CHARLES & KEITH จากรองเท้าริมถนน สู่แบรนด์ระดับโลก

CHARLES & KEITH จากรองเท้าริมถนน สู่แบรนด์ระดับโลก

CHARLES & KEITH จากรองเท้าริมถนน สู่แบรนด์ระดับโลก / โดย ลงทุนแมน

แบรนด์รองเท้าชื่อนี้
ทุกคนคงคุ้นเคย เพราะเห็นบ่อยในห้าง
แต่ใครจะรู้ว่าแบรนด์ชั้นนำนี้
จะมีต้นกำเนิดมาจากร้านรองเท้าเล็กๆ

กว่าจะมาเป็น CHARLES & KEITH ในทุกวันนี้
ต้องผ่านอะไรมาบ้าง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

แบรนด์ CHARLES & KEITH ที่เป็นแบรนด์ประเภท Fast Fashion ในด้านรองเท้า, กระเป๋า และเครื่องประดับ

เริ่มแรกมาจากร้านขายรองเท้าเล็กๆ ริมถนน ตั้งอยู่ประเทศสิงคโปร์ ที่ดูแลโดย สามพี่น้องตระกูลหว่อง ได้แก่ ชาร์ลส, คีธ และเคนเน็ธ ซึ่งร้านที่สามพี่น้องดูแลอยู่นั้น เป็นร้านที่สืบทอดกิจการมาจากพ่อแม่ของเขา

ปี 1990 ชาร์ลส พี่ชายคนโตของตระกูล อยากจะมีกิจการเป็นของตนเองจึงตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อและแยกตัวออกมาเปิดร้านเป็นของตนเอง ในศูนย์การค้าอามาร่า ประเทศสิงคโปร์ ด้วยวัย 22 ปี ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบเดียวกับที่ครอบครัวของเขาทำคือ การรับรองเท้าจากโรงงานมาขายต่อ

แต่หลังจากเริ่มกิจการได้ไม่ถึงปี ชาร์ลส ก็สังเกตเห็นว่า รองเท้าที่เขารับมานั้นไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า มีลูกค้าหลายรายเข้ามาถามหารองเท้าแบบอื่นๆ

นอกจากนี้เขายังพบอีกว่า ร้านอื่นๆ ก็รับรองเท้าที่เหมือนๆ กับที่เขาเอามาขายเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ทำให้ ชาร์ลส พบว่ารูปแบบธุรกิจแบบนี้ คงอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว ทำให้ ชาร์ลส อยากที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่ ด้วยการสร้างแบรนด์ขึ้นมาเป็นของตนเอง โดยทำการออกแบบรองเท้าที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้า

โดย ชาร์ลส ได้ชวนน้องชายคนกลาง ได้แก่ คีธ เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนา จนทำให้ในปี 1996 แบรนด์ CHARLES & KEITH ได้ถือกำเนิดขึ้น

CHARLES & KEITH ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้นมีแนวคิด “ความหรูหราที่จ่ายได้”

ด้วยการออกแบบดีไซน์เรียบหรูและทันสมัย ตามเทรนด์ ราคาเข้าถึงได้กับทุกกลุ่ม โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 700 – 2,100 บาท

ในช่วงแรกรองเท้าที่พวกเขาผลิตขึ้นมานั้น ผลิตกันในบ้านของพวกเขาเอง โดยนำมาขายรวมกับรองเท้าที่รับมาจากโรงงาน

หลังจากได้รับการตอบรับจากลูกค้าในทางที่ดี ชาร์ลสและคีธได้ขยายการผลิตเพิ่ม โดยขั้นตอนทั้งหมดนั้น ชาร์ลส และคีธ ต้องทำทั้งออกแบบ หาโรงงานผลิต จัดการสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการ ด้วยตัวเขาเองทั้งหมด

แต่เหมือนเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป 1 ปีต่อมา ในปี 1997 ก็เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง

แต่ ชาร์ลส กลับมองว่า สิ่งนี้จะเป็นโอกาสให้กับร้านของเขา ในการต่อรองกับโรงงานที่ผลิตรองเท้า ที่จะได้ขั้นตอนการผลิตที่ต้องการในราคาที่ถูกลง ถือได้ว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของแบรนด์ CHARLES & KEITH ให้เติบโต

หลังจากนั้นในปี 1998 CHARLES & KEITH ก็ได้เปิดตัวไลน์สินค้าใหม่คือ กระเป๋าและเครื่องประดับที่ได้ น้องชายคนสุดท้องอย่าง เคนเน็ธ ที่เพิ่งเรียนจบ และเข้ามาเป็นผู้ออกแบบกระเป๋าและเครื่องประดับ ยิ่งทำให้ CHARLES & KEITH ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น

ด้วยความพยายามของพวกเขาทั้งสามคน ทำให้ภายใน 3 ปี รองเท้าที่จำหน่ายในร้านทั้งหมด กลายมาเป็นรองเท้าภายใต้แบรนด์ CHARLES & KEITH เรียกได้ว่าเป็นการเดินหน้าเต็มกำลังของแบรนด์ CHARLES & KEITH ที่ทำให้ในเวลาต่อมาสามารถตีตลาดสิงคโปร์ได้และเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ของประเทศในตอนนั้น

แม้ว่า CHARLES & KEITH จะโด่งดังในประเทศสิงคโปร์แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ พวกเขายังทำการขยายแบรนด์ CHARLES & KEITH ไปยังต่างประเทศ ตั้งแต่ในปี 2001 ด้วยการใช้ระบบแฟรนไชส์

CHARLES & KEITH ยังมองเห็นถึงอนาคตของยุคดิจิทัล ทำให้ในปี 2004 ได้มีการเปิดเว็บไซต์และพัฒนาระบบสั้งซื้อขายออนไลน์ ถือได้ว่าเป็นบริษัทแรกของประเทศสิงคโปร์ที่ทำเรื่องนี้

จนทำให้ในปี 2011 แบรนด์แพร่หลายไปทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป รวมแล้วมี CHARLES & KEITH เกือบ 230 สาขาทั่วโลก

ในปีเดียวกันนี้ บริษัทอย่าง LVMH ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ก็เห็นถึงความโดดเด่นของ CHARLES & KEITH ได้เข้ามาถือหุ้น CHARLES & KEITH เป็นสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้ CHARLES & KEITH ได้มีโอกาสเปิดตัวแบรนด์ไปสู่สากลมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าในทุกวันนี้ CHARLES & KEITH จะเป็นแบรนด์ชั้นนำแล้ว มีให้บริการมากกว่า 600 สาขาใน 56 ประเทศ แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง

โดย CHARLES & KEITH มีนโยบายที่จะกันงบประมาณราว 3 เปอร์เซ็นต์ให้กับทีมดีไซเนอร์ของบริษัทที่มีมากกว่า 70 คน เพื่อเดินทางไปศึกษา และร่วมชมแฟชั่นโชว์ต่างๆ เพื่อกลับมาออกแบบสินค้าต่างๆ มากกว่า 1,000 ชิ้น

เรื่องของสามพี่น้องตระกูลหว่อง ให้อะไรกับเราบ้าง?

เราลองคิดดูว่าถ้าหากวันนั้น ชาร์ลส ยังเลือกที่จะรับรองเท้าจากโรงงานมาขายอยู่แบบเดิม ก็คงไม่มีใครจุดประกายความคิดในการสร้างแบรนด์ CHARLES & KEITH

ถ้า คีธ ยังเลือกที่จะดูแลกิจการของครอบครัวต่อ ก็คงไม่มีรองเท้าดีไซน์ที่แตกต่าง ให้กับแบรนด์ CHARLES & KEITH

หรือแม้แต่ เคนเน็ธ ถ้าเลือกไปทำงานกับบริษัทอื่นหลังเรียนจบ ก็คงไม่มี ไลน์สินค้าอย่างกระเป๋าและเครื่องประดับที่เป็นที่นิยมไม่แพ้รองเท้า ให้กับแบรนด์ CHARLES & KEITH

จะเห็นได้ว่า ถ้าหากทั้งสามคนนี้เลือกที่จะทำแบบเดิม ที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัย อยู่ในจุดที่ไม่ต้องลองเสี่ยง พวกเขาก็คงไม่มาถึงจุดนี้ วันที่แบรนด์ของพวกเขาเป็นที่รู้จักทั่วโลกและสร้างรายได้มหาศาล

กลับมามองที่ตัวเรา ว่าในตอนนี้ เราได้ลองทำอะไรที่ตนเองต้องการหรือยัง

ไม่แน่ในอนาคตอาจจะเห็นแบรนด์ระดับโลกที่เกิดจากตัวเราก็เป็นได้..
———————-
ติดตามเรื่องรองเท้าระดับโลกกันแล้ว ติดตามบทความสร้างไอเดียอื่นๆ แบบเรียลไทม์ได้ที่แอปพลิเคชันลงทุนแมน โหลดฟรีทั้ง iOS และ android www.blockdit.com/app
.
หนังสือลงทุนแมนให้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-4.0 หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

Reference
-http://www.smethailandclub.com/marketing-3048-id.html
-https://women.mthai.com/women-variety/191992.html
-https://www.charleskeith.com/
-https://www.referralcandy.com/blog/charles-and-keith-marketing-strategy/
-https://vulcanpost.com/332281/6-lessons-entrepreneurship-charles-keith-wong/
-https://www.forbes.com/global/2009/0511/052-charles-keith-shoes-world-at-their-feet.html#29162f67c71d
-https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_%26_Keith
[7809].

Comments

comments