราะมันสุดโต่งเกินไป กลัวว่าจะมีหลายคนมาแย้ง แต่พอมีคนดังระดับโลกมายืนยัน เลยกล้าที่จะเขียนบทความนี้ และจะใส่ความคิดเห็นของผมเข้าไปด้วย
เพื่อเติมเต็มอรรถรสให้เข้าใจในสิ่งที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กต้องการจะสื่อได้มากขึ้น ผมจะใส่เรื่องราวของประเทศไทยเข้าไปบ้าง
ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มเรื่องนี้กันเลย!

มาร์คได้พูดถึงสิ่งสำคัญในการกล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Harvard
โดยได้พูดเรื่องสำคัญเกี่ยวกับคำว่า “เป้าหมาย”

ในชีวิตของคนเรา ทุกคนคงกำลังหาค้นหาตัวเองว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร แต่มาร์คคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ “เป้าหมายที่มากกว่าเป้าหมายของตัวเอง”

เรื่องที่มาร์คชอบคือ ประธานาธิบดี John F Kennedy ไปเยี่ยม NASA

เขาได้เจอกับภารโรงใน NASA ถือไม้กวาดอยู่ และได้กล่าวทักทายกับภารโรงคนนั้นว่าเป็นไงบ้างช่วงนี้ทำอะไรอยู่ครับ ?

ภารโรงตอบว่า เขากำลังช่วยให้คนไปดวงจันทร์อยู่..

นี่แหละสิ่งที่มาร์คซัคเคอร์เบิร์ก ต้องการจะสื่อในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้

“เป้าหมายควรเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเราเอง”

เป้าหมายร่วมกันของทุกคนในสังคม จะสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับมนุษย์ได้

ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญมากช่วงหนึ่งในประวัติศาตร์มนุษย์

ถ้าเป็นสมัยที่พ่อแม่เราเรียนจบ เป้าหมายของพวกเราก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัว เช่น งานของเรา หรือ สังคมของเรา

แต่ตอนนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น หุ่นยนต์ได้เข้ามาแทนที่ในหลายๆงานของมนุษย์

ในอนาคต เราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอะไรในโลกใบนี้

ถ้าจะให้สังคมเราก้าวต่อไปได้ การสร้างงานใหม่ๆอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับโลกนี้

แต่สิ่งที่เป็นคำตอบคือ การทำให้มนุษย์มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน..

มาร์คจำได้ว่าคืนวันที่เปิดตัว Facebook ในหอพักของเขา เขาตื่นเต้นมากที่จะเชื่อมต่อสังคม Harvard เข้าด้วยกัน

แต่ตอนนี้ใครจะไปรู้ว่ามาร์คได้เชื่อมต่อโลกเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว

สิ่งสำคัญคือ มาร์คไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับเขา เพียงแค่มาร์ครู้ว่าตัวเขาเองมีไอเดียที่เคลียร์ว่าทุกคนอยากที่เชื่อมต่อกัน..เท่านั้น..

สิ่งที่เขาทำต่อไปก็แค่โฟกัสกับสิ่งที่เขาเชื่อหลังจากนั้น..

มาร์คไม่เคยคิดว่าจะสร้างบริษัทใหญ่ๆที่จะได้เงินมากๆ แต่เขาแค่อยากจะสร้าง impact ต่อสังคมเท่านั้น

ในสองปีแรก มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายอยากจะซื้อ facebook แต่มาร์คไม่ต้องการขาย เขาแค่อยากจะเห็นว่าเขาจะเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน ได้มากขึ้นอีกแค่ไหน

ในที่สุดมาร์คได้สร้าง News Feed ซึ่งเป็นการปฏิวัติวิธี “การอ่านหนังสือ” ของคนบนโลกไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้บริหาร facebook คนอื่นๆ เกือบทุกคนอยากที่จะขายบริษัท โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

มีหลายคนบอกมาร์คว่า “ว่าถ้าเราไม่ขายบริษัทในตอนนี้ จะเสียใจไปตลอดชีวิตนะ”

ตอนนั้นมาร์คอายุ 22 ปี เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดชีวิต มาร์ครู้สึกโดดเดี่ยว และสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าเขาได้ตัดสินใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าตอนนี้ มีงานหลายสิบล้านงานที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

แต่มาร์คบอกว่าไม่ต้องกลัว มนุษย์ยังมีความสามารถอีกมากที่จะทำอะไรหลายอย่างร่วมกันในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ในอดีตมีคนมากกว่า 300,000 คนทำงานร่วมกันที่จะส่งคนไปดวงจันทร์ (รวมทั้ง ภารโรงที่ได้คุยกับประธานาธิบดี John F Kennedy)

มีมากกว่าล้านคนที่เป็นอาสาสมัครในการป้องกันโลกจาก โรคโปลิโอ

มีมากกว่าล้านคนที่ได้สร้างเขื่อน Hoover dam และ โครงการขนาดใหญ่อื่นๆ

ตอนนี้ถึงตาพวกเราแล้วที่จะร่วมมือกันสร้างโครงการที่เจ๋งๆอันใหม่

ตอนนี้หลายคนคิดว่า เราไม่รู้วิธีการสร้างเขื่อน ไม่รู้ว่าจะไปร่วมมือกับคนอีกเป็นล้านได้ยังไง

แต่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มีเคล็ดลับที่ยังไม่เคยบอกใคร

เคล็ดลับคือ “ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

ความคิดที่เจ๋งๆไม่ได้ออกมาตั้งแต่วันแรก

สิ่งสำคัญคือ เราต้องเริ่มลงมือทำ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆออกมาเอง

ถ้ามาร์ครอที่จะเข้าใจในทุกๆเรื่องว่าจะเชื่อมต่อทุกคนในโลกได้อย่างไร ตอนนี้ Facebook ก็คงไม่เกิดขึ้น

ปัญหาของโลกตอนนี้คือคนไม่กล้าจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะกลัวว่าจะผิดพลาด และเมื่อเราพลาดจะมีคนอื่นมาซ้ำเติมเรา

ข้าราชการในประเทศไทยเลือกที่จะใส่เกียร์ว่าง เพราะกลัวว่าเซ็นอะไรไปแล้ว จะเป็นข้อผูกมัดกับตัวเองในภายหลัง

บริษัทเอกชน หรือ คนเก่ง หลีกเลี่ยงที่จะทำงานกับภาครัฐ เพราะ กลัวว่าถ้าผิดพลาดอะไรขึ้นมา จะทำให้ตัวเองถูกฟ้องคดีอาญาจากภาครัฐ

ตอนนี้ปัญหาที่น่ากลัวของคนบนโลก (โดยเฉพาะคนไทย) ที่สำคัญที่สุดคือ “ไม่กล้า ทำอะไร”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ครบถ้วนสมบูรณ์หมดทุกอย่างตอนแรก ทุกคนที่สำเร็จต้องผิดพลาดเสมอ

แต่ระบบกำลังบังคับให้เราทำในสิ่งที่อยู่ในกรอบว่า “ห้ามผิดพลาดนะ อย่าทำอะไรที่แปลกประหลาดเลย ทำอะไรที่ play safe ไว้ก่อนดีกว่า”

จริงๆแล้ว นวัตกรรม มันจะเริ่มมาจาก “การคิดนอกกรอบ” เสมอ

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า คนที่ริเริ่มอะไรใหม่ๆมักถูกแย้งและถูกวิจารณ์ ว่ากำลังทำสิ่งนั้นเร็วไป โลกยังไม่พร้อมกับเรื่องนั้น

คงคล้ายกับคนโบราณที่บอกว่า มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ

และเอาเข้าจริงๆแล้วในโลกนี้ คนที่ “เอาเท้าราน้ำ” มีจำนวนมากกว่า คนพายเรือ อยู่มาก

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กได้กล่าวว่า “เพราะในโลกนี้มักมีคนที่มาขัดเรา และอยากที่จะให้เราช้าลงเสมอ”

แล้วอะไรที่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราน่าจะทำร่วมกันในตอนนี้บ้าง?

เรื่องสำคัญเรื่องแรกของโลกใบนี้คือ Climate change

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของเราตอนนี้ เราทุกวันนี้ต่างรู้ดีว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปเพราะ สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

มนุษย์พึ่งเริ่มรู้จักวิธีการใช้พลังงานจากการเผาเชื้อเพลิงเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาในประวัติศาตร์มนุษย์ที่มีมายาวนานกว่า 50,000 ปี

และก็เป็นหนึ่งร้อยปีนี้ที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีต่างๆมากมาย และทำให้เราเข้าสู่ยุคที่พัฒนาถึงขีดสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

อย่างไรก็ตามการ break through เทคโนโลยีดังกล่าว ก็ทำให้สภาพของโลกตอนนี้แย่ลงที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน

ทำไมกรุงเทพถึงน้ำท่วมหนักในปี 2554 ทำไมหลังจากนั้นก็เกิดภัยแล้ง แล้วมาในช่วงนี้ก็กลับมีปัญหาน้ำท่วมอีก

สิ่งที่เป็นคำตอบง่ายๆของเรื่องนี้คือ “Climate Change”

สิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือการตระหนักว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องนี้

ทุกคนก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่า โลกร้อน เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อให้ได้พลังงานของมนุษย์โลก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะให้คนเป็นล้านคนหันมาทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานที่สะอาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นเป้าหมายของทุกคนร่วมกันในโลกนี้ในความคิดเห็นของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คือ

“ความเหลื่อมล้ำ”

น่าแปลกใจว่า ปัญหานี้เป็นรากเหง้าของทุกปัญหาบนโลกนี้ รวมถึงประเทศไทย

ไม่ต้องอธิบายทุกคนก็รู้ว่า ทศวรรษที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้หายไป เพราะปัญหาเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นสาเหตุต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น

คำว่าเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI จะเกี่ยวข้องกับ ภาครัฐ ภาคประชาชน ระบบการปกครอง ได้อย่างไร?

จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นจะมีผลต่อทิศทางของรัฐในอนาคตอย่างมาก

สุดท้ายแล้ว รัฐจะถูกบังคับให้เปลี่ยน จากการก้าวหน้าของเทคโนโลยี

Universal Basic Income จะเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

เมื่อหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด มนุษย์จะไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป

สิ่งที่รัฐจะถูกบังคับให้ทำคือ “การให้เงินกินเปล่าแก่ประชาชน”

สิ่งที่ประชาชนต้องทำคือแค่ “การใช้ชีวิต” และ “ทำตามความฝัน” ของตัวเอง

รัฐต้องสนับสนุนให้ทุกคนในสังคมมีรายได้เพื่อเป็นเบาะรองรับ ในการทำความฝันของตัวเอง แล้วผิดพลาด

สิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์บรรลุเป้าหมายร่วมกัน คือคำว่า “Freedom to Fail” หรือ การมีอิสระในการผิดพลาดได้หลายๆครั้ง

รู้หรือไม่ว่าโปรแกรม Facebook ไม่ได้เป้นสิ่งแรกที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กสร้าง ก่อนหน้านั้นเขาสร้าง เกม โปรแกรมแชท โปรแกรมการศึกษา โปรแกรมดนตรี แต่ก็ไม่สำเร็จ

JK Rowling ล้มเหลวมาแล้ว 12 ครั้ง ก่อนที่จะเขียน Harry Potter

Beyonce ทำเพลงมาแล้วเป็นร้อยๆเพลง ก่อนที่จะได้เพลง Halo

ผลงานที่สำเร็จส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการล้มเหลวหลายๆครั้ง

แต่ตอนนี้เรากำลังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่คนใดคนหนึ่ง แต่ทำร้ายทุกๆคน

ถ้าเราไม่มีอิสระในการทดลองความคิด พวกเราทุกคนจะแย่ลง

เรามาดูกันว่าระบบสังคมปัจจุบันนี้มีปัญหาอย่างไร?

ตอนนี้มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สามารถหยุดทำงาน และได้รับเงินเป็นพันล้านเหรียญไปอีกหลายสิบปี

ในขณะที่ตอนนี้มีนักเรียนหลายคนไม่สามารถจ่ายหนี้ และไม่สามารถเริ่มธุรกิจใหม่ๆที่เขาอยากทำได้

มีหลายคนที่ไม่กล้าที่จะฝันเพราะว่าไม่มีเบาะรองรับถ้าเขาพลาด

เราทุกคนรู้ดีว่า แค่มีไอเดียที่ดีกับทำงานหนักมากๆ ไม่ได้จะทำให้เราสำเร็จได้เสมอไป

เราต้องมีโชคที่ดีด้วย!

ถ้าตอนเด็กๆ มาร์คต้องช่วยพ่อแม่ทำงานแทนที่จะมีเวลามานั่งเขียน code

ตอนนี้ Facebook ก็คงไม่เกิดขึ้น

เราต้องยอมรับว่า โชค และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา มีผลต่อความสำเร็จของเรามากจริงๆ

ในแต่ละยุคของมนุษย์ให้คำนิยามของความเท่าเทียมกันในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ในยุคสมัยก่อนอาจจะมีการต่อสู้กันเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และ สิทธิของประชาชน

แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เรานิยามเรื่องความเท่าเทียมกันของยุคเรากันใหม่

เราควรจะมีตัวชี้วัดทางสังคมรูปแบบใหม่ที่นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น GDP หรือไม่?

เช่นตัวชี้วัดเรื่องรายได้ของแต่ละคนที่จะเพียงพอให้แต่ละคนมีเบาะรองรับเพื่อที่จะได้ลองสิ่งใหม่ๆ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า Universal Basic Income หรือ UBI

การที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ จะบังคับให้รัฐเริ่มการแจกเงินให้ประชาชนเพื่อทำตามสิ่งที่ฝัน

ทุกคนควรมีรายได้จากรัฐเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเลี้ยงชีพ และ ดูแลครอบครัว

มันไม่ยุติธรรมต่อมนุษยชาติ ที่คนเราเกิดมาแล้วต้องเสียโอกาสที่จะทำโครงการเจ๋งๆ เพียงเพราะว่ามีเงินไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัว เลยไม่กล้าริเริ่มโครงการใหม่ๆ เพราะกลัวพลาด

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ได้ทดลองเริ่ม UBI โดยที่จะให้ 560 ยูโรต่อเดือน หรือ 21,000 บาทต่อเดือนให้กับกลุ่มตัวอย่าง

ในเร็วๆนี้ จะมีข้อมูลจากการทดลองออกมาว่า UBI จะสำเร็จได้มากแค่ไหน?

น่าแปลกใจว่า Elon Musk และ Bill Gates ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้คล้าย Mark Zuckerberg เช่นกัน

ทำไมคนอัจฉริยะของโลกคิดเรื่องนี้ตรงกัน?

ก็คงเป็นเพราะ ความเท่าเทียมกัน เป็นสิทธิที่มนุษย์เกิดมาทุกคนบนโลกนี้ควรจะได้

และการเท่าเทียมกันนี้แหละที่ทำให้เกิด FREEDOM TO FAIL หรือ การกล้าเริ่มคิดอะไรใหม่ๆโดยที่ไม่กลัวจะพลาด

และการได้อะไรใหม่ๆนี้แหละที่จะทำให้ มนุษยชาติ ก้าวหน้าขึ้นอีกมากในอนาคต..



Leave a Reply

178 Comments on "FREEDOM TO FAIL"

Notify of
Sort by:   newest | oldest | most voted

ขอบคุณครับ คนแรกครับ

ขอบคุณมากครับ มาร์ค พูดดีมากๆ

สุดยอดมากพี่
เขียนได้ดีมากครับ

ผมถึงกับต้องหยุดทำงานมาอ่านบทความนี้

ผม Support มุมมองของพี่ครับ

ขอบคุณครับ เป็นบทความที่ตั้งใจเขียนมาก

ตอนแรกคิดว่าจะแยกเป็นตอน เพราะยาวไป

แต่เอาแบบนี้แหละ ครบถ้วนดีในตอนเดียว

ถ้าเป็นไปได้อยากให้บทความนี้มี impact ต่อคนที่คิดจะทำอะไรใหม่ๆ

ยาวๆดีแล้วครับ
ส่วนตัวไม่ชอบรอติดตามตอนต่อไป

สนับสนุนอีกเสียงครับ เขียนได้ดีจริงๆ

คนดีสำคัญที่สุดครับ สังคมยืนอยู่ได้เพราะมีคนดีดำรงอยู่ หากสังคมขาดคนดี สังคมย่อมวุ่นวาย เป็นเรื่องธรรมชาติที่แสนธรรมดา

ตรงประเด็น

มุมมองน่าสนใจมากและตรงกับความคิดที่บรรยายไม่ออกครับ

+1ค่ะ

ก็เหมือนที่ลงทุนแมนทำอยู่รึเปล่าคับ

ขอบคุณครับ เขียนได้ดีมากๆครับ

เอาเป็นว่าผมชอบ

Purpose.

Climate change is inevitable – the Ice Age comes back around every 10,000 years or so. But of course, that doesn’t mean we can wastefully spend our resources till that affects our climate krab.

Main point of this article is freedom to fail.

ลงทุนแมน Haha, yes!

พูดถึงเรื่องรายได้ที่รัฐต้องจ่ายมันเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้นมาแล้วมีคนทำตามแล้วด้วย

Good journal. I believe that many people will be inspired to breakthrough their limit. Keep up yr performance kub

ไม่รู้ว่าอะไรจะน่าหดหู่กว่ากัน … ระหว่าง …
นักการเมืองที่เลือกใส่เกียร์ว่าง เพราะกลัวว่าเซ็นอะไรไปแล้ว จะเป็นข้อผูกมัดกับตัวเองในภายหลัง
กับ …
นักรัฐประหารที่ตะลุยเซ็นซื้อทุกอย่างที่ (ตัวเอง) อยากซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรต้องผูกมัดตัวเองในภายหลังเลย!

ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่าน ขอบคุณมากครับ #ลงทุนแมน

ขอบคุณครับ

ยอดเลยครับพี่อัพ จริงๆผมคิดว่าหลายๆคนก็คิดแบบพี่ แต่อย่างที่พี่บอกเลย ประเทศเราพูดอะไรสุดโต่งแบบนี้ไม่ได้หรอก คนเก่งๆหลายๆคนก็เลยเลือกเห็นแก่ตัว แคร์เฉพาะคนที่เค้ารัก อยู่เฉยๆกลายเป็นดีกว่าไปซะงั้น ทั้งๆที่ทรัพยากรทุกอย่างของประเทศเราไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย 🙁

อ่านบทความนี้แล้ว ผมมีความหวังลึกๆให้ ป๋าเทพ โพธิงาม สำเร็จในธุรกิจอะไรบางอย่าง(ไม่รู้สำเร็จเกี่ยวกับอะไรนะครับแต่มันต้องมีซักอย่าง) เพราะผมเชื่อในความพยายาม ตามแนวคิดแบบตะวันออก ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จครับ และจะได้เป็นเคสศึกษาของคนรุ่นหลังต่อไปครับ

Freedom to fail คือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อการลองทำอะไรใหม่ๆ

เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าถ้าพลาดก็ยังมีเบาะรองรับเขาอยู่ เขาก็จะกล้าทำอะไรใหม่ๆ

อีกทางคือ เมื่อ basic need ถูกตอบสนองโดยไม่ต้องแสวงหามาก ทุกคนก็จะเริ่มทำตามความฝัน หรือ เริ่มจะมีเป้าหมาย(purpose) ซึ่งอาจจะยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลก และเขาทำได้โดยครอบครัวและคนรอบข้างไม่เดือดร้อน

บทความนี้เปลี่ยนสไตล์สำนวนไปเลย เหมือนนั่งคุยกับลงทุนแมนอยู่ข้างหน้าเลย แบบเพื่อนนั่งคุยกันมันๆ เปนตัวเองมาก..เยี่ยมไปเลย.. ไปอีกขั้นละนะ

ส่วนตัวผมยังคงเทียบระหว่าง freedom to fail แบบเป็น UBI เลย กับ เปนทุนเปนสมัครอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเท่าเทียมแบบUBIมันจะทำให้คนขี้เกียจไหม

ผมชอบเม้นนี้นะ ชวนคิดดี…
มองในอีกแง่นึง ถ้าใครคนนึงขี้เกียจที่จะทำแม้กระทั่งในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ อันนี้ก็คงต้องเคารพสิทธิของเขา

ตั้งแต่ตามอานลงทุนแมนมา Article นี้เด็ดสุด เขียนได้ดีมากครับ
ว่าแล้วก็ขอแชร์เลย 555++….ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ เป็นบทความที่ผมตั้งใจเขียนมากที่สุดเช่นกันครับ

ขอบคุณครับ เป็นบทความที่ยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ น่าจะสนใจว่ามนุษยชาติ จะฉีกกฏหวงโซ่อาหารของธรรมชาติได้หรือไม่