FREEDOM TO FAIL

FREEDOM TO FAIL

ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าบทความนี้อาจจะไม่ได้เหมือนคนอื่นที่แปลตรงตัวเป๊ะๆ จริงๆแล้วเรื่องนี้ตรงกับความคิดของผมบางส่วนอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าเขียน เพราะมันสุดโต่งเกินไป กลัวว่าจะมีหลายคนมาแย้ง แต่พอมีคนดังระดับโลกมายืนยัน เลยกล้าที่จะเขียนบทความนี้ และจะใส่ความคิดเห็นของผมเข้าไปด้วย
เพื่อเติมเต็มอรรถรสให้เข้าใจในสิ่งที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กต้องการจะสื่อได้มากขึ้น ผมจะใส่เรื่องราวของประเทศไทยเข้าไปบ้าง
ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มเรื่องนี้กันเลย!

มาร์คได้พูดถึงสิ่งสำคัญในการกล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Harvard
โดยได้พูดเรื่องสำคัญเกี่ยวกับคำว่า “เป้าหมาย”

ในชีวิตของคนเรา ทุกคนคงกำลังหาค้นหาตัวเองว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร แต่มาร์คคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ “เป้าหมายที่มากกว่าเป้าหมายของตัวเอง”

เรื่องที่มาร์คชอบคือ ประธานาธิบดี John F Kennedy ไปเยี่ยม NASA

เขาได้เจอกับภารโรงใน NASA ถือไม้กวาดอยู่ และได้กล่าวทักทายกับภารโรงคนนั้นว่าเป็นไงบ้างช่วงนี้ทำอะไรอยู่ครับ ?

ภารโรงตอบว่า เขากำลังช่วยให้คนไปดวงจันทร์อยู่..

นี่แหละสิ่งที่มาร์คซัคเคอร์เบิร์ก ต้องการจะสื่อในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้

“เป้าหมายควรเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเราเอง”

เป้าหมายร่วมกันของทุกคนในสังคม จะสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับมนุษย์ได้

ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญมากช่วงหนึ่งในประวัติศาตร์มนุษย์

ถ้าเป็นสมัยที่พ่อแม่เราเรียนจบ เป้าหมายของพวกเราก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัว เช่น งานของเรา หรือ สังคมของเรา

แต่ตอนนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น หุ่นยนต์ได้เข้ามาแทนที่ในหลายๆงานของมนุษย์

ในอนาคต เราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอะไรในโลกใบนี้

ถ้าจะให้สังคมเราก้าวต่อไปได้ การสร้างงานใหม่ๆอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับโลกนี้

แต่สิ่งที่เป็นคำตอบคือ การทำให้มนุษย์มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน..

มาร์คจำได้ว่าคืนวันที่เปิดตัว Facebook ในหอพักของเขา เขาตื่นเต้นมากที่จะเชื่อมต่อสังคม Harvard เข้าด้วยกัน

แต่ตอนนี้ใครจะไปรู้ว่ามาร์คได้เชื่อมต่อโลกเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว

สิ่งสำคัญคือ มาร์คไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับเขา เพียงแค่มาร์ครู้ว่าตัวเขาเองมีไอเดียที่เคลียร์ว่าทุกคนอยากที่เชื่อมต่อกัน..เท่านั้น..

สิ่งที่เขาทำต่อไปก็แค่โฟกัสกับสิ่งที่เขาเชื่อหลังจากนั้น..

มาร์คไม่เคยคิดว่าจะสร้างบริษัทใหญ่ๆที่จะได้เงินมากๆ แต่เขาแค่อยากจะสร้าง impact ต่อสังคมเท่านั้น

ในสองปีแรก มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายอยากจะซื้อ facebook แต่มาร์คไม่ต้องการขาย เขาแค่อยากจะเห็นว่าเขาจะเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน ได้มากขึ้นอีกแค่ไหน

ในที่สุดมาร์คได้สร้าง News Feed ซึ่งเป็นการปฏิวัติวิธี “การอ่านหนังสือ” ของคนบนโลกไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้บริหาร facebook คนอื่นๆ เกือบทุกคนอยากที่จะขายบริษัท โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

มีหลายคนบอกมาร์คว่า “ว่าถ้าเราไม่ขายบริษัทในตอนนี้ จะเสียใจไปตลอดชีวิตนะ”

ตอนนั้นมาร์คอายุ 22 ปี เป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดชีวิต มาร์ครู้สึกโดดเดี่ยว และสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าเขาได้ตัดสินใจอะไรผิดไปหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าตอนนี้ มีงานหลายสิบล้านงานที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

แต่มาร์คบอกว่าไม่ต้องกลัว มนุษย์ยังมีความสามารถอีกมากที่จะทำอะไรหลายอย่างร่วมกันในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ในอดีตมีคนมากกว่า 300,000 คนทำงานร่วมกันที่จะส่งคนไปดวงจันทร์ (รวมทั้ง ภารโรงที่ได้คุยกับประธานาธิบดี John F Kennedy)

มีมากกว่าล้านคนที่เป็นอาสาสมัครในการป้องกันโลกจาก โรคโปลิโอ

มีมากกว่าล้านคนที่ได้สร้างเขื่อน Hoover dam และ โครงการขนาดใหญ่อื่นๆ

ตอนนี้ถึงตาพวกเราแล้วที่จะร่วมมือกันสร้างโครงการที่เจ๋งๆอันใหม่

ตอนนี้หลายคนคิดว่า เราไม่รู้วิธีการสร้างเขื่อน ไม่รู้ว่าจะไปร่วมมือกับคนอีกเป็นล้านได้ยังไง

แต่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มีเคล็ดลับที่ยังไม่เคยบอกใคร

เคล็ดลับคือ “ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

ความคิดที่เจ๋งๆไม่ได้ออกมาตั้งแต่วันแรก

สิ่งสำคัญคือ เราต้องเริ่มลงมือทำ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆออกมาเอง

ถ้ามาร์ครอที่จะเข้าใจในทุกๆเรื่องว่าจะเชื่อมต่อทุกคนในโลกได้อย่างไร ตอนนี้ Facebook ก็คงไม่เกิดขึ้น

ปัญหาของโลกตอนนี้คือคนไม่กล้าจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะกลัวว่าจะผิดพลาด และเมื่อเราพลาดจะมีคนอื่นมาซ้ำเติมเรา

ข้าราชการในประเทศไทยเลือกที่จะใส่เกียร์ว่าง เพราะกลัวว่าเซ็นอะไรไปแล้ว จะเป็นข้อผูกมัดกับตัวเองในภายหลัง

บริษัทเอกชน หรือ คนเก่ง หลีกเลี่ยงที่จะทำงานกับภาครัฐ เพราะ กลัวว่าถ้าผิดพลาดอะไรขึ้นมา จะทำให้ตัวเองถูกฟ้องคดีอาญาจากภาครัฐ

ตอนนี้ปัญหาที่น่ากลัวของคนบนโลก (โดยเฉพาะคนไทย) ที่สำคัญที่สุดคือ “ไม่กล้า ทำอะไร”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ครบถ้วนสมบูรณ์หมดทุกอย่างตอนแรก ทุกคนที่สำเร็จต้องผิดพลาดเสมอ

แต่ระบบกำลังบังคับให้เราทำในสิ่งที่อยู่ในกรอบว่า “ห้ามผิดพลาดนะ อย่าทำอะไรที่แปลกประหลาดเลย ทำอะไรที่ play safe ไว้ก่อนดีกว่า”

จริงๆแล้ว นวัตกรรม มันจะเริ่มมาจาก “การคิดนอกกรอบ” เสมอ

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า คนที่ริเริ่มอะไรใหม่ๆมักถูกแย้งและถูกวิจารณ์ ว่ากำลังทำสิ่งนั้นเร็วไป โลกยังไม่พร้อมกับเรื่องนั้น

คงคล้ายกับคนโบราณที่บอกว่า มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ

และเอาเข้าจริงๆแล้วในโลกนี้ คนที่ “เอาเท้าราน้ำ” มีจำนวนมากกว่า คนพายเรือ อยู่มาก

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กได้กล่าวว่า “เพราะในโลกนี้มักมีคนที่มาขัดเรา และอยากที่จะให้เราช้าลงเสมอ”

แล้วอะไรที่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราน่าจะทำร่วมกันในตอนนี้บ้าง?

เรื่องสำคัญเรื่องแรกของโลกใบนี้คือ Climate change

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของเราตอนนี้ เราทุกวันนี้ต่างรู้ดีว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปเพราะ สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

มนุษย์พึ่งเริ่มรู้จักวิธีการใช้พลังงานจากการเผาเชื้อเพลิงเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาในประวัติศาตร์มนุษย์ที่มีมายาวนานกว่า 50,000 ปี

และก็เป็นหนึ่งร้อยปีนี้ที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีต่างๆมากมาย และทำให้เราเข้าสู่ยุคที่พัฒนาถึงขีดสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

อย่างไรก็ตามการ break through เทคโนโลยีดังกล่าว ก็ทำให้สภาพของโลกตอนนี้แย่ลงที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน

ทำไมกรุงเทพถึงน้ำท่วมหนักในปี 2554 ทำไมหลังจากนั้นก็เกิดภัยแล้ง แล้วมาในช่วงนี้ก็กลับมีปัญหาน้ำท่วมอีก

สิ่งที่เป็นคำตอบง่ายๆของเรื่องนี้คือ “Climate Change”

สิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือการตระหนักว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องนี้

ทุกคนก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่า โลกร้อน เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อให้ได้พลังงานของมนุษย์โลก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะให้คนเป็นล้านคนหันมาทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานที่สะอาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นเป้าหมายของทุกคนร่วมกันในโลกนี้ในความคิดเห็นของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คือ

“ความเหลื่อมล้ำ”

น่าแปลกใจว่า ปัญหานี้เป็นรากเหง้าของทุกปัญหาบนโลกนี้ รวมถึงประเทศไทย

ไม่ต้องอธิบายทุกคนก็รู้ว่า ทศวรรษที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้หายไป เพราะปัญหาเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นสาเหตุต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น

คำว่าเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI จะเกี่ยวข้องกับ ภาครัฐ ภาคประชาชน ระบบการปกครอง ได้อย่างไร?

จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นจะมีผลต่อทิศทางของรัฐในอนาคตอย่างมาก

สุดท้ายแล้ว รัฐจะถูกบังคับให้เปลี่ยน จากการก้าวหน้าของเทคโนโลยี

Universal Basic Income จะเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

เมื่อหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด มนุษย์จะไม่จำเป็นต้องทำงานอีกต่อไป

สิ่งที่รัฐจะถูกบังคับให้ทำคือ “การให้เงินกินเปล่าแก่ประชาชน”

สิ่งที่ประชาชนต้องทำคือแค่ “การใช้ชีวิต” และ “ทำตามความฝัน” ของตัวเอง

รัฐต้องสนับสนุนให้ทุกคนในสังคมมีรายได้เพื่อเป็นเบาะรองรับ ในการทำความฝันของตัวเอง แล้วผิดพลาด

สิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์บรรลุเป้าหมายร่วมกัน คือคำว่า “Freedom to Fail” หรือ การมีอิสระในการผิดพลาดได้หลายๆครั้ง

รู้หรือไม่ว่าโปรแกรม Facebook ไม่ได้เป้นสิ่งแรกที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กสร้าง ก่อนหน้านั้นเขาสร้าง เกม โปรแกรมแชท โปรแกรมการศึกษา โปรแกรมดนตรี แต่ก็ไม่สำเร็จ

JK Rowling ล้มเหลวมาแล้ว 12 ครั้ง ก่อนที่จะเขียน Harry Potter

Beyonce ทำเพลงมาแล้วเป็นร้อยๆเพลง ก่อนที่จะได้เพลง Halo

ผลงานที่สำเร็จส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการล้มเหลวหลายๆครั้ง

แต่ตอนนี้เรากำลังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่คนใดคนหนึ่ง แต่ทำร้ายทุกๆคน

ถ้าเราไม่มีอิสระในการทดลองความคิด พวกเราทุกคนจะแย่ลง

เรามาดูกันว่าระบบสังคมปัจจุบันนี้มีปัญหาอย่างไร?

ตอนนี้มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สามารถหยุดทำงาน และได้รับเงินเป็นพันล้านเหรียญไปอีกหลายสิบปี

ในขณะที่ตอนนี้มีนักเรียนหลายคนไม่สามารถจ่ายหนี้ และไม่สามารถเริ่มธุรกิจใหม่ๆที่เขาอยากทำได้

มีหลายคนที่ไม่กล้าที่จะฝันเพราะว่าไม่มีเบาะรองรับถ้าเขาพลาด

เราทุกคนรู้ดีว่า แค่มีไอเดียที่ดีกับทำงานหนักมากๆ ไม่ได้จะทำให้เราสำเร็จได้เสมอไป

เราต้องมีโชคที่ดีด้วย!

ถ้าตอนเด็กๆ มาร์คต้องช่วยพ่อแม่ทำงานแทนที่จะมีเวลามานั่งเขียน code

ตอนนี้ Facebook ก็คงไม่เกิดขึ้น

เราต้องยอมรับว่า โชค และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา มีผลต่อความสำเร็จของเรามากจริงๆ

ในแต่ละยุคของมนุษย์ให้คำนิยามของความเท่าเทียมกันในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ในยุคสมัยก่อนอาจจะมีการต่อสู้กันเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และ สิทธิของประชาชน

แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เรานิยามเรื่องความเท่าเทียมกันของยุคเรากันใหม่

เราควรจะมีตัวชี้วัดทางสังคมรูปแบบใหม่ที่นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น GDP หรือไม่?

เช่นตัวชี้วัดเรื่องรายได้ของแต่ละคนที่จะเพียงพอให้แต่ละคนมีเบาะรองรับเพื่อที่จะได้ลองสิ่งใหม่ๆ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า Universal Basic Income หรือ UBI

การที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ จะบังคับให้รัฐเริ่มการแจกเงินให้ประชาชนเพื่อทำตามสิ่งที่ฝัน

ทุกคนควรมีรายได้จากรัฐเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเลี้ยงชีพ และ ดูแลครอบครัว

มันไม่ยุติธรรมต่อมนุษยชาติ ที่คนเราเกิดมาแล้วต้องเสียโอกาสที่จะทำโครงการเจ๋งๆ เพียงเพราะว่ามีเงินไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัว เลยไม่กล้าริเริ่มโครงการใหม่ๆ เพราะกลัวพลาด

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ได้ทดลองเริ่ม UBI โดยที่จะให้ 560 ยูโรต่อเดือน หรือ 21,000 บาทต่อเดือนให้กับกลุ่มตัวอย่าง

ในเร็วๆนี้ จะมีข้อมูลจากการทดลองออกมาว่า UBI จะสำเร็จได้มากแค่ไหน?

น่าแปลกใจว่า Elon Musk และ Bill Gates ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้คล้าย Mark Zuckerberg เช่นกัน

ทำไมคนอัจฉริยะของโลกคิดเรื่องนี้ตรงกัน?

ก็คงเป็นเพราะ ความเท่าเทียมกัน เป็นสิทธิที่มนุษย์เกิดมาทุกคนบนโลกนี้ควรจะได้

และการเท่าเทียมกันนี้แหละที่ทำให้เกิด FREEDOM TO FAIL หรือ การกล้าเริ่มคิดอะไรใหม่ๆโดยที่ไม่กลัวจะพลาด

และการได้อะไรใหม่ๆนี้แหละที่จะทำให้ มนุษยชาติ ก้าวหน้าขึ้นอีกมากในอนาคต..

Comments

comments



178 thoughts on “FREEDOM TO FAIL”

  • สุดยอดมากพี่
    เขียนได้ดีมากครับ

    ผมถึงกับต้องหยุดทำงานมาอ่านบทความนี้

    ผม Support มุมมองของพี่ครับ

  • พูดถึงเรื่องรายได้ที่รัฐต้องจ่ายมันเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้นมาแล้วมีคนทำตามแล้วด้วย

  • ไม่รู้ว่าอะไรจะน่าหดหู่กว่ากัน … ระหว่าง …
    นักการเมืองที่เลือกใส่เกียร์ว่าง เพราะกลัวว่าเซ็นอะไรไปแล้ว จะเป็นข้อผูกมัดกับตัวเองในภายหลัง
    กับ …
    นักรัฐประหารที่ตะลุยเซ็นซื้อทุกอย่างที่ (ตัวเอง) อยากซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรต้องผูกมัดตัวเองในภายหลังเลย!

  • ยอดเลยครับพี่อัพ จริงๆผมคิดว่าหลายๆคนก็คิดแบบพี่ แต่อย่างที่พี่บอกเลย ประเทศเราพูดอะไรสุดโต่งแบบนี้ไม่ได้หรอก คนเก่งๆหลายๆคนก็เลยเลือกเห็นแก่ตัว แคร์เฉพาะคนที่เค้ารัก อยู่เฉยๆกลายเป็นดีกว่าไปซะงั้น ทั้งๆที่ทรัพยากรทุกอย่างของประเทศเราไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย 🙁

  • อ่านบทความนี้แล้ว ผมมีความหวังลึกๆให้ ป๋าเทพ โพธิงาม สำเร็จในธุรกิจอะไรบางอย่าง(ไม่รู้สำเร็จเกี่ยวกับอะไรนะครับแต่มันต้องมีซักอย่าง) เพราะผมเชื่อในความพยายาม ตามแนวคิดแบบตะวันออก ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จครับ และจะได้เป็นเคสศึกษาของคนรุ่นหลังต่อไปครับ

  • Freedom to fail คือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อการลองทำอะไรใหม่ๆ

    เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าถ้าพลาดก็ยังมีเบาะรองรับเขาอยู่ เขาก็จะกล้าทำอะไรใหม่ๆ

    อีกทางคือ เมื่อ basic need ถูกตอบสนองโดยไม่ต้องแสวงหามาก ทุกคนก็จะเริ่มทำตามความฝัน หรือ เริ่มจะมีเป้าหมาย(purpose) ซึ่งอาจจะยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลก และเขาทำได้โดยครอบครัวและคนรอบข้างไม่เดือดร้อน

  • บทความนี้เปลี่ยนสไตล์สำนวนไปเลย เหมือนนั่งคุยกับลงทุนแมนอยู่ข้างหน้าเลย แบบเพื่อนนั่งคุยกันมันๆ เปนตัวเองมาก..เยี่ยมไปเลย.. ไปอีกขั้นละนะ

    ส่วนตัวผมยังคงเทียบระหว่าง freedom to fail แบบเป็น UBI เลย กับ เปนทุนเปนสมัครอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเท่าเทียมแบบUBIมันจะทำให้คนขี้เกียจไหม

    • ผมชอบเม้นนี้นะ ชวนคิดดี…
      มองในอีกแง่นึง ถ้าใครคนนึงขี้เกียจที่จะทำแม้กระทั่งในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ อันนี้ก็คงต้องเคารพสิทธิของเขา

  • ตั้งแต่ตามอานลงทุนแมนมา Article นี้เด็ดสุด เขียนได้ดีมากครับ
    ว่าแล้วก็ขอแชร์เลย 555++….ขอบคุณครับ

  • ขอบคุณครับ เป็นบทความที่ยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ น่าจะสนใจว่ามนุษยชาติ จะฉีกกฏหวงโซ่อาหารของธรรมชาติได้หรือไม่

  • เป็นบทความที่สุดยอด ตรง ชัดเจน นึกถึงหนังเรื่องนี้เลย เด็กไทยเหนื่อยหน่อย ตั้งแต่เล็กมักได้ยินแต่คำว่า อย่า ห้าม ฟัง…..

  • เป็นบทความที่ดีมากๆ แม้จะดูอุดทคติไปบ้าง แต่อย่างที่เนื้อหากล่าว เราต้องกล้าลองกล้าฝัน แม้มันจะผิดพลาดก็ตามครับ

  • อนาคตของความต้องการของมนุษย์อยู่ในบทความนี้ บทความแห่งปีจริงๆค่ะ คุณเจ๋งมาก #ลงทุนแมน#

  • สุดยอดทางวามคิดครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามนุษย์เราควรจะมีโอกาศทำสิ่งที่ตนเองฝันไว้โดยไม่ต้องมากังวลกับการทำมาหากินจนต้องทิ้งความฝันของตน

  • หน้าที่ทำตามฝัน หรือ เป้าหมายที่มากกว่าตัวเอง
    คือ มนุษย์
    .
    ส่วนหน้าที่ทำงานทั่วๆไป เป็นของ หุ่นยนต์ AI
    .
    ผมเข้าใจถูกมัยครับ

  • วิสัยทัศน์ชนชั้นผู้นำจริงๆ แต่สังเกตพวกที่สำเร็จที่เล็งเป้าหมายใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจวิธีการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ มือเท้าเปื้อนน้ำตา และเลือดของคนอื่นกันทั้งนั้นมาร์คเองก็เช่นกัน และคนเหล่านี้ก็ไม่ค่อยพูดถึงวิธีบริหารจัดการเบื้องหลังเหล่านี้. อ่านบทความนี้แล้วทำให้รู้สึกสนใจ จะไปฟังเทียบต้นฉบับอีกที

  • โอกาส FREEDOM TO FAIL อันน้อยนิด บางทีก็เหมือนเป็นหุ่นยนต์ทำตามระบบ มากกว่าคนเสียอีก คุณค่าก็ขึ้นอยู่กับแค่งานและเงิน…

  • ขอเจาะเรื่อง ubi ซักบทความได้มั้ยครับ มันคือประชานิยมหรือไม่ เช่นโครงการ 30บาท ถึงเเม้ไม่ได้ให้เงิน เเต่ก็ทำให้คนเท่ากันมากยิ่งขึ้น

  • ขอบคุณมากๆ ครับคุณลงทุนแมน ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่ในใจมานานแล้วเหมือนกันครับ ความเหลื่อมล้ำ และต้นทุนของชีวิตมีผลต่อความสำเร็จของเราทุกคนมากจริงๆ ครับ

  • เป็นบทความที่น่าสนใจดี แอบคิดว่า ถ้าเรามีเงินจากรัฐบาลแล้ว จะทำให้คนขี้เกียจหรือมั้ย เพราะสบายแล้ว ขี้เกียจแม้กระทั่งจะคิดว่าตัวเองฝันอะไร?

  • อยากเห็นบ้านเราเปลี่ยนแปลงแบบที่แอดเขียนสรุปมานะ แต่ดูนโยบายรัฐที่ออกมาหลายๆอย่างในช่วงหลังนี้แล้วก็ได้แต่อืม…. สังคมไทยแบบที่แอดและหลายๆคนถามหาคงจะเป็นได้แค่ฝันว่ะ

  • ความเท่าเทียมกันที่มนุษย์ยากจะเท่ากันได้คือ สติปัญญาและบุญของคนๆนั้น แต่ถ้าเราให้ความเท่าเทียมกันด้านอื่นๆ ที่เหมาะกับเขาเหล่านั้น ไม่ต้องลอกเลียนหรือแข่งขันกันเกินไป เชื่อว่าโลกน่าอยู่ขึ้นแน่นอน
    ขอบคุณบทความดีๆครับ

  • ใช่ครับ ในอดีตอเมริกาเคยมีqe ที่ฉีกตำราทั่วโลกมาแล้ว เมื่อเศรษฐกิจมาถีงทางตัน ณ เวลานี้ เขาอาจคิดไรแปลกๆนอกเหนือสิ่งเดิมๆ(gdp อัตราดอกเบี้ย บลาๆๆ)มาให้ชาวโลกได้แปลกใจอีกครั้ง เช่นubi ก็ได้

  • สุดยอดครับ หากเราไม่ต้องกังวลเรื่อง หาเลี้ยงครอบครัว เราจะมีอิสระ เพียงพอ ที่จะทำตามความฝันได้

  • ความเท่าเทียมกันและความยุติธรรมไม่เหมือนกันนะครับ

    อยากให้ทุกคนมีรายได้เท่ากันหมดโดยไม่ต้องทำงาน ทำไมไม่เริ่มต้นตั้งแต่โรงเรียนเลย ให้โรงเรียนแจกปริญญาให้เด็กนักเรียนทุกคน โดยไม่ต้องทำงานไม่ต้องอ่านหนังสือไม่ต้องทำการบ้าน เราจะได้สังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้นใช่ไหมครับ ทุกคนมีปริญญาทุกคนก็มีโอกาสได้งานดีดีได้เงินเดือนสูงสูงเท่ากันหมด แต่คุณก็เห็นนะครับว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กที่เรียนเก่ง

    การแจกเงินฟรีให้ทุกคน เงินนี้มาจากไหนครับ มาจากภาษีที่เก็บจากคนที่ขยันทำงานเพื่อแจกให้คนที่ไม่อยากทำงาน แล้วมันยุติธรรมตรงไหน ???

    เอาคะแนนจากเด็กที่เรียนเก่งมาแจกให้เด็กที่สอบตกมันยุติธรรมไหมครับ

    สังคมยุติธรรมเป็นสังคมที่ทุกคนทำงานเพื่อตัวเอง โดยไม่ต้องไปก้าวก่ายกับชีวิตของคนอื่น

    มันไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเอาเงินจากคุณนี้ เพื่อไปแจกให้คนนั้น มันไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่จะทำให้เรามีความสุข คนเรามีเป้าหมายมีความสามารถแล้วมีความสุขที่ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องให้คนอื่นมากำหนดให้ครับ

    เราต้องการสังคมแบบไหน สังคมที่ทุกคนเท่ากันหมด หรือสังคมที่ยุติธรรม

  • Universal basic income=more taxes=more corruption=more power for politicians ….. every men are free to have a dream and are free to fail. But if they fail , they should fail by their own means and they should be responsible for their own fate. To live with their own money, their own work : this is the definition of the real “free men”. If people can not live and reach their goal without other’s people money: they are not free adults but they are only children whom need parents.

  • เขียนสรุปดีจริงๆเลยครับ ได้อ่านต้นฉบับแล้วก็รู้สึกทึ่งเช่นกัน ชอบตรงที่มาร์คเค้าก็ยังเอ่ยว่าที่เค้าสำเร็จได้ส่วนนึงเพราะ freedom to fail ไม่มีภาระข้างหลัง ได้อยู่ในสังคมที่คนรุ่นก่อนสร้างต่อๆมาให้แล้ว ทำให้เล็งเห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นเป็นปัจจัยนึง และมันสัมพันธ์ไปหมดกับหลายๆเรื่องเลยมาถึงแนวคิดubi … ช่วงหลังๆก็ได้เห็นตัวท็อปๆในวงการของอเมริกาก็เริ่มพูดถึงหุ่นยนต์, AI ในอนาคตที่คนกลัวกันว่าจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ แต่มุมมองของพวกเค้าแตกต่างออกไปเช่น Peter Thiel ก็ยังย้ำว่าไม่ต้องไปกลัวเรื่องเทคโนฯหุ่นยนต์ในอนาคต เพราะจะมารับใช้,ช่วยเหลือมนุษย์มากกว่า … และคิดว่าเรื่องAI หรือเทคโนฯใหม่ๆ นี่คือพื้นฐานของการเริ่มคิดเรื่อง ubi ที่เกิดขึ้น เพราะอนาคตเครื่องจักรเริ่มมาทำงานแทนคนแล้ว (ใกล้ตัวคนไทยหน่อยช่วงนี้ก็จะเห็นคลิปโรงงานผลิตอาหารเครือซีพีที่แทบไม่มีคนงานเลย) เค้าคิดไปในแง่ว่าAI จะมารับใช้มนุษย์ เช่นอันนี้ก็ผลิตอาหารได้มากขึ้น ลดความอดอยากของมนุษย์ การผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น และมนุษย์จะได้เอาเวลาไปพัฒนาอย่างอื่นขั้นสูงต่อไป (มองด้านบวกมากกว่า) จนโยงมาคิดเรื่องการแจกเงินให้พลเมืองใช้แทนเพราะAI ทำงานแทนแล้ว (เก็บภาษีจากหุ่นยนต์,การใช้AI) คนที่ชอบอะไร,มีความฝันอะไรก็จะได้พัฒนาอะไรๆใหม่ๆให้กับโลกได้ต่อไป โดยไม่ต้องพะวงภาระข้างหลัง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ล้ำมากๆจริงๆสำหรับคนในประเทศอื่นๆอย่างเราๆ (แต่ถ้าในสังคมของเค้า เค้าก็อาจจะมองว่าเริ่มมีความเป็นไปได้สูงก็ได้) … ของไทยเรานี่ ขอแค่ physical needs ปัจจัยสี่ทั่วถึงได้มาตรฐานนี่ก็จะถือว่าสังคมก้าวหน้าไปมากแล้วล่ะครับ คงต้องหวังกันต่อไป

  • ถูกใจนะคะบทความนี้ ในส่วนของรัฐบาล ในฐานะผู้ประกอบการฝั่งเอกชน เรายินดีและอยากทำงานให้กับรัฐนะคะ Thailand 4.0 ต้องขับเคลื่อนไวกว่านี้ โดยเฉพาะในหลายองค์กรของภาครัฐ แต่เงื่อนไขหลายประการเช่นมุมมองของผู้บริหาร ใช่ค่ะมันเป็นแบบที่คุณนำเสนอเลย บาง Project ฝันใหญ่เป็นช้าง งบประมาณเท่ามด มันน่าเสียดาย

  • ความคิดนี้ ถ้าทำได้จริง คงพาโลกไปข้างหน้า ในระดับของความเร็ว อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในยุคอดีต

  • พระพุทธเจ้า มาร์ค หรือ
    เหล่าอัจริยะของโลก มักทำตัวเองให้สำเร็จก่อน จึงแชร์ให้โลก

    วอร์เรน บัฟเฟ่ต์ เคยบอกว่า ตอนอายุน้อย ๆ ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อให้ผมพูด หรือ ทำสิ่งที่ฉลาดแค่ไหน ก็ไม่มีใครสนใจ

  • ถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนรุ่นใหม่จะร่วมกันสร้าง new world (บรรทัดฐานใหม่ของโลก)เอ่อ….ไม่ต้องก้อได้ เอา
    “new thailand” ก็พอ สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ประเทศไทยเพราะดูแล้วรัฐบาลจะอาศัยอะไรไม่ได้555 คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
    ค่อยๆทำสิ่งเล็กๆแต่มีประโยชน์กับคนส่วนมาก
    แต่คนส่วนมาก(ก่อไฟกองใหญ่ต้องใช้กิ่งฟืนเล็กๆ)เอาความร่ำรวยเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาความหวังดีต่อผู้อื่นเป็นตัวตั้งในการทำธุรกิจ
    เลยทำให้ประเทศเราไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆใครขายอะไรดีก็แห่ทำตามกันและก็มีแต่การใช้เล่เหลี่ยม

  • เพิ่งจะได้เข้ามาติดตามเพจของคุณ ผมไม่ทราบว่าปัจจุบันคุณอายุเท่าไร มีประสบการณ์ผ่านมาอย่างไรบ้าง ขอชื่นชมคุณมากครับ(หากคุณยังหนุ่มแน่น)ทึ่มีมุมมอง ทัศนคติที่มีคุณค่าต่อสังคม ผมฝันอยากให้เรามีประชากรแบบนี้มากๆเพื่อช่วยกันผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้าไปในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น ชื่นชมครับ

  • เมื่อคืนนี้ผมอ่านบทความของคุณ แล้วรู้สึกตกใจที่เห็นใครคนหนึ่งสามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านนับ 1000 คน หลงเชื่อ โดยไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย
    ตอนนี้ผมเริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ก่อการร้าย Isis สามารถปั่นหัวให้เด็กอายุ 20 ปี ไประเบิดตัวเองกลางสนามฟุตบอล

    บทความของคุณถูกเขียนด้วยความหวังดี แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่แล้วความคิดนั้นเป็นอันตราย

    ความคิดที่ว่าคือทุกคนควรได้รับเงินเหมือนกันหมด โดยไม่มีการแยกแยะว่าใครควรได้รับหรือไม่ควร ความคิดแบบนี้เรียกว่า collectivism เคยนำเราไปสู่ ระบบเผด็จการเรียกว่า communism

    Free to fail ?
    ลองจินตนาการดูถ้าพ่อแม่คู่หนึ่งสอนลูก ดังนี้:
    “ลูกสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องกลัวล้มเหลว ถ้าลูกล้มเหลว พ่อแม่ก็รับผิดชอบให้หรือคนอื่นก็รับผิดชอบแทนลูก”

    โตขึ้นมาแล้วเด็กคนนี้จะเป็นคนยังไง

    Free to fail ?
    ลองคิดดูถ้า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สอนนักลงทุนแบบนี้:
    “คุณสามารถลงทุนหรือเก็งกำไรตามใจชอบ โดยไม่ต้องกลัวขาดทุนเพราะว่ามีคนอื่นรับผิดชอบแทน รัฐบาลจ่าย universal basic income ให้คุณแล้วยังไงคุณก็อยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานเพราะฉะนั้นลุยเลยไม่ต้องกลัว fail”

    ถ้าเป็นแบบนี้ตลาดหลักทรัพย์คงเป็นที่น่ากลัวมาก

    ความจริงคืออิสรภาพต้องมาคู่กับความรับผิดชอบเสมอ คนที่อ้างถึงอิสรภาพโดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบ ไม่ได้ต่างจากคนที่อ้างแต่ สิทธิส่วนบุคคลโดยไม่เคยพูดถึงหน้าที่ส่วนบุคคล

    อิสรภาพโดยไม่มีความรับผิดชอบเสมือนรถยนต์ที่เร่งได้แต่ไม่มีเบค

    ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความทั้งหมดที่คุณเขียน และผมคิดว่าคุณเป็นคนฉลาด ผมขอแนะนำให้คุณอ่าน Atlas Shrugged เขียนโดย Ayn Rand เป็นหนังสือแนวปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ แล้วเป็นหนังสือโปรดของ Steve Jobs

    Who is John Galt ?

  • เรื่อง UBI ผมอยากให้แอดมินลองนึกภาพของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (KSA, UAE, QTR, Kuwait) แล้วอธิบายให้หน่อยครับ
    เพราะทุกวันนี้กลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนมีคนต่างชาติ(ฟิลิปินส์ อินเดีย 9ล9) ไปทำงานแทนคนพื้นเมือง(เปรียบเสมือหุ่นยนต์ตามบทความ) ส่วนรัฐก็แจกเงินเลี้ยงประชาชน แต่ผมก็ยังไม่เห็นนวัตกรรมอะไรจากกลุ่มประเทศเหล่สนี้เลย

    แอดมินคิดว่าการแจกเงินให้ประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม โดยไม่มีการคัดกรอง จะเป็นคำตอบของปัญหาทั้งหมดจริงๆหรอครับ

    ช่วยตอบผมด้วยนะครับ

  • สุดยอดบทความครับ
    เมื่อก่อน ผมเคยคิดเล่นๆว่า

    สมมุติว่ามีคนทีมีอำนาจมากรวยมากสามารถเปลี่ยนโลกได้ และเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

    เค้าน่าจะคิดทำให้ทุกคนบนโลก มีสิทธิเข้าถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยไม่ต้องกังวล อย่างน้อย คนที่จนที่สุด จะต้อง ได้เรียนครบ ได้กินอิ่ม ได้การรักษาที่ดี

    เพื่อว่าถ้าเค้าเกิดใหม่ในครอบครัวที่จนที่สุดในโลก เค้าก็จะมีโอกาส มีเวลาคิดและสร้างอะไรให้กับโลกได้

    สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ ว่าสิ่งที่ตัวเองทำยิ่งใหญ่แค่ใหน จนเวลานั้นมาถึง

  • ส่วนตัวมองได้ 2 ด้านครับ ด้านแรก สำหรับคนที่มีเป้าหมายการที่สามารถทำได้ตามเป้าหมายโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในการดำรงชีพนั้นเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะทำให้คนที่มีเป้าหมายได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น(น่าจะเป็นส่วนน้อยในสังคม) ด้านที่สอง สำหรับคนทั่วไป(ที่ยังไม่มีเป้าหมายเป็นคนส่วนมากในสังคม)การให้เงินเพื่อให้อยู่เฉย ๆ ไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นโทษมากกว่า..เคยอ่านหนังสือบ้างเล่มมา บอกเอาไว้ว่าคนเรามีแนวโน้มจะทำสิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี (ปกติจิตคนโน้มเอียงไปทางไม่ดีได้ง่ายกว่า)… สังเกตอาจบรรดาลูกของคนมีฐานะบ้างส่วนมีเงินทองมากมายแต่กับใช้ชีวิตไปในทางไม่ดีหรือสร้างปัญหาให้กับสังคมส่วนรวม..หรือบ้างประเทศเช่นกรีซ..มีรัฐสวัสดิการให้ประชาชน..แต่ประชาชนไม่ได้สร้างสรรค์งานหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ…ก็ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีน้อยลง…รัฐก็ต้องกู้เงินมากขึ้นมาให้ประชาชนใช้จ่าย จนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา..

  • ยอดเยี่ยมค่ะ คุณทำให้เรื่องดีๆที่อยู่ในภาษาอื่นง่ายในการให้คนไทยได้อ่านและเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้นะคะ

  • ผมไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจ่ายเงินให้ทุกคนเท่าเทียมกันแบบนั้น.. บนโลกนี้ไม่มีความเท่าเทียมกันที่แท้จริงอยู่.. สิ่งที่ผมอยากเห็นจริงๆคือโอกาสหรือช่องทางที่เท่าเทียมกันเช่นโอกาสที่จะได้รับความรู้ในเรื่องที่สนใจเท่าเทียมกันทุกคนบนโลก.. ซึ่งผมสัมผัสได้มากจากgoogleและyouTube เหลือแต่หนทางที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงช่องทางเหล่านี้เท่าเทียมกันทุกคนบนโลกใบนี้.. ผมหวังแค่นี้ที่อยากเห็น

  • เคยอ่านเจอว่า เจ. เค. โรว์ลิง ตอนที่ตกงานอยู่ ก็ต้องอาศัยเงินสงเคราะห์จากรัฐบาล เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แล้วเธอก็ใช้เวลาช่วงทีว่างงานนั้นเขียน นิยาย แฮรี่ พอตเตอร์ ในร้านกาแฟ. แต่ถ้าประเทศเราจะมีประกันการว่างงานแบบ ประเทศบางประเทศ ก็ต้องใช้เงินเยาะ ก็ต้องพัฒนาประเทศหลายอย่างเพื่อให้สามารถเก็บภาษีให้ได้สูงเหมือนประเทศเหล่านั่นด้วย

  • ขอถามความเห็นหน่อยนะครับ ถ้าจะทำ UBI แล้วประเทศต่างๆจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายครับ เพราะดูเหมือนตอนนี้แทบทั้งโลกก็แบกหนี้กันมหาศาลอยู่แล้ว อีกข้อนะครับ ถ้า UBI ทำได้จริงไม่เกิดเงินเฟ้อมหาศาลจากการปั้มเงิน เพื่อ UBI เหรอครับ

  • เพราะการศึกษาไทยบูชาคนมีเหรียญรางวัล จึงได้สังคมที่จ้องเหยียบคนล้มเหลว !

  • เพิ่งมีเวลานั่งไล่อ่านหลายบทความของพี่ลงทุนแมนในช่วงหลังๆ เรียกว่าวิเคราะห์และวาดภาพให้คิดตามได้เด่นชัดมากขึ้นค่ะ เยี่ยม!

  • เป็นหนึ่งเดียวที่ผมได้เห็นครั้งแรกในชีวิต ‘ที่สามารถให้คำถามและคำตอบ ด้วย ประโยคเดียวกัน’ Admin Yee

    ขอบคุณมากครับ #ลงทุนแมน