Family Video ธุรกิจร้านเช่าดีวีดีที่ยังอยู่รอด

Family Video ธุรกิจร้านเช่าดีวีดีที่ยังอยู่รอด

Family Video ธุรกิจร้านเช่าดีวีดีที่ยังอยู่รอด / โดย ลงทุนแมน

หากพูดถึงธุรกิจร้านเช่าดีวีดีในปัจจุบัน
หลายคนคงมองว่าเป็นธุรกิจที่ตายแล้ว
เนื่องจากการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและการสตรีมมิง

แต่ครอบครัว Hoogland ไม่ได้คิดเช่นนั้น พวกเขายังสามารถบริหาร Family Video ธุรกิจร้านเช่าภาพยนตร์และเกม จนมีมากกว่า 700 สาขาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

พวกเขามีมุมมองและวิธีการบริหารจัดการอย่างไร

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ย้อนกลับไปในปี 1946 Clarence Hoogland เริ่มสร้างธุรกิจขายส่งสินค้า ชื่อ Midstates Appliance & Supply Company

ต่อมาเมื่อลูกชายของเขา Charlie Hoogland มารับช่วงต่อ เริ่มรู้สึกว่าธุรกิจนี้น่าจะไปไม่รอด

ซึ่งในขณะนั้นเขาพบว่า ในมือเขามีที่ดินของโกดังสินค้า และสต็อกของเทปวิดีโอจำนวนมาก จึงมีความคิดที่จะเปิดร้านเช่าวิดีโอ และก่อตั้ง Family Video ขึ้นมาในปี 1978

Charlie รู้ว่าธุรกิจนี้ก็น่าจะไม่ยั่งยืนเช่นกัน

เนื่องจากต้องมีเทคโนโลยีอื่นเข้ามาแทนที่เทปวิดีโอในอีกไม่นาน แต่เขาเชื่อในเรื่องมูลค่าของที่ดินว่ามันจะไม่เปลี่ยนไปง่ายๆ

ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นลงทุนในที่ดินของร้าน และใช้เป็นนโยบายในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา Keith Hoogland เริ่มเข้ามารับช่วงการบริหารธุรกิจต่อ เมื่ออายุเพียง 23 ปี

ซึ่งในขณะนั้น Family Video ได้ครอบครองตลาดแถบชานเมือง

เนื่องจาก Charlie มองว่า หากเปรียบเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Blockbuster แน่นอนว่าลูกค้าจะเลือกเดินเข้า Blockbuster อยู่แล้ว

เขาจึงเลือกที่จะไม่สู้กับตลาดในเมืองใหญ่ แต่มาจับตลาดที่เล็กลงมาแทน

ยุคการบริหารงานของ Keith เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตมากที่สุด
โดยในปี 2016 บริษัทมีรายได้ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน Family Video ก็ยังเป็นผู้เล่นหลักที่ยังครองตลาดนี้อยู่ โดยอาศัยช่องว่างที่อินเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึงบางพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถใช้บริการสตรีมมิงได้

Family Video สร้างบรรยากาศภายในร้านให้เป็นกันเอง มีทั้งพนักงานที่คอยยิ้มและต้อนรับลูกค้าที่ผ่านเข้าประตูมา ไม่คิดค่าเช่าภาพยนตร์สำหรับเด็ก หรือสามารถต่อรองราคาค่าธรรมเนียมได้เล็กน้อย

ทำให้ร้านของ Family Video เปรียบเสมือนศูนย์รวมของชุมชนบริเวณนั้น

ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของ Family Video คือความเข้มงวดในการปล่อยภาพยนตร์จากค่ายหนัง เนื่องจากจะมีความผ่อนปรนกับรูปแบบแผ่นมากกว่าการสตรีมมิง

ร้านจึงสามารถให้เช่าภาพยนตร์ที่ออกใหม่เร็วกว่าสตรีมมิงเป็นสัปดาห์ หรือบางครั้งก็เป็นเดือน

Keith มองว่าการที่ Blockbuster หรือผู้เล่นในตลาดรายอื่นๆ ต้องปิดตัวลงในที่สุด ไม่ได้มีสาเหตุจากการเข้ามาของเว็บสตรีมมิงเพียงอย่างเดียว

แต่เนื่องจากผู้เล่นรายอื่นมีการบริหารจัดการและกลยุทธ์ที่ผิดพลาด เช่นการตัดสินใจใช้โมเดลแบ่งรายได้ให้กับค่ายหนัง โดยหวังว่าจะได้ต้นทุนที่ต่ำลง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายได้ที่แบ่งมาจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย

ต่างจาก Family Video ที่ยอมซื้อแผ่นในราคาเต็ม เพื่อให้ได้รายได้จากการให้เช่าดีวีดีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นอกจากนั้น Family Video ยังมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ภายในร้าน เนื่องจากเขาเป็นเจ้าของที่ดิน จึงสามารถจัดการพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม

เมื่อรายได้จากการเช่าภาพยนตร์ลดลง บริษัทก็ลดพื้นที่ของส่วนนี้ และแบ่งพื้นที่ให้บริษัทอื่นเช่า

โดยในปี 2017 Forbes ได้ประเมินมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ Family Video ไว้ที่ประมาณ 750 ล้านดอลลาร์

Family Video ยังได้ทดลองเปิดฟิตเนส ร้านซ่อมอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และร้านพิซซ่าบนที่ดินของร้านเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนั้นลูกชายของ Keith ชื่อ McLain ที่เข้ามาช่วยบริหารงาน ก็เริ่มธุรกิจให้บริการตู้จำหน่ายน้ำสะอาดในร้าน Family Video สำหรับสาขาที่บริเวณชุมชนยังระบบอุปโภคบริโภคพื้นฐานยังไม่ดีมาก

สรุปแล้ว Family Video ในตอนนี้ คงเรียกไม่ได้ว่าเป็นธุรกิจร้านเช่าดีวีดีแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว

Keith รู้ดีว่าธุรกิจเช่าดีวีดีของเขาก็ไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป เขาจึงมองว่า Family Video เป็นเหมือนช่องทางการขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของเขา

ปล่อยพื้นที่ให้เช่า และนำค่าเช่ามาลงทุนในที่ดินต่อ

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าธุรกิจที่ Keith ทำจะประสบความสำเร็จทั้งหมด

มีหลายครั้งที่ล้มเหลวเช่นกัน แต่เขาก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อ
และยังมีแผนใหม่ๆ สำหรับที่ดินของเขาเสมอ

เรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า
วิธีการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

เช่นในกรณีของธุรกิจร้านเช่าดีวีดี เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

Netflix เลือกที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองตามเทคโนโลยีสมัยใหม่

ส่วน Family Video เลือกหาช่องว่าง และพัฒนาจุดอื่นเพื่อมาเสริมข้อได้เปรียบของตัวเอง นั่นก็คือการเป็นเจ้าของที่ดิน

แต่สิ่งที่เหมือนกันของสองธุรกิจนี้คือ มีการปรับตัวอยู่เสมอ

ถ้าไม่ทำอะไรเลย Family Video ก็อาจจะเป็นเหมือนกรณีของ Blockbuster

Blockbuster ที่เคยมีสาขามากกว่า 9,000 สาขา แต่ล่าสุดกลับเหลือเพียงสาขาเดียว โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี..
———————-
ดูหนังเยอะแล้ว เปลี่ยนมาอ่านบทความกันบ้าง ติดตามเรื่องราวน่าสนใจ แบบเรียลไทม์ได้ที่แอปพลิเคชันลงทุนแมน โหลดฟรีทั้ง iOS และ android www.blockdit.com/app
.
หนังสือลงทุนแมนให้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-4.0 หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

Reference
– https://www.familyvideo.com/about-us/
– https://www.forbes.com/sites/noahkirsch/2017/02/21/the-last-video-chain-the-inside-story-of-family-video-and-its-400-million-owner/#4b398895da60
– https://en.wikipedia.org/wiki/Family_Video
– http://time.com/money/5339545/last-blockbuster-bend-oregon/
– http://www.chicagotribune.com/business/ct-exec-qa-keith-hoogland-family-video-0409-biz-20170405-story.html
[8569].

Comments

comments