กรณีศึกษา ซีเอ็ดบุ๊ค

กรณีศึกษา ซีเอ็ดบุ๊ค

ในอดีตหลายท่านคงเคยเข้าไปซื้อหนังสือจากร้านซีเอ็ด แต่จริงๆแล้วร้านหนังสือร้านนี้กำลังเจอปัญหาบางอย่าง
ร้านซีเอ็ดก่อตั้งจากการรวมตัวกันของวิศวกรไฟฟ้าจำนวน 10 คน เมื่อ 43 ปีที่แล้ว ชื่อ SE-ED มาจากกคำว่า Science, Engineering and EDucation
บริษัทได้ขยายสาขาเรื่อยมา
จาก 3 สาขาในปี 2534
เป็น 27 สาขาในปี 2540
เป็น 359 สาขาในปี 2550
และเป็น 416 สาขาในปัจจุบัน นับเป็นเครือข่ายร้านหนังสือที่มียอดขายมากสุดในประเทศไทย

แต่ถ้าเราสังเกตว่าจากปี 2550-2560 สิบปีที่ผ่านมานี้จำนวนสาขาของบริษัท ขยายตัวในอัตราที่ช้าลงมาก

หลังปี 2550 มีอะไรเกิดขึ้น?

เราจะพบว่าปี 2550 คือปี ค.ศ. 2007 ซึ่งเป็นปีที่ iphone เปิดตัวเป็นครั้งแรก

ปี 2555 line และ facebook เริ่มเป็นที่นิยมใช้ของคนไทย

การเกิดขึ้นของ iphone line facebook เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?

ผมคงไม่ขออธิบายแล้วกัน

เพราะทุกท่านคงรู้คำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว..

เรามาดูกำไรของบริษัท ซีเอ็ด ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2550 กัน

ปี 2550 บริษัทมีกำไร 184 ล้านบาท
ปี 2551 บริษัทมีกำไร 195ล้านบาท
ปี 2552 บริษัทมีกำไร 217ล้านบาท
ปี 2553 บริษัทมีกำไร 243 ล้านบาท
ปี 2554 บริษัทมีกำไร 225 ล้านบาท
ปี 2555 บริษัทมีกำไร 209 ล้านบาท
ปี 2556 บริษัทมีกำไร 72 ล้านบาท
ปี 2557 บริษัทมีกำไร 86 ล้านบาท
ปี 2558 บริษัทมีกำไร 71 ล้านบาท
ปี 2559 บริษัทมีกำไร 12 ล้านบาท
และ ปี 2560 ไตรมาสที่ 1 บริษัทกำไร -1.6 ล้านบาท

สรุปได้ว่ากำไรของบริษัทมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนตอนนี้ธุรกิจนี้เริ่มไม่ทำกำไรอีกต่อไปแล้ว..

Comments

comments



528 thoughts on “กรณีศึกษา ซีเอ็ดบุ๊ค”

    • คือถ้าออนไลน์ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องซื้อจากซีเอ็ดเลยครับ ซื้อจากสำนักพิมพ์ถูกกว่าอีก และตอนนี้ซีเอ็ดก็ทำออนไลน์ละด้วย สาขาก็ลดลงเรื่อยๆ ต่อให้ทำออนไลน์ยังไงก็ไม่รอด เจ้าอื่นก็เยอะแยะ การตลาดห่วยต่างหาก

  • พวกทำคอนเทนต์หนังสือก็แย่เหมือนกันครับ เจ้าใหญ่ก็ยังว่าถ้าไม่ปรับตัวอีกไม่กี่ปีก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน

  • ยังไงหนังสือเล่มก็ยังไม่ตายครับ เพียงแต่มองว่าอนาคตมันอาจจะเป็นการพรีออเดอร์มากขึ้น และอาจจะต้องเน้น E-Book ให้มากกว่าเดิม แต่ปรับโครงสร้างองค์กร ปรับลดส่วนรายจ่ายลง ก็น่าจะให้อยู่รอดได้

    • หนังสือไม่ตายเพราะสมัยนี้สั่งซื้อตรงจากสำนักพิมพ์ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน และได้ส่วนลดมากกว่า se Ed เปรียบเหมือนโชว์รูมที่ให้คนมาเลือกดูหนังสือ แล้วกลับไปซื้อทางอินเตอร์เน็ต

    • น่าสนใจมากครับว่าจะเปนไง เพราะล่าสุดอ่านข่าว ที่เมกา ยอดขายหนังสือเล่มสูงเป็นประวัติการส่วน ebook ยอดขายตก

    • ไม่ตาย แต่เกือบตายครับ

      เหมือนวิทยุในตอนนี้ ถามว่าตายมั้ย ก็ไม่ได้ตายหรอก … แต่ดูปริมาณคนฟังยุคก่อนกับยุคนี้สิครับ หนังสือก็แทบไม่ต่างกันเลย

      ทีวีมาแทนที่วิทยุได้มั้ย … ก็ไม่
      อินเตอร์เน็ตมาแทนที่วิทยุได้มั้ย … ก็ไม่

      แต่แปลกไหมทำไมคนฟังน้อยลง ทั้งทีพลเมืองก็เยอะขึ้นทุกวัน

      E-Book ไม่มีวันมาแทนที่หนังสือก็จริง
      หนังสือไม่มีวันตายก็จริง

      แต่หนังสือเกือบตายนี่คือความจริง

    • เอาไปเทียบกับเคสโนเกียได้จริงๆเหรอระหว่างหนังสือจริงๆกับebook ซึ่งมันไม่ได้ต่างกันแบบฟ้ากับเหวอะไรเลยมันแค่เป็นตัวเลือกเพิ่มมาอีกช่องทางเอง

  • ในอนาคตธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และร้านหนังสือ อาจจะเหมือนกับธุรกิจผลิตแผ่นวิดีโอซีดี และร้านเช่าวิดีโอซีดี ที่เหมือนกับคนแก่รอเวลาน่ะครับ นึกภาพตามแล้วก็เศร้าจัง

    • สิ่งที่เค้าต้องการจากสื่อพวกนี้คือเนื้อหาภายในค่ะ
      ถ้าจะวัดกันแล้วตัวหนังสือเล่มๆนั้นยังได้เปรียบกว่าตรงการจับต้อง รูปเล่ม ความสวยงาม ความทนทาน อะไรก็ว่าไป
      สังเกตได้จากประเภทหนังสือที่ถูกเขี่ยทิ้งเป็นอันดับแรกๆ จะเป็นนิตยสารที่ไม่เน้นการเก็บรักษา ผู้ใช้ไม่ได้ให้คุณค่าในระยะยาว อย่างนิตยสารรายสัปดาห์ที่เนื้อหาหมดความสดใหม่อย่างรวดเร็ว
      ในขณะที่หนังสือบ้านเรามีการตีพิมพ์ ในระดับการเก็บสะสมมากกว่า และคนไทยชอบความเนี้ยบเข้าขั้น พยายามเลือกซื้อหนังสือที่ปกไม่ยับ ไม่ม้วน นอกจากความต้องการเนื้อหาข้างใน
      วิธีดั้งเดิมที่กระตุ้นการซื้อหนังสือใหม่ๆ คือ การพบปะนักเขียน เป็นวิธีแกมบังคับที่คนซื้อสมยอม
      การสร้างสตอรี่ ให้หนังสือแม้ยังไม่ทันเปิดอ่าน บางครั้งก็เป็นแบบไวรัลผ่านสื่อออนไลน์ ที่เราเห็นจนชินแต่ไม่รู้ตัว
      ทั้งนี้มันก็ขึ้นกับการมองให้มันเป็นโอกาสค่ะ

    • เห็นด้วยครับ วิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้หนังสือมีมากมายหลายวิธีเลยครับ ยิ่งถ้าโปรโมทดีๆ ทำแพคเกตให้น่าสะสม แล้วทำเป็นรุ่นลิมิเต็ด น่าจะช่วยให้หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพดี ยังอยู่ได้อีกนานเลยครับ

  • ดูหนังสือที่ SE ED แล้วสั่งซื้อทางเน็ตที่ศูนย์หนังสือจุฬาประจำเลย ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้แล้วครับเดี๋ยวไม่มีร้านหนังสือให้ดูใกล้ๆบ้าน ที่ผ่านมาขอโทษด้วยครับ

    • ไปซื้อที่ SE ED ทีมักจะได้ไม่ครบ ต้องสั่งไว้แล้วมารับอีกรอบซึ่งไม่สะดวกไปบ่อย พอกลับบ้านซื้อทางเน็ตเสร็จศูนย์หนังสือจุฬาทุกทีเพราะถูกกว่า

  • สมัยก่อนนิยายจีน199ยังพอรับได้ ปัจจุบันเล่มละ390ยังงงมันขึ้นราคายังไง เลยไม่ซื้อ

  • หนังสือยังสำคัญอยู่แต่การจัดการและการนำเสนออาจจะต้องปรับเปลียนเพื่อลดค่าใช้จ่าย

  • แต่ผมก็มองว่า หนังสือมันยังทำให้เราจดจ่อมากว่า อ่านในโทรสับหรือคอม เพราะสิ่งเร้ามันเยอะ

  • ดูแล้ว มันคงไม่ใช่แค่ร้านหนังสือที่จะไม่รอดจาก disruptive technology ครั้งนี้ ใครกลับตัวได้ก่อนก็รอดก่อน

  • ไม่ปรับตัว ทำเป็นร้านหนังสือออนไลน์ให้ซื้ออ่านได้บน iPhone ดู Ookbee สิ ตอนนี้ได้ Intuch ปั้มเงินให้

  • ผมมองว่าสิ่งที่ฆ่าหนังสือเล่ม ไม่ใช่ E-book แต่เป็น Facebook ครับ โดยมี iPhone หรือ สมาร์ตโฟน เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่ายขึ้นในทุกที่ทุกเวลา

    Facebook เอาเวลาอ่าน book ไป ไม่ว่าจะเป็น E-book หรือ book เป็นเล่มๆ

    แล้วใน Facebook ก็มีเนื้อหาที่ครอบคลุมเนื้อหาที่พิมพ์ในหนังสือเล่มเกือบหมด แถมยังสดใหม่กว่ามาก ความจำเป็นในการอ่านหนังสือเล่มเลยลดลง

    แล้วที่สำคัญ Facebook บีบให้หนังสือต้องแพงขึ้นเพื่อชดเชยยอดขายที่ลดลง สมัยก่อนหนังสือเล่ม 100-160 นี่คุณภาพล้นเหลือแล้ว แต่ทุกวันนี้ถ้าต้องการหนังสือคุณภาพแบบนั้น เล่มละ 200-250 ขึ้นไป พอเป็นแบบนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลยเพราะทุกวันนี้ถ้ารู้จักเลือกเสพ หลายๆเพจเนื้อหาคุณภาพเยี่ยม สามารถอ่านได้ฟรีๆ อย่างเพจนี้เป็นต้นครับ

    • จริงค่ะ..สังเกตจากตัวเองเลย..อ่านหนังสือ ซื้อหนังสือน้อยลง เพราะใช้เวลาในการอ่านบทความ.หรือ.เพจต่างๆ ในเฟสบุ๊คเยอะมาก

    • ส่วนตัวแล้ว Facebook กับหนังสือแทนกันไม่ได้นะคะ
      ยกเว้นจะเปรียบเทียบ Facebook กับ หนังสือพิมพ์และนิตยสาร

      Facebook ไม่ได้บีบให้ราคาหนังสือขึ้น มันเป็นไปตามค่าเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ

      Facebook “ไม่สามารถ” ครอบคลุมเนื้อหาในหนังสือได้ทั้งหมดนะคะ โดยเฉพาะหนังสือที่เป็นวรรณกรรม
      (ส่วนพวกกึ่ง How-to หรือบทความสั้นๆอาจอ่านได้ตาม Facebook จริงค่ะ)

      แต่สิ่งที่ Facebook (และสื่อ Social อื่นๆ) ขโมยไปจริงๆคือ เวลาค่ะ
      เพราะคนวุ่นวายกับหน้าจอจนไม่สามารถหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้

      โดยส่วนตัวแล้ว อยู่กับ Facebook เยอะค่ะ แต่ไม่ได้ซื้อหนังสือลดลงเลย
      (แต่ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมานานมากแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นผลกระทบจาก Facebook แต่เป็นเพราะหลังๆหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารมีความเป็น commercial มากกว่าเป็นสื่อ เลยเลิกซื้อค่ะ รู้สึกเหมือนซื้อมาอ่านโฆษณา)

  • หนังสือแพงหักค่าสายส่ง หักค่าวางสำนักพิมพ์ก็แทบอยู่ไม่ได้แล้ว อีกอย่างนึง se-ed เน้นแต่หนังสือหุ้นเยอะไปหน่อย ทั้งที่หนังสือนอกกระแสดีเยอะ เสียดายพนักงานขายเปนได้แค่คนขาย ถ้าอ่านหนังสือ แนะนำหนังสือได้ เปนคอมมูนิตี้ของคนอ่านเหมือนที่บางสำนักพิมพ์ทำยังไงก็ขายได้อยุ่แล้ว

    • เหมือนร้านเคยได้ยินข่าวว่ามีร้านที่แนะนำลูกค้า พูดคุยกับลูกค้าได้จริงๆนะครับ

    • จากใจคนที่เคยเป็นพนักงานขายมาก่อน ชอบการแนะนำหนังสือให้ลูกค้ามาก และส่วนใหญ่ประเภทที่เราขายได้กำไรมาก จะเป็นแบบฝึกหัดแหละ หนังสือติวฯลฯ แต่….. ผู้จัดการ ไม่ให้เราอ่านค่ะ คือกลัวว่าเราจะอ่านหนังสือเวลางาน เห็นเราเปิดหนังสือปุ๊บ หักเงินปั๊บ ทั้งๆที่หนังสือนั้น เป็นหนังสือ ข้อสอบโอเน็ต ย้อนหลัง 5 ปี คือเราแค่อยากดูข้อมูลข้างในแต่เขาไม่ฟังเราเลย หักเงิน ครั้งละร้อย พอลูกค้าถามเราแนะนำไม่ค่อยได้ เรากดดัน ออกค่ะ ลาออก เราว่าบางทีกฏของร้าน ก็ทำร้ายตัวร้านเอง

    • เราเคยซื้อนิยายทีเดียว 3-4เล่ม จากการไปเดินวนๆ
      เพราะพนักงานบอกเราได้ว่าเรื่องไหนสนุก เรื่องไหนเกี่ยวกับอะไร น้องเค้าน่าจะอ่านมาก่อน

      ผจก พลาดมาก ที่ไม่ให้พนักงานอ่าน

    • จริงค่ะ เหมือนในงานหนังสือ
      ชอบซื้อนิยาย คนขายจะรู้ทุกเรื่อง
      แนะนำเราได้ว่าเรื่องเป็นแบบไหน
      แนวที่เราชอบมีเรื่องอะไรบ้าง
      ไปทีไม่ตำ่กว่า 3 พันที่เสียเงินไป

    • พอ’เพน’ พา เพิ่งทราบนะครับว่ามีกฏนี้
      ที่ผ่านมาผมถามอะไรกับพนักงาน มักจะตอบอะไรไม่ได้เลย
      ตอนนี้ใช้วิธีสั่งทางเนต ทั้งคิโนะ ศูนย์หนังสือจุฬา เพราะซื้อปริมาน 2-3 เล่มก็ส่งฟรีและมีส่วนลดด้วย

  • เทรนต์ของโลกมันเริ่มเปลี่ยนไปด้วย คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือจากกระดาษน้อยลง หันไปอ่านคอนเทนท์ฟรีบนออนไลน์กันเยอะขึ้น สำนักพิมพ์ต่างๆก็เริ่มขายหนังสือผ่านหน้าร้านออนไลน์หรือเฟสบุ๊คกันเอง แถมลูกค้าที่สั่งซื้อจากทางสำนักพิมพ์โดยตรงยังได้ส่วนลดเยอะกว่า

  • E-Book เป็นพาร์ทสั้นๆ และตอนนี้ความนิยม E-Book ก็ไม่ได้มากเท่าเก่า แต่สิ่งที่จะทำให้ Se-ed กำลังแย่คือ “ดิจิทัล” ความรู้ในอินเตอร์เน็ตเป็นความรู้ที่ถูกที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่ถึงอย่างนั้นนอกจากทำตลาด E-commercial สิ่งที่โดนแย่งชิงตลาดหนังสือคือ พ่อแม่เริ่มมีเงินกันมากขึ้น และส่งลูกเข้าโรงเรียนแทน จะเห็นว่าเด็กสมัยนี้เรียนพิเศษกันไวมาก และแน่นอนว่าผู้ปกครองยอมจ่ายค่าเรียนพิเศษมากกว่า ค่าหนังสือ และของแถมจากเรียนพิเศษก็คือหนังสือจากสถาบัน แต่ที่หนักไปกว่านั้นและจะเริ่มเห็นผลคือ “คอร์สเรียนออนไลน์” ทั้งคอร์สภาษาอังกฤษ , ติวเตอร์มัธยม หันมาสร้างคอนเทนต์เองกันหมด และเปิดให้ลงสมัครชิก และเก็บค่าบริการในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้นไม่ใช่เพียงตลาดหนังสือ E-book เท่านั้น แต่เป็นการตลาดทั้งทั่วไปและในรูปแบบดิจิตอล ที่กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดนี้ไปจาก se-ed ธุรกิจประเภทนายหน้าค้าปลีกกำลังจะหมดไป นั่นเพราะโลกอินเตอร์เน็ตและดิจิทัล

  • ต่อไปร้านอาจจะเล็กลง ใช้พื้นที่น้อยลง หนังสือโชว์น้อยลงใช้คอมช่วยในการหาหนังสือแทน สามารถดูรีวิวเบื้องต้นจองหนังสือได้

  • เดี๋ยวนี้ ข้อมูลอะไรก็หาใน Google, Youtube ได้หมดแล้ว อัพเดทกว่ากันเยอะ มีภาพด้วย

  • ถ้าเป็นผม จะไม่เน้น e book แต่จะขายออนไลน์มากขึ้น
    จะลดสาขาที่คนเข้าน้อยๆ
    สาขาที่เหลือจะเพิ่มคนที่จะสามารถพูดคุย แนะนำ มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ที่ชอบอ่านหนังสือทุกแบบ
    การคัดเลือกหนังสือ จะเน้นความหลากหลายมากขึ้น
    จะทำมุมหนังสือที่เฉพาะรูปแบบ เช่น มุมเด็ก มุมแม่บ้าน
    จัดกิจกรรมเอานักเขียน นักอ่าน มาทำกิจกรรมในแต่ละมุม
    เพิ่มผลประโยชน์ให้สมาชิกมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการชื้อช้ำมากขึ้น
    ทำเพจแนะนำหนังสือ มีการดิสคัท คุยมุมมองหนังสือแต่ละเล่มที่ได้อ่านกัน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

    สรุปว่า ลดต้นทุน ทำการตลาดแนวรุก สร้างความสัมพันธ์ลูกค้าใหม่-เก่า

    หนังสือมีสเน่ห์เสมอ อ่านหนังสือมีสมาธิมากกว่าบนอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ยังไงหนังสือก็ไม่ตายครับ

    • เห็นด้วยเลยค่ะ…เพราะทุกวันนี้ก็ยังซื้อหนังสือร้านนี้อยู่..หนังสือทุกเล่มมีเสน่ห์ของมันมีร่องรอยการอ่านการขีดเขียน..ยังไงก็ชอบอ่านหนังสือมากกว่าโดยเฉพาะหนังสือที่เป็นปกแข็งจะซื้อเก็บ…อีกอย่างอ่านe-book นานๆแล้วแสบตา..

    • ผมอ่านนิยายของนักเขียนสมัยใหม่ที่ลงอีบุ๊คในเว็บเด็กดีให้อ่านแบบฟรีครับ แต่ผมทำใจอ่านไม่ได้ต้องเป็นเล่มแบบสัมผัสได้จริงๆ คิดว่าเทรนหนังสือมันไม่ติดโลกออนไลน์ด้วยน่ะแหละ

    • จริงครับ… อ่านตำราเตรียมสอบ ทุกระดับชั้น ยังไง ก็ ต้องหนังสือ เป็น เล่มๆ ไม่ใช่ ในแท็ปแลท ในโทรศัพท์ ในคอม

  • ปัญหาคือ สนพ ในไทยไม่เล่นด้วยกับตลาด E-Book มันก็เหมือนวนอยู่ในอ่างนะ ไม่มี Platform 4 e-Book แล้วสนพ เลยไม่เห็น Opportunities ในการใช้ E-Book ในการเพิ่ม Pillar ของรายได้

    เพราะ E-Book คนที่บอกว่าจะมี ไม่มี คือ สนพ ไม่ใช่ Channel

    ส่วนตัวคิดว่าทางโน้นก็เห็นนะว่า Pillar ที่มีมันจะสึกหรอ เลยมีพวก SLC ขึ้นมา

    ซึ่งถ้ามองจากเชิง Branding Strategy แล้ว ส่วนตัวคิดว่า Branding ของเขาคือหนังสือ ความรู้ อาจรวมไปถึงวิทยาศาสตร์ ซึ่งการขยายไลน์ของธุรกิจนั้น ส่วนตัวมองว่าเข้าใจได้นะ

    แต่รูปแบบ และสิธีการที่ใช้ มันไม่ใช่สำหรับตลาดไทย พูดง่ายๆ คือ Strategy ผิดพลาด (หรือไม่มี) จนไม่สามารถนำไปสู่การ Synergy ได้

    ไม่รู้นะ ตอนนี้ราคามันก็ต่ำแล้ว คนที่ยังมีของอยู่ คงต้องทำใจอีกหลายปีเลยหล่ะ และส่งรตัวคิดว่าเป็นไปได้เหมือนกันที่จะถูก Take หากไม่ดีขึ้น

    ถ้าอยากฟื้นขึ้นมา ให้หยุดการลงทุนที่ผิดพลาดเสีย แล้วหันไปดูเคสของ DangDang.com ของจีน ที่เป็นอี-คอมเมิร์ซสำหรับหนังสือ บอกเลย เมืองไทยขาดตัวนี้อยู่ และคิดว่าถ้ามีจะทำได้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่ให้ สนพ. ส่งเอง หรือ O2O ก็ได้

    นี่คือผลของการไม่ปรับตัวตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กินแต่บุญเก่า ผลประกอบการ กำไรสุทธิไม่เคยโกหกใครนะ

  • ส่วนใหญ่อ่านหนังสือค่าเวลา. แต่ปัจจุบันเล่นเฟสเล่นไล ดูคลิปฟังเพลงผ่านมือถือค่าเวลาได้ดีกว่า หรือจะเถียง.. ผมพิมพ์ผมยังใช้โทรศัพท์

  • ขอเสนอให้ซีเอ็ด เปลี่ยนตัวเองเป็นห้องสมุดครับ…… แต่เป็นห้องสมุดที่เก็บเงินค่าเข้า มีการจัดกิจกรรมให้คนเข้ามาอ่าน มาถกกันในแนวคิดต่างๆ ถ้ามีนักเขียนมานั่งคุยด้วยยิ่งดี (Teleconference ก็ได้)
    ตารางวันเวลากำหนดหัวเรื่องให้ชัดเจน เช่น
    จันทร์ 16:00-20:00 เรื่องจักรวาล
    พุธ 12:00-16:00 เรื่องการเงิน
    อะไรแบบนี้เป็นต้น
    แล้วพอคุยๆกันไป ก็แนะนำหนังสือกันไปด้วย ใครจะซื้อกลับบ้านก็ซื้อ ไม่ซื้อก็หยิบมาอ่านได้

    • Kate Chatcha เห็นด้วยครับ ที่ว่ามีอย่างอื่นมาดึงความสนใจไปจากการอ่านหนังสือ ซึ่งจุดนี้ผมมองว่า เพราะ “หนังสือมันไร้ชีวิต” มันพูดไม่ได้, มันโต้ตอบไม่ได้, ถามข้อมูลเพิ่มก็ไม่ได้
      แต่ผมมองว่า “คนมีชีวิต” ถ้าเราได้อยู่ในกลุ่มที่สนใจเรื่องเดียวกัน พูดคุยถกเถียงเรื่องคล้ายๆกัน มันเกิดภูมิปัญญา และ น่าดึงดูดใจกว่าครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีโอกาสได้พูดคุยกับคนเขียนหนังสือ ได้ถาม ที่มา ที่ไป ไอเดียที่แต่ง ข้อมูลอ้างอิง หนังสือเล่มนั้นจะน่าซื้อมากขึ้นครับ

    • ชอบแนวคิดนี้ครับ ใส่ร้านกาแฟซีเอ็ด เข้าไปอีกหน่อย จะทำให้น่าเข้าไปนั่งอ่านอีกเยอะ

    • สังคมแบบนี้ มีครับ แต่มันอยู่ในเฟสบุค ในมือถือไปหมดแล้ว
      การจะต้องขับรถไปห้องสมุด เสียเวลา ปัญหารถติด มันทำให้ห้องสมุดน่าสนใจน้อยกว่า
      เมื่อเทียบกับสังคมออนไลน์

    • ธุรกิจปัจจุบันผมมองว่าต้องอิงกระแสโซเชียล และทำในสิ่งที่โซเชียลทำไม่ได้ เช่น โซเชียลทำให้เราเห็นว่ามีร้านขายก๊วยเตียวต้มยำ แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เรากินได้ ต้องเดินทางไปกินที่ร้าน ต่างกับธุรกิจบางอย่างที่สามารถสั่งผ่านโซเชียลได้

  • ถ้าย้อนไปอ่านบทวิเคราะห์สาเหตุที่รายได้ลดในช่วงแรกๆเลย จะเห็นว่ามีผลกระทบทันทีจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาท
    .
    ช่วงนั้นหุ้นจาก 9-10 บาทตกลงไปอยู่สัก 6-7 บาท ก่อนจะลงยาวแบบบทุกวันนี้
    .
    ถามว่าทำไมจำได้ เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าซื้อหุ้น Se-Ed 3 เดือนก่อนหน้าที่ราคาจะลง

  • ชอบบริษัทนี้มากผมเชื่อว่าหลายคนคงโตมากับหนังสือเซมิคอนดัคเตอร์ กับไมโครคอนโทรลเล่อ พยายามเอาใจช่วยอยู่บริษัทนี้ ไม่ปั่นหุ้น จ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราที่เหมาะสม ความคิดส่วนตัวอยากให้กลับไปที่จุดเริ่มต้น Science, Engineering and EDucation

    • เห็นด้วยอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้เช้าร้านหาหนังสือวิชาการแทบไม่ได้ มีแต่นิยาย ตำราเรียนก็มีน้อย ความจริงถ้าไม่มีพื้นที่เก็บ ก็น่าจะมีมุมให้ค้นแบบออนไลน์ในร้าน แล้วสั่งตรงนั้นได้เลย จะดีกว่ามาก

  • คือตอนนี้เข้าไปหนังสือน้อยมาก ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือขนม ครีม กิ๊ฟชอฟ ของเล่นเด็ก อุปกรณ์ตกแต่งรถ ฯลฯ คือร้านขายหนังสือ???

  • สิ่งที่มาเปลี่ยนยอดขายผมว่าเกิดจากหลายอย่างครับ ไอโพน ไอแพด เป็นแค่อย่างหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นมาในยุคนี้คือการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างมหาศาล อินเตอร์เน็ตที่เร็วและเข้าถึงคนไทยมากขึ้น รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ที่สร้างแหล่งรวมให้คนมาพูดคุยกัน มีการผลิตคอนเทนต์ดีๆ ฟรีๆ ทันต่อเวลา สิ่งเหล่านี้เองที่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ที่จากเดิมจะต้องเข้าร้านหนังสือ มองหาหนังสือที่ตัวเองชอบ กลายมาเป็นการให้เวลาต่อหนังสือน้อยลงและท่องโลกผ่านอินเตอร์เน็ตแทน

  • ซีเอ็ดมีหนังสือของตัวเองเยอะมาก น่นหมายถึง content มหาศาลที่มีอยู่ในมือ ถ้ามีจัดการอัพเดทให้ทันสมัย ปรับเป็น content provide ได้เลยครับ

  • ถ้าขี้เกียจเดินก็สั่ง online ส่งถึงบ้านไม่กี่วัน ถ้าให้ไปเดินหาหนังสือเพลินๆคิโนดีกว่าเพราะใหญ่มากหนังสือเยอะและมีภาษาอังกฤษกับ jp ด้วย อีกทั้ง central ก็มี B2S ทำให้ปัจจุบันเข้า SE ED น้อยลงมากๆ

  • ทางรอดคือปิดสาขาที่ไม่จำเป็น เน้นขาย Online มากขึ้นครับ เป็นห่วงนะ

    หลัง ๆ มาผมสั่งหนังสือ Online จากศูนย์หนังสือจุฬา Se-ed บ่อยขึ้นครับ เพราะหนังสือที่ต้องการทางร้านไม่ค่อยวางขาย

    E-Book มันยังทดแทนหนังสือไม่ได้หลอก อย่างน้อย ๆ ลูกผมยังชอบหนังสือจริง ๆ มากกว่าจอ ipad และ smartphone ของพวกนี้สำหรับเด็กจะเล่นได้ดีก็ต้อง 7 ขวบ + ตอนนี้ดึงออกแล้วร้องเลย

    มองไปว่าอนาคตยาว ๆ E-Book อาจจะใช้เพื่ออ้างอิงเป็นหลัก จนกว่า E-ink จะพัฒนาคุณภาพภาพให้ใกล้เคียงหนังสือจริง ๆ

  • ต้องปรับตัวอย่างแรงเลยครับ. ไม่งั้นอยู่ไม่ได้แน่ๆครับ. อย่าลืมเรื่องฟลิม์โกดัก เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ.

  • เทรนด์เปลี่ยนไปมาพักใหญ่แล้ว ทุกวันนี้ความรู้ทั้งเฟซ ทั้งยูทูบ…ฟรี!! ไหนจะออกหนังสือเสียงมาทับกันอีก(หมวดหุ้น,ธุรกิจนี่ยิ่งชัดเจน)
    ร้านหนังสือทุกวันนี้คนเข้าโหรงเหรง(ถ้าไม่ใช่ร้านใหญ่หลากหลายแบบคิโนะ)บ้างก็เซลรอวัน บ้างก็ปิดกิจการไปไม่น้อย

  • หนังสือบน shelf ที่ขายไม่ออก กลายเป็นหนังสือทิ้งๆ ขว้างๆ พนง.ไม่สนใจ ไม่ดูแลรักษา ปล่อยให้คนหยิบอ่านจนเยิน ปกม้วน หน้าหนังสือพับ แต่ก็ยังวางขายต่อไป.. แล้วใครจะซื้อ???

  • ลองเอายอดขายรวม Top 100 ของปีที่แล้วที่สั่งจากออนไลน์รวมยอดหน้าร้านและที่เป็น ebook เทียบกับยอด Top 100 เมื่อปี 2549… เชื่อว่าจะเห็นตัวเลขที่ต่างกันมาก…ส่วนที่เป็น assortment 20/80 range ของหนังสือที่ทำยอดขายก็ต่างกันมากเช่นกัน….คือคนไม่ได้เปลี่ยนช่องทางจากretail เป็น e-commerce หรือจาก physical เป็น ebook….คนหันไปเสพข้อมูลอย่างอื่นบน smartphone. และหาข้อมูลที่ต้องการผ่าน Google กับ YouTube

  • ผมไม่มีคำตอบอยู่ในใจว่าเกี่ยวกับ i phone ในปี 2550 อย่างไร การขยายสาขาช้าลงเพราะมันอิ่มตัว และเต็มประเทศไปแล้ว กำไรของ se-ed เติบโตต่อเนื่องถึงปี 2554 และหยุดโตในปี 2555 จากนั้นจึงลดลงฮวบฮาบ จึงไม่เกี่ยวกับการเปิดตัว i phone ในปี 2550 ไม่ทราบว่าทำไมผู้เขียนจึงเจาะจงไปที่ i phone ทั้งที่จริงแล้วพฤติกรรมซื้อหนังลดลงมันสัมพันธ์กับ smart phone ทุกยี่ห้อ และสัญญาณ internet ที่พัฒนาความแรงขึ้นมาในปี 2555

    • เข้าใจว่าผู้เขียนหมายถึง การเปิดตัวของ iphone ซึ่งเป็นตัวบุกเบิกเทคโนโลยีโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ touchscreen แทนปุ่มกดน่ะครับ ซึ่งทำให้รูปแบบพฤติกรรมการอ่านหนังสือเริ่มเปลี่ยนไปจากอดีต

    • ไม่เกี่ยวกับเทคโยโลยี touch screen ครับ แต่เกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย และการใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่อยู่ติดกับตัว ไม่ต้องไปซื้อมาอ่านจบไปเป็นเล่มๆ แล้วซื้อใหม่เรื่อยไป ซึ่งเริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาในปี 2554-2555 ซึ่งจะว่าไปแล้ว คนใช้ android มีจำนวนมากกว่า i os ครับ

    • อาจจะเป็นยุคเริ่มต้นของ internet ไร้สายและอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ internet ได้แบบพกไปไหนมาไหนสะดวก อยากได้อะไร อ่านอะไรก็พิมพ์ค้นหา จากเมื่อก่อนเรามีแค่ feture phone ธรรมดาๆ อยากค้นหา อยากอ่านอะไรจำเป็นต้องเปิดหาเอาจากหนังสือ หรือเปิดคอมเพื่อเชื่อมต่อเน็ท และค้นหาครับ

    • Iphone ของ สตีฟ จอบส์ เป็นจุดเริ่มต้นของ smartphone และทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน อย่างที่ คุณ Hin และ คุณ Non ว่า ครับ
      ส่วนตอนนี้คนจะอ่านจาก smartphone อะไรก็ได้ ios หรือ android ก็ได้ครับตามที่คุณ Tik ว่าเลยครับ

    • ตามนั้นครับ สมาร์ทโฟนทำให้ life style ของมนุษย์เปลี่ยนไป ซึ่งจุดเริ่มต้นก็คงจะเป็น iphone นี่แหละครับ

    • ผมกูเกิลส่งผลกระทบมากกว่าแอปเปิ้ลซะอีก
      เพราะกูเกิลมีทั้งเสิรชเอนจินและยูทูป ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีมาก มีคนไทยแค่ไม่กี่คนที่ได้ใช่แอปเปิ้ล
      แต่ทุกคนที่เล่นเน็ตได้เคยใช้บริการของกูเกิ้ลแล้วทั้งนั้น

    • ผมมองว่ามันพัฒนามาคู่กัน ถ้ามีแต่กูเกิล ไม่มีสมาร์ทโฟน life style มนุษย์ก็ยังคงต้องพึ่งหนังสืออยู่ดี

    • เค้าหมายถึงการเปิดตัว สมาทโฟน เปิดแรกๆคนใช้ในไทยยังน้อยต่อมาคนใช้เรื่อยๆเยอะขึ่น แอพเยอะขึ้นe-book มากขึ้นซึ่งมันต้องใช้เวลาถ้าดูจากกำไรก็น่าจะ4-5ปี จนคนไม่ซื้อหนังสืออ่านอ่าน e-book กันเลยกำไรน้อย

    • ผมว่าแอดมินเค้าเปรียบเปรยมากกว่านะคับ เพาะถ้าพูดถึง smart phone จิงๆ ผมมองว่าคือ iphone นะ เพราะพวก android นี้มาฮิตหลังๆเลยคับ ทำให้คนไม่นิยมซื้อหนังสืออ่าน แต่โหลดเอาจาก e book ง่ายกว่า แถมไม่บุบสลายด้วย หนังสือได้ความคลาสสิค แต่ขาด เปียกน้ำ เจอไฟเผาได้คับ

  • ขนาดหนังสือนิตยสาร รายเดือน รายสัปดาห์ ที่ดังๆยุคก่อน ยังต่อปิดตัวลงเลยครับ แล้วร้านหนังสือจะอยู่ได้อย่างไร กับแนวโน้มที่เปลี่ยนไป อย่างนี้มันขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารครับ

  • ถ้า5ใน10คนยังจับมือถืออ่านไลน์และเฟส ยังงัยแล้วร้านหนังสือใกล้จบ เพราะไม่มีเวลามาอ่าน

  • เราไม่ชอบ e-book มันแสบตา เสียสายตา เราชอบอ่านหนังสือ ราคาไม่แพงหรอก ถ้าแลกกับความบันเทิงหรือความรู้ที่ได้

  • ห้างใน กรุงเทพ แทบจะไม่มีร้านขายดีวีดีแล้ว. ส่วนร้านหนังสือก็ไม่ได้ขายหนังสืออย่างเดียวอีกต่อไป…..ต้องปรับเพื่อให้อยู่รอด

  • ผมไม่เชื่อตัวเลขกำไรที่เปิดเผยเท่าไหร่ ยังไงบริษัทก็ต้องมีนักบัญชีเก่งๆเยอะ
    แต่เชื่อในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ของโลกที่เปลี่ยนไปเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ

    • บริษัทนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบัญชีเปิดเผย ออกมาโดยมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีใบประกอบวิชาชีพครับ

    • คือดูยอดขายจะชัดครับ ถ้ากำไรลดยอดขายโตต่อเนื่อง ไม่ค่อยน่ากลัว แต่ case นี้น่าจะยอดขายลดลงครับ

    • เชื่อเถอะครับว่าบริษัทนีกำไรลดลงจริงๆ ที่บ้านผมทำธุรกิจหนังสือเเละก็ส่งให้กลับที่นี่ด้วยครับ ทุกวันนี่ไปวางบิลเก็บเงินจ่ายที่ 20-30 % ของยอดที่ขายได้ทั้งหมด เชื่อเถอะครับว่ามันจริง

  • ก่อนยุคอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยล ทุกสัปดาห์ต้องซื้อหนังสือที่ซีเอ็ด1เล่ม เดี๋ยวนี้เหลือปีละไม่กี่เล่ม

  • ลองเปลี่ยนเป็นที่นั่งอ่านหนังสือสิครับแบบร้านกาแฟผมว่าน่าจะมีคนมานั่งเยอะอยู่ กาแฟหอมๆ นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ

  • ยังงงอยู่ว่าเกี่ยวอะไรกับไอโฟนเปิดตัวอะ กำไรก็พุ่งอีกตั้ง5ปี ถ้าเกี่ยวกับไอโฟนกำไรมันต้องลดตั้งแต่ปีแรกหรือปีที่2ที่ไอโฟนเปิดตัวแล้วดิ

    • คนหันมาอ่านทางไอโฟนมากขึ้น ชื้อหนังสือมาอ่านน้อยลง ส่วนตัวเองก้ เป็นค่ะเคยเป็นสมาชิกซีเอ็ด ซื้อมาอ่านตลอดเลย ตอนนี้ไม่ซื้อมาสิบปีแล้ว

    • Sunee Dampet ตอนแรกก็เข้าใจแบบนั้นค่ะ แต่ซีเอ็ดยังทำกำไรต่อเนื่องหลังจากไอโฟนเปิดตัวมาตั้ง5ปี เลยคิดว่าเกี่ยวอะไรกับไอโฟน

    • คือหลังจากไอโฟนเปิดตัวแรกๆ คนไทยก็ยังอ่านหนังสือกันปกติ เพราะยังไม่ได้ใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ มากนัก จนกระทั่งนักพัฒนาปรับปรุงสร้างสรรค์แอพออกมาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ จะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่ปี55 ความนิยมในการใช้งานอ่านข้อมูลต่างๆ ผ่านมือถือเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดกำไรหลังจากนั้นลดลงต่อเนื่อง สถานการณ์ต่างๆ เลยทำให้เกิดผลกำไรขาดทุุนเช่นนี้น่ะ

    • พอมืสื่ออินเตอร์เน็ต สื่อต่างๆ คนจะหันมาสนใจหนังสือน้อยแล้วล่ะค่ะ เหมือนเด็กติดโทรศัพท์ก้อไม่อ่านหนังสือ น่าจะอย่างนี้นะคะ

    • ทุกคนไม่ได้ซื้อ ไอโฟน รุ่นแรก ทันทีครับ แต่ไอโฟนของสตีฟจอบส์เป็นตัวจุดประกายให้มีสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆหลังจากนั้น

      คนเริ่มนิยมใช้ facebook line และดูข่าวสารต่างๆในมือถือกันมากขึ้น facebook เปิดตัวในปี 2549 แต่คนไทยมานิยมใช้กันจริงๆ ปี 2555 และ line ก็คนไทยนิยมใช้ปี 2555 เช่นกัน

      Iphone คือจุดเริ่มต้นของแอพต่างๆครับ และ พฤติกรรมคนจะค่อยเปลี่ยนๆหลังจากนั้น นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม 5 ปีหลังจากไอโฟนรุ่นแรกออกถึงเห็นผลว่ากำไรพึ่งตก เพราะการเปลี่ยนแปลงมันมีผลต่อเนื่องของมัน ไม่ใช่เปลี่ยนทันทีทันใดในปีเดียว

    • มันไม่ได้เกิดไอโฟนมาแล้วทุกคนจะอ่านหนังสือน้อยลงทันทีครับ มันคือ effect หลังจากที่ไอโฟนออกมาแล้ว มันคือการค่อยๆปรับเปลี่ยนของคน

    • ไอโฟน ออกใหม่ๆราคายังแพงยังไม่มีระบบผ่อนซื้อ กำลังซื้อไอโฟนเลยยังน้อยอยุ่ หนังสือยังพอขายได้ เลยยังพอมีกำไรอยุ่ค่ะ

    • IPhone ก็เหมือนเรียกผงซักฟอกว่าแฟ้บ….เดี๋ยวนี้โทรศัพท์ยี่ห้อไหนก็อ่านได้แล้ว..เอาเวลาไปดูหนังดูคลิปสารพัด…

    • ถึงจะมีโทรศัพท์ แต่เราก็ยังพาลูกไปนั่งอ่านหนังสือที่ซีเอ็ดและซื้อมาอ่านที่บ้านค่ะ ลูกชอบชวนไปร้านหนังสือ อยู่ที่พ่อแม่จะสอนอะไรให้ลูกมากกว่าค่ะ (ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ)

    • ขนาดศูนย์หนังสือจุฬายังเงียบเลย ดีที่ยังพอมีหนังสือเรียนชั้นอนุบาล – มหาวิทยาลัย เป็นยอดขายหลัก

    • รักอ่านหน้าใหม่เกิดขึ้นจากผู้ใช้สมาร์ทโฟนครับ และพอนักอ่านผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น นักเขียนคอนเทนต์จึงหันมาเขียนออนไลน์แทน ผู้เขียนและผู้อ่านมาเจอกันในออนไลน์ ย้ายจากที่เคยเจอกันที่ซีเอ็ด

    • นอกจากหนังสือก็มีนิตยสารที่คนไม่ซื้ออ่านแล้วเพราะ content ที่อยากอ่านมันย้ายไปอยู่บน face line เรื่องราวเพื่อนๆที่ไม่เคยได้รับรู้ไม่เคยได้อัพเดทก็เกิดขึ้น ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้แย่งทรัพยากรที่เรียกว่า “เวลา” ไปหมด จากที่เคยว่างอ่านนิตยสาร อ่านนิยาย อ่านหนังสือที่สนใจ. กลายเป็นว่าเอาเวลาไปใช้กับแอพโซเชียลจนหมด

      ช่วงก่อนที่จะเลิกซื้อนิตยสารกับหนังสือจริงๆจังๆ ก็เพราะสังเกตได้เองว่าเวลาซื้อหนังสือมาเราแทบจะไม่ได้เปิดมันอ่านเท่าไหร่ บางทีผ่านไปปักษ์นึงแล้ว ปักษ์เก่ายังไม่แกะเลย ไปงานหนังสือ หอบหนังสือกลับมาเป็นลัง ปีที่แล้วอ่านยังไม่หมด ปีใหม่มาอีกแล้ว ก็เป็นอันเลิกซื้อ
      หรือหนักหน่อยก็อ่านๆไปแล้วพบว่าไอ้ที่อ่านๆอยู่มันผ่านตาเราไปเรียบร้อยแล้วจากมือถือเพราะบางหัวก็มักง่ายเอาเรื่องในเนทมาลงในนิตยสารซะงั้น

      เขาถึงว่า content is the king ถ้าบทคความไม่เจ๋งพอก็เตรียมตัวเจ๊งได้เลย

    • อ่านหนังสื่อผ่าน tablet นิตยสารผ่าน tablet มือถือ อ่านข่าวสาร ข้อมูลผ่านอินเตอร์เนท พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ของแบบเดิมที่เคยขายได้ก็ขายไมาได้ต้องคิดค้น รูปแบบ ธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ปรับตัวตามพฤติกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนถึงจะอยู่รอด ธรรมชาติคือการปรับตัว ครับ

    • ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ร้านหนังสือแวะอยู่เสมอ ห้องสมุดเข้าประจำ. พอมีสื่ออิเล็คทรอนิกส์เลยอ่านสมาตโฟนตลอดเพราะจะอ่านตอนไหนก้อได้ ขนาดหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้เปิดอ่านเลยค่ะ เดี๋ยวนี้ห้องสมุดไม่ค่อยได้เข้าร้านหนังสือก้อไม่ค่อนแวะค่ะ

    • แหมทำเป้นงงพอคุณมีสมาร์ทโฟนใครจะอ่านหนังสืออ่ะ…ช่วยกันซื้อพ้อกเก้ตบุคเถอะค่ะ

    • ตามวิวัฒนาการค่ะ ไอโฟนรุ่นแรกๆการใช้แอฟ e book อาจจะยังเข้าไม่ถึง หลังๆพัฒนา คนนิยมอ่านจากไอโฟนมากขึ้น ร้านหนังสือก้อเลยมียอดที่ลดลง เหมือนสื่อต่างๆ ไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ค่ะ

    • คุณเจ้าของบทความน่าจะหมายถึงผลกำไรร้านหนังสือตกเพราะเฟสบุ๊ค และเฟสบุ๊คเกิดได้เพราะสมาร์ทโฟนที่ไปเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอีกที

      แต่กำไรหนังสือไม่ได้ตกเพราะไอโฟนเปิดตัวนี่ครับ

      และบทความนี้ก็ไม่ได้บอกว่าคนหนีจากหนังสือไปใช้เฟสบุ๊ค

      มันก็จะ งงๆหน่อยๆครับ

    • นวัตกรรมการขยายหน้าจอด้วยนิ้วมือนี่แหละครับ ตัวช่วยให้คนสนใจการเล่นอินเตอร์เน็ตบนมือถือง่ายและสะดวกขึ้น

    • ปี 2553 นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการมี iPad พร้อมกับ iBook และ iTune Store นั่นคือจุดเปลี่ยนธุรกิจทุกอย่างในระบบทั้งหมดครับ

      ผลคือ ร้านเช่าหนังวีดีโอ ร้านเพลง ร้านหนังสือทั้งแบบขายและเช่า รายการวิทยุ และ รายการทีวี ล้วนทั้งหมดพังพินาศ มาพร้อมกับสิ่งใหม่ๆ ที่ปรากฎในออนไลน์แทนไงครับ

    • เหมือนกันเลยค่ะ อ่านจากมือถือ ไอแพด คอม แล้วปวดตา อ่านจากหนังสือดีกว่า อ่านได้นานกว่าด้วย

    • คนเริ่มหาขอมูลง่ายขึ้น ไม่ต้องไปค้นหาในหนังสือตำราจากร้านไงครับ สงสัยอะไรเดี๋ยวนี้หาง่ายเหมือนมีตำราอยู่ในมือถือ

    • สิ่งที่ล้ำสมัย (ทันสมัยยังสู้ล้ำสมัยไม่ได้) ไล่สิ่งที่ล้าสมัยไปเรื่อย ๆ จนล้มหายตายจากไปในที่สุด มองอย่างพ่อค้านักการตลาดแล้วจะเห็นว่าผู้บริโภครุ่นใหม่มีทางเลือกในการแสวงหาข้อมูลความรู้ต่าง ๆ จากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, โน้ตบุ๊ค, แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนตั้งแต่เริ่มมีการใช้อินเตอร์เน็ทมากขึ้นแทนที่จะไปหาจากห้องสมุด, ร้านหนังสือหรือแม้แต่พจนานุกรมบนชั้นวางหนังสือของตัวเองก็แทบจะไม่ได้หยิบอีกแล้ว ต่อไปหนังสือจะเหลือแต่นิยายและการ์ตูนลิขสิทธิ์ที่หาอ่านทางอินเตอร์เน็ทไม่ได้เท่านั้น

  • ปัจจัยด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ ยังไม่ได้นำมาวิเคราะห์ ดูที่พฤติกรรมการใช้สมารท์โฟนอย่างเดียวคงไม่พอมังครับ

  • ผมเป็นลูกค้าประจำร้านซีเอ็ดเลยครับ
    ร้านซีเอ็ดทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าถึงหนังสือใหม่ แม้ว่าจะช้ากว่าที่กรุงเทพก็ตาม แต่เร็วกว่าร้านหนังสือดั้งเดิม
    อยากเป็นกำลังใจให้ร้านหนังสือซีเอ็ดครับ

  • เราคนหนึ่งตอนนี้ดูแต่เฟคบุค ยูทูป ติดตามข่าวสารต่างๆนา จะไม่ค่อยได้อ่านได้ดูหนังสือ นิตสารต่างไม่ซื้อเลย

  • เนื้อหาในหนังสือไม่ใช่ความลับเหมือนสมัยก่อน เพราะได้เห็นทางสื่ออื่นมาบ้างพอสมควรแล้วครับ การซื้อคือการตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดอีกนิดหน่อย คนเขียนกับสำนักพิมพ์ไม่ควรตั้งราคาแพงครับถ

  • Se-ed การที่จะโตได้มันยากมากแล้วครับ เว้นแต่จะแตกไลน์การผลิตให้ตัวเองอยู่รอด ตามฉบับหุ้นตะวันตกดินแต่จากงบ Q1/2560 เองก็ยังถือว่ามีการบริหารงานที่ดีขึ้น ทั้งขาดทุนที่ลดลงไปถึง9.903M ไหนจะมีEbitda ที่โตขึ้น แต่อย่างว่าครับถ้ายังไม่แตกไบน์ไปทำอย่างอื่น ก็คงไม่รอด ตามๆดูกันไปครับ ว่าผู้บริหารจะมีแนวทางยังไง

  • se ed ไม่รุกตลาดออนไลน์เลย ออฟไลน์ก็ไม่รุก หนังสือที่แปลกกว่าร้านอื่นก็ไม่ค่อยมี มันเลยกลายเป็นว่า ซื้อร้านอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร สือเหมือนกัน ราคาไกล้ๆกัน

  • ก็ยังพยายามไปอุดหนุนอยู่บ่อยๆนะครับไม่อยากให้ธุรกิจนี้ปิดตัวลง หนังสือดีๆหายากครับ ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ แบบสะดวกที่ยังติดต้องแวะเข้าไปหาดูหนังสือเสมอมา ครับ ไม่อยากให้เลิกไปครับ

  • ที่ออสเตรเลีย หนังสือใช้กระดาษรีไซเคิลถนอมสายตา ปกบาง ราคา $12.99 ซึ่งต่ำกว่ารายได้ 1ชม. อีก

  • ผมว่าการเข้ามาของอุปกรณ์พกพามีส่วนอย่างยิ่งชนิดที่เรียกว่ามหาศาลเลยก็ว่าได้ ยังไง? สมัยก่อนตอนผมเรียนทุกคนจะมีดิกชันนารี่ติดตัวคนละเล่มๆ ร้านหนังสือในตอนนั้นก็มีให้เลือกหลายร้าน แต่ยังไงๆก็ต้องเข้าไปเลือกเล่มดีๆอ่านง่ายๆจากร้าน แต่สมัยนี้มีแค่แอพลิเคชั่นตัวเดียว จบ ค้นหาคำศัพท์ได้เลย ไม่ต้องมานั่งเปิดไม่ต้องพกพาให้หนัก หรือขอบข่ายอื่นๆอย่าง หนังสือติวสอบ หนังสือเฉพาะทาง แนวข้อสอบ อ่านเล่น เกือบทุกอย่างมีให้โหลดในอินเตอร์เน็ต โดยผ่านเครื่องมือพกพาที่ว่า สมัยก่อนผมยังจำบรรยากาศที่ต้องไปนั่งหาหนังสือติวสอบได้เลย เตรียมเงินไปหลักพันต้นๆ ไปหาที่สาขาใหญ่ๆ แต่สมัยนี้ไม่ต้อง ทั้งแนวข้อสอบ เฉลย ในอินเตอร์เน็ตมีหมด แถมยังมีให้ทดลองทำอีก ส่วนคนที่ีทำก็ไม่ใช่ใครเผลอๆจะเป็นเจ้าเดียวกันกับที่เคยทำหนังสือแต่ผันตัวมาทำเป็นสื่อออนไลน์แทน

  • หนังสือแพงขึ้นก็จริง แต่การอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ก็อ่านสบายกว่า น่าจะเน้นการขายออนไลน์ ให้เข้าถึงได้ง่ายๆ เสมือนไปที่ร้านจริงๆ

  • โดยส่วนตัวมองว่า หนังสือ ยังเป็นที่ต้องการค่ะ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าหนังสือที่ขายไม่ได้คุณภาพเป็นที่ต้องการหรือป่าว e-book แค่ฉาบฉวยค่ะ ปวดตา และ feeling จะต่างกับหนังสือมาก ส่วนในกรณี หน้าร้านตอนนี้ เข้ายุค online หมดแล้วคงยากที่จะขยายยกเว้นหน้าร้านจะมีการรีนูเวทเพิ่มเพื่อให้เป็นsignager และเป็นมากกว่าแค่ร้านขายหนังสือ

  • เสน่ห์ของหนังสือคือได้อ่านและได้สะสมหนังสือดีๆที่ชอบเอาไว้…เชื่อว่ายังขายได้แต่อาจเพิ่มช่องทางขายทางออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

  • เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยซื้อหนังสือที่ SE-ED ละครับ เพราะมันเป็นร้านหนังสือที่มีหนังสือขายแค่ 50-60% ของพื้นที่ …ผมเข้าร้านหนังสือจะซื้อหนังสือ ไม่ได้อยากซื้อขนม ตอนนี้เป็นแฟน Kinokuniya อย่างเหนียวแน่น

  • ต่อให้มี e-book ผมก็สนุกกับการอ่านหนังสือจริงมากกว่า มันไม่ปวดตา ผมว่าผิดประเด็นมากกว่า คนอ่านหนังสือน้อยลงมากกว่าคือประเด็น

  • หนังสือเดี๋ยวนี้แพงหนังสือต่างๆๆก็เริ่มหายไปที่ละเจ้า. เจ้าของเลยไปขาย. MK ดีกว่ากำไรดีกว่าเยอะ. กิๆๆๆ

    • จริงครับ หนังสือเพิ่มราคาขึ้นมากต้องลองย้อนดูหลายๆปี ทั้งที่เนื้อหาไม่ได้มีอะไรมาก และพอสัปดาห์หนังสือก็เอามาลดราคา… ซึ่งตรงนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การซื้อหนังสือลดลง

  • แต่งานสัปดาห์หนังสือ จัดกี่รอบก็คนมหาศาลทุกรอบ มองว่าคนอั้นไปซื้อในงานรึเปล่า เพราะได้ครบทุกเล่มทุกสนพ. แถมส่วนลดเยอะด้วย

  • ถามว่าทำไมไม่ชอบเข้า SE-ED ทั้งๆที่ชอบเข้าร้านหนังสือมาก

    เพราะเดินเข้า SE-ED แล้วเหมือนเดินเข้า 7-11 กว่าจะเดินไปถึงชั้นหนังสือจริงต้องฝ่าด่านขนม ของกิน ของเล่น วิตามิน ฯลฯ
    ในขณะที่เข้าร้านนายอินทร์ หรือ KINOKUNIYA มันได้บรรยากาศของร้านหนังสือจริงๆ

    (อีกร้านที่ขนมเยอะเหมือน SE-ED คือ B2S แต่อันนั้นงานหลักเค้าคือ Stationary มากกว่า หนังสือคือเรื่องรอง รอดไป)

  • แต่ยังมีเราที่ยังไงก็ยังชอบซื้อหนังสืออยู่ดี เพราะเมื่อเราอ่านจบแล้วเล่มที่ชอบก็อาจจะเก็บไว้แต่ถ้ามันมีประโยชน์กับคนอื่นมากกว่าเราก็มักที่จะส่งต่อให้คนอื่นมากกว่า นี่แหละเหตุผลที่ซื้อหนังสือมาตลอด

  • ปัญหาราคาแพงเกินไป ปัญหา Content ยังไม่ค่อยหลากหลาย และสุดท้ายปัญหาด้านคุณภาพของเนื้อหา ครับผม

  • เนื่องจากดิฉันไมได้ติดตามวงการนี้มาพักหนึ่ง แต่ช่วง 4-5ปีก่อน ซื้อหนังสือบ่อย ก็พบว่าcontent มันไม่น่าสนใจเหมือนเมื่อก่อน บวกกับ ราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับอินเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื้อหาหลากหลาย เข้าถึงง่าย และ เร็ว เลยทำให้ความสำคัญของหนังสือน้อยลงไปด้วยหรือเปล่า

  • ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการร้าน SE-ED เป็นประจำและสม่ำเสมอในช่วง 5-6 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันซื้อน้อยมาก เพราะราคาหนังสือ ณ ตอนนี้ราคาสูงกว่าก่อนมากมาย(ทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตไม่น่าจะขึ้นมามากซักเท่าไหร่) เคยคิดเหมือนกันว่า ณ ตอนนี้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะดูหรือเลือกซื้อ E-Book มากกว่าตัวเล่มหนังสือเสียอีก แต่ผมคิดว่าเสน่ห์ของหนังสือมันยังมี ทั้งคุณค่า ทั้งเรื่องราวของประวัติศาตร์ รวมไปถึงความรู้สึกที่ E-Book ไม่สามารถให้เราได้ #เชื่อว่าหนังสือยังคงอยู่กับเราอยู่ครับ

    • เห็นด้วยค่ะ การอ่านหนังสือจากตัวเล่มเป็นอะไรที่มีเสน่ห์มากๆ แต่จากการที่ผู้ผลิตตั้งราคาหนังสือสูงขึ้น ทำให้ในการซื้อหนังสือแต่ละครั้งต้องพิถีพิถันมากขึ้นไปด้วย

    • ยังคงรักหนังสือ แต่เมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามมีบทบาทมากขึ้น หนังสือราคาสูง กลายเปนว่า 99%เปิดหาเปิดอ่านในมือถือเอาได้..

    • เห็นด้วยที่ว่าปัจจุบันราคาหนังสือสูงเกินไปครับและหนังสือยังคงมีเสน่ห์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคนรุ่นใหม่ๆจะมีความคิดเดียวกันหรือเปล่าครับ

    • ตอนแรกก็เคยคิดเหมือนกันว่า E-book จะสามารถมาแทนเล่มหนังสือได้จริงๆไหม เลยทดลองอ่านหนังสือ text book วิชาเรียน ใน iPAD เมื่อตอนเรียน ป.โท สุดท้ายไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองนะครับ คือ เหมือนกับอ่านไม่ค่อยเข้าหัวครับ คือรู้เรื่องอะรู้เรื่อง แต่เหมือนกับจำไม่ค่อยได้ สุดท้ายก็ต้อง Print มันออกมาเพื่อมาอ่าน โดยสรุปแล้วสำหรับตัวผมเอง ผมว่าการที่ผมได้เอามือทั้ง 2 ข้างจับปีกหนังสือแล้วค่อยๆอ่าน มันเป็นอะไรที่วิเศษมากครับ เหมือนกับเป็นการรับจิตใจ ความรู้ และสิ่งที่หนังสือนั้นอยากจะถ่ายทอดออกมา(ถ้ามันมีชีวิต) ผ่านเข้าสู่สมองโดยตรง และตัวเล่มหนังสือนั้นสามารถสร้างความผูกพันธ์ ความทรงจำ ในตอนนั้นสำหรับผมได้ #มากกว่าหนังสือคือความผูกพันธ์ #มากกว่าความผูกพันธ์คือความทรงจำที่อัดแน่นอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง

    • สนันสนุนการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มากกว่า อ่านผ่านอีบุ๊ค เช่น สบายตา ไม่ต้องเพ่งสายตานานๆ อ่านเมื่อไร ใช้ที่คั่นหนังสือกั้นไว้

  • ล่าสุดผมดูออนไลน์จะสั่งซื้อ..ในสต้อกขายออนไลน์เกลี้ยง….แต่ตามสาขามี สรุปต้อง walk in ไปซื้อที่ร้านไใสะดวกเลย……..แปลวาาคนชอบซื้อออนไลน์จำนวนไม่น้อย

  • หนังสือออกช้ากว่า book friend และโปรไม่หลากหลาย point เอาไปทำรัยไม่ค่อยได้ ปรับการตลาดเสียหน่อยน่าจะดูดีขึ้นครับ

  • แนะนำการจัดร้านให้น่าสนใต ทันสมัย คนขายต้องแนะนำหนังสือได้ รุกตลาด online
    , social media ในการนำเสนอ หนังสือ e book ลดเปอร์เซ็นต์ มีคนคอยตอบในการซื้อสินค้า

  • ก็เห็นพยายามแตกแนวนะครับ หลังๆขายของเล่นขายเครื่องเขียน คงรู้ว่าระยะยาวคงไม่น่ารอด ซักพักคงย้ายไปขายเครื่องสำอางเหมืองแมงป่อง และ rs

  • ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งก็มาจากสัปดาห์หนังสือ ปีละสองครั้งด้วย
    พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหมด

  • 1. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป อ่านหนังสือกระดาษน้อยลง แต่อ่านจาก mobile device มากขึ้น คนที่นิยมชมชอบการอ่านในรูปแบบหนังสือถามว่ายังมีอยู่ไม๊ ตอบว่ามี แต่เป็นกลุ่มน้อยมากๆ

    2. หันมาดูเรื่องวารสาร หนังสือพิมพ์ ยอดขายน่าจะลดลงฮวบฮาบ บรรดาสำนักพิมพ์ก็ทยอยปิดตัวลง

    3. บริษัทพยายามปรับตัวโดยการเอาสินค้าอื่นที่ไม่ใช่หนังสือมาขายมากขึ้น แต่จากผลประกอบการสะท้อนว่า “เหนื่อย”

  • เค้าว่าน่าจะเป็นช่วงอิ่มตัวนะ เพราะเปิดก็นานแล้ว ได้แค่ต้องเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ เพราะจัดโปรอะไรก็ไม่ฮือฮาเหมือนแรกๆแล้ว

  • ร้านที่อยู่ตามห้างหรือทำเลดีๆ เช่น พารากอน สยาม ปิดตัวไปแล้วค่ะ ทั้งๆ ที่ควรจะเป็น flagship ที่ดี

  • เท่าที่เคยใช้บริการสั่งซื้อออนไลน์ ระบบสต็อคเค้าดีมากนะ แล้วระบบ logistics ก็ดีมากด้วย สามารถดึงหนังสือจากสาขานึง (ต่างจังหวัดไกลๆ) ไปให้ลูกค้ารับอีกที่ได้ (กรณีเราคือสาขาในกทม.)โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับลูกค้า รวมทั้งหาหนังสือที่ไม่ผลิตแล้วให้ได้ จริงๆ ตรงนี้น่าจะไปใช้ต่อยอดอะไรได้อีก

  • ด้วยความเคารพ ทั้งคำถามก็ผิดแล้วครับ
    2550-2555 กำไรยังเติบโตอย่างสวยงาม มั่นคง
    ไม่เกี่ยวอะไรใดๆกับปี2550 และปีเกิดของiPhoneเลยนะครับ

    คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นในปี 2556 ต่างหาก
    กำไรลดลงอย่างพรวดพราด เหลือเพียง 72 ล้าน ลดลง 2/3 ในปีเดียวครับ

    • จากภาพนี้ ชัดเจนมาก การตกต่ำเกิดขึ้นในปี 2556 และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

      ซีเอ็ดเองพูดถึงเรื่องนี้ ว่าเกิดจาก การเติบโตของ social media ต่างหาก คนจึงมีพฤติกรรมที่ใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยลง

    • เห็นด้วยครับว่า social media มีผลอย่างมาก สมาร์ทโฟน เป็นจุดเริ่มของโซเชียลมีเดียอีกทีหนึ่งครับ
      iphone เริ่มต้นปี 2007
      และ facebook line เป็นที่นิยมได้ เพราะพฤติกรรมคนดูจากมือถือ smartphone ครับ

      เพราะจริงๆแล้ว facebook เปิดตัวในปี 2006 ก่อน iphone เสียอีก

      แต่ยุคนั้นคนยังใช้ facebook จาก desktop เป็นส่วนใหญ่

      ที่ช้าไป 5 ปี เพราะพฤติกรรมคนค่อยๆเปลี่ยน

      ต้องยอมรับว่า facebook line ใน desktop ไม่อาจมาแทนพฤติกรรมคนอ่านหนังสือได้

      แต่ facebook line ใน mobile มาแย่งเวลาคนอ่านหนังสือไป

      จะเรียกได้ว่า smartphone และ social media เป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ครับ

    • หนังสือขายได้น้อยลง กำไรจึงน้อยลง สังเกตุว่าปีหลังๆ ซีเอ็ดปรับกลยุทธ์ด้วยการ นำสินค้าอื่นมาขาย ถ้าจะให้ดี แบรนด์ ซีเอ็ด ยังขายได้ ควรจะมาทำการตลาดหนังสือออนไลน์ ประเภทซื้อลิขสิทธ์ อีบุ๊ค แต่ถ้าเริ่มมาทำตอนนี้เกรงจะไม่ทันเจ้าอื่น

  • ตอนเด็กๆเข้า se ed บ่อยนะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเข้า asia bookแทนแล้ว ในse edไม่ค่อยมีหนังสือที่อยากอ่านแล้วอ่ะ

  • ฟิลในการอ่านต่างกันพอสมควรไม่นับรวมนิตยสารทั่วไป ปวดตาด้วยอ่านในเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ชอบแบบจับต้องได้มากกว่า ต้องไปดูคอนเทนหนังสือในซีเอ็ดเองแล้วล่ะ ที่เห็นก็มีข่าวพวก ebook ยอดก็ตกลงพอสมควรเหมือนกันคนหันกลับมาอ่านหนังสือแบบเดิม

  • ต้องปรับตัวให้อยุาได้เหมือน B2S ที่เหมือนร้านสะดวกซื้อทางด้านหนังสือและเครื่องเขียนพร้อมทั้งเพลง น่าจะปรับคืนกำไรได้นะครับผมว่า

  • คนอย่างเจ้าของ MK ซึ่งเป็นกำลังสำคัญคงไม่ปล่อยร้านหนังสือที่สร้างมากับมือพังแน่นอนดูกันต่อไป

  • ก่อนปี 2555 ยังใช้ nokia ธรรมดา รุ่นexpress music

    จริงๆก่อนนั้น 3-4ปี ประมาณ2550 เคยใช้ o2 แต่ก็ไม่ใช่เพื่อเล่น อินเตอร เนต เพราะ เนตตอนนั้น ช้ามาก และแพงมาก และเครื่องก็ไม่ค่อยเสถียรพอจะใช้เนตเยอะๆ

    คิดว่า การมาของ Line มากกว่าที่เป็นจุดเปลี่ยนของทั้งหมด… การมาของ line ทำให้จำเป็นต้องซื้อ มือถือ ที่ใช้เนตได้ —> หลังจากนั้น ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไป เริ่มใช้อินเตอรเนตในมือถือ เล่นเนต บ่อยขึ้น … เปิดหาข้อมูลนั่นนี่ … เริ่มติด facebook บ้าง…. ชีวิตประจำวัน หมดไปกับ เนต ที่พกติดตัวได้ อยากรุ้อะไรก็ถามgoogle

  • คนซื้อหนังสือน้อยลงเป็นความจริง. แต่การอ่านตัวอักษรที่พิมพ์บนกระดาษเมื่ออ่านนานๆบ่อยๆ ถนอมสายตากว่า ……ซึ่งเหมาะกับเด็กๆและนักเรียน ถ้าผมเป็นSeEd. คงต้องจับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก ตอบสนองความต้องการต่างหนังสือของเล่น อุปกรณ์เครื่องเขียน …แน่นอนไม่มี Talking Dict นสพ. นิตยสารทุกปักษ์ แน่ๆ

  • วันนี้ผมเพิ่งเข้าไปที่ SE-ED แล้วก็เกิดความคิดเลยว่า คนน้อยจัง สงสัยคนจะอ่านหรือดูจากมือถือ จนทำให้การอ่านน้อยลง แต่ร้านก็ดีนะครับมีเพิ่มพวกของเล่น ของใช้อื่นๆเพิ่มเข้า เห็นเด็กๆเข้ามาเลือกอยู่

  • ควรวิเคราะห์ว่า ใครซื้อหนังสือ ประเภทใดในซีเอ็ด และเหตุใดเค้าจึงซื้อหนังสือนั้นๆน้อยลง เช่น

    – หนังสือโปรแกรมคอม cad excel programming ต่างๆ หลายๆปีมานี้ มีเวบสอน เรียนออนไลน์มากมาย ซึ่งดีมากๆ และราคาถูกกว่าหนังสือซะอีก
    ยอดขายหมวดนี้ น่าจะตกลงอย่างรุนแรงมาก

    – หนังสือนิยาย ไม่น่าลด

    – การ์ตูน น่าจะลดมาก เพราะ อ่านในเวบได้ง่าย

    – ความนิยมใน google

    – การใช้เวลาใน social มีเดีย ทำให้อ่านหนังสือน้อยลง

    – การเกิดขึ้นของ e-commerce ในไทย ลูกค้าหันไปซื้อออนไลน์ เพราะถูกกว่า ง่ายกว่า

    – การลดสัดส่วนการขายหนังสือ ไปขายขนม เก้าอี้ อุปกรณ์ไฟฟ้า อันนี้ คือ การฆ่าตัวตายทางแบรน ซีเอ็ดจะขายทุกอย่าง สุดท้ายคือแพ้ในทุกอย่างครับ พลาดมากๆ

    • นิยาย ลดค่ะ
      เราคนนึงที่ไม่ค่อยได้ซื้อนิยายจากซีเอ็ด
      วรรณกรรมดีๆ ซีเอ็ดไม่ลงขายค่ะ มีแต่นิยายแจ่มใส นิยายวัยรุ่น นิยายอีโรติก
      ไม่ปลื้มค่ะ
      เข้าซีเอ็ดเดี๋ยวนี้ แทบไม่ได้อะไรติดมือออกมาเลย

    • การมาของ iphone + เฟสบุค + youtube ทำให้เกิดยุคสมาทโฟน + โซเชียลมีเดีย. เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งโลก
      “สตีปจ๊อปเปลี่ยนโลก”
      “มาร์คเปลี่ยนโลก”
      เรากำลังอยู่ในโลกยุคนี้. อะไรๆที่ล้าสมัยก็ต้องได้รับผลกระทบไป

  • เสียดายอ่ะ e book ดีๆปัจจุบันยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับหนังสือกระดาษ
    บางครั้งหนังสือมันสอดแทรกข้อมูลที่เราหาไม่ได้ง่ายๆตาม net เพราะข้อมูลเชิงลึกเขาไม่เขียนให้คุณฟรี

    ถ้า se ed อยู่ในภาวะขาดทุนจริง จะเป็นปัญหาการหาหนังสือดีๆ ของคนต่างจังหวัดจริงๆ ซึ่งการสั่งออนไลน์ไม่ตอบโจทย์หรอก เพราะเราไม่รู้เนื้อหาข้างในล่วงหน้า

  • ส่วนตัวนะคะ เลิกซื้อซีเอ็ดเพราะไม่มีโปรโมชั่นดีๆค่ะ และสาขาแถวบ้านพนักงานบริการไม่ดีเลย

  • มันไม่เกี่ยวกับไอโฟน ไลน์ เฟชบุค ป่ะ
    แต่เดินเข้าไปในซีเอ็ดปัจจุบันนึกว่าเดินเข้าร้านขายของชำ
    เดินเข้าไป เจอทั้งข้าวสาร ยาลม ยาดม ยาหม่อง ขนมกินเล่น หมอนรองคอสุขภาพ กระเป๋าเยอะแยะ ของเล่นเด็ก เก้าอี้ สนง. ยังมีขาย
    แต่ชั้นวางหนังสือน้อยลง เป็นร้านหนังสือที่เคยมีหนังสือเยอะมากให้เลือก แต่กลับคิดขยายตลาดแบบผิดทาง กลายเป็นร้านชำ
    แล้วคนจะเดินเข้าไปทำไม หนังสือตัวอย่างก็น้อย ถามหาบางเรื่องก็ไม่มี ไม่เอาลง คนเลยไม่สนใจเข้าไป และเลือกซื้อหนังสือออนไลน์ไง จัดส่งก็ไวด้วยสมัยนี้

  • ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ. ซื้อเยอะแต่ละปี. ปีนี้เลิกซื้อนิตยสารทุกฉบับจริงๆ. หนังสือดีดีก็ยังสะสมไว้ครับ.

  • หนังสือราคาแพงขึ้น ความรู้หาได้จาก Google ในเว็บที่มี reference ที่น่าเชื่อถือ หรืออาจเป็นบทความจากงานวิจัยหลายๆงาน ของตปท.ก็มีเยอะแยะ คิดว่าไม่เกี่ยว iphone นะ

  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยี ทำให้เหลือกลุ่มผู้บริโภคเล็กๆกลุมเดียวที่ยังชื่นชอบที่จะเปิดหนังสืออ่านแทนที่จะอ่านจาก gadget ระยะยาวน่ากลัวครับ

  • ถ้าตัดคำว่า”ไอโฟน”ออกไป
    และใช้คำว่า”การมาถึงของสมาร์ทโฟน” น่าจะดูสอดคล้องกว่านี้
    ประเด็นคือ…มันตายเพราะเทคโนโลยีและอินเตอเนตเท่านั้นเอง

  • คือต้องการบอกว่าคนชื้อหนังสือของซีเอนน้อยลงก็บอกสิ ยุคสมัยเป็นไปแล้ว ผมมีไอแพดเครื่องเดียวพกหนั่งสือไปไหนได้เป็น100 เล่ม แล้วจะให้คนไปชื้อหนังชือเป็น100 เล่มเพื่ออะไร โอ้ยๆว่าแอปเปิล ไลน์เฟสบุค ดูสิ แต่ไม่ดูการบริหารตัวเอง หวังแต่กำใร แต่ไม่พัฒนาตามโลก จะย่ำเท้าอยู่กับที่ก็แล้วแต่สิครับ ถ้าไม่คิดพัฒนา แต่อย่ากล่าวโทษสิ่งอื่นตราบที่ตัวเองยังย่ำเท้าอยู่กับที่

  • เดี่ยวนี้สั่งหนังสือจากเนตคะเพราะลดราคากว่า ร้านหนังสือ ไม่ต้องไปที่ร้านด้วย อยากได้เล่มไหน ก็ได้แน่นอน รอแค่ไม่กี่วัน อ่านเล่มเก่าไม่ทันจบด้วยซ้ำ มาแล้ว

  • Se-ed แต่ก่อนผมชอบไปยืนอ่านหนังสือ ตรงหนังสือแนะนำ สนุกมาก ชอบก็ซื้อ แต่เดี๋ยวนี้มีแต่หนังสือห่วยๆ เป็นแค่พื้นที่โฆษณาให้คนที่อยากเปิดตัวขายคอร์สเท่านั้นแหละ แต่ซื้อหนังสือมั้ย ไม่ค่อยได้ซื้อ ไม่ใช่เพราะชอบอ่านตามเนตนะ แต่เดี๋ยวนี้หนังสือเล่นก๊อปมาจากในเนตเลยต่างหาก อ่านแล้วไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน

  • สมัยก่อน10ปีย้อนหลัง ซื้อหนังสือมากกว่า 1 เล่มต่อเดือน

    ตอนนี้ซื้อแต่หนังสือนิทานกะหนังสือเด็กให้ลูก

  • ซีเอ็ด ต้องมีกลยุทธรับมือกับ ยุคสมัยนี้จำเป็นต้องมีการขายผ่าน online ครับ หรือ ebook ถ้าจะเริ่มก็รีบครับ มาช้าแต่มาให้ดีกว่าน่าจะอยู่ได้ครับ ฐานสมาชิกคุณมีอยู่แล้ว

  • เสียดายค่ะ หนังสือดีๆ เริ่มปิดตัวไปทีละบริษัท ยังชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มนะคะ เก็บไว้ได้ เสียดายค่ะ ถ้ามันจะหดหายไป

  • โดยส่วนมากคนไม่ได้อ่านหนังสือน้อยลง แต่คนไทยรุ่นใหม่ส่วนมากเฉลี่ยอ่าน “8 บรรทัดต่อปี” (ตามที่เขาพูดกัน)

    แต่สุดท้ายมันคือกระแสโลก แต่ผมว่า SE-ED น่าจะลดขนาดลงและเปลี่ยนทิศทางและไปเป็นขายพวกอุปกรณ์เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมด และขายผ่าน Online ด้วยน่าจะพออยู่รอดได้ ในส่วนหนังสือนั้นปล่อยไปเถอะครับ

  • เคยเปิด ร้านหนังสือ…ครับ.
    ตั้งแต่ ปึ 1999 – 2012 ปิดแล้วเพราะ ยอดจำหน่าย ลดลงมาก .
    Internet เข้ามามีบทบาทมากใน ชีวิต ของคน ของสังคม มากขื้น.
    คนไทยอ่านหนังสือน้อย อยู่แล้ว พอมี internet. ก็ยิ่งทำให้ พฤติกรรม ในการอ่านน้อยลง หันมา ใช้เวลา แชท คุยกัน ใน line facebook อ่านข้อมูลในสื่อต่างๆ ในpost…จึงไม่ค่อยมีเวลาซื้อหนังสือ มาอ่าน.

  • ดูหนังได้เเค่ภาพที่เค้าสร้างขึ้น เเต่อ่านหนังสือเเล้วจินตนาการเองมันไร้ขอบเขต สรุปคนยุคนี้หยาบขึ้น โลกกว้างขึ้น เเต่ความคิดเเคบลง
    ร้านซีเอ็ดเป็นตัวชี้วัดการหาความรู้จากหนังสือที่น้อยลง

  • ผมคิดว่า se ed เองน่าจะปรับรูปแบบของธุรกิจใหม่ เพิ่ม เสริม เติม แต่ง ยังคงใช้ได้เสมอถ้าผู้บริหารยังคงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ครับ

  • ชอบอ่านหนังสือ เป็นสมาชิกซีเอ็ดมานานแต่ไม่เป็นต่อเพราะพฤติกรรมบริการ และหนังสือก้อไม่แตกต่างค่ะ

  • อ่านหนังสือยังไงก็ได้ฟีลดีกว่า อ่านจากแท็บเลต มือถืออะครับ
    #ความคิดเห็นส่วนตัว

  • ถนนทุกสายมุ่งสู่อินเตอร์เนตครับ ทุกอย่างออนไลน์หมดแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับไอโฟนเท่านั้น มันเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ทุกอย่างต้องทำใจและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง

  • กิจการในอนาคตที่ควรเปิดคือบ.จัดส่งสินค้าครับ…เพราะอนาคตคนจะชอปจากที่บ้านเท่านั้น

  • ทำไมร้านหนังสือในเมืองนอกเค้ายังอยู่กันได้ คนก็ซื้อหนังสือกันโครมๆ เหมือนเดิม แมกกาซีนก็เช่นกัน

    มันคือหนังสือที่เลือกมาขายที่ไม่ตอบสนองพฤติกรรมการอ่านหรือเปล่า

  • การเข้ามาของสมาร์ทโฟนทำให้คนอ่านข้อมูลจาก การแชร์ ดูวิธีทำจาก Youtube แย่งเวลสอ่านหนังสือจากเผือกเรื่องชาวบ้าน หนังสือเลยเป็นสิ่งที่ดึงเวลาไป ทั้งๆ ที่ระบบอีบุ๊คบ้านเราเน่ามาก ขายจริงไม่ได้ อ่านแล้วปวดตา เครื่องอ่านอีบุ๊คจริงๆ ก็ไม่ฮิตเพราะเจอหนังสือไทยเข้าไป ตัวหนังสือจางหมด

  • Supanita Ladee อ่อ เค้าเข้าใจแล้ว เด็กบ้านผือเก่งเทคโนโลยีนี่เอง โมเดิร์นนี่หว่าคนบ้านผือ

  • ผมเชื่อวลีที่ว่า ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่คนบางคนยังมองไม่เห็น สิ่งที่ Se-ed ขาดคือการนำคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาร่วมคิดแก้ไข บางบริษัท เขาเปิดโอกาสให้คนนอก พนักงาน ฯลฯ มีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางด้วย

  • ที่บ้านยังซื้อและเป็นสมาชิกค่ะ เพราะลูกชอบอ่านหนังสือและสะสม อาจจะเพราะยังเล็กแต่ก็ม1แล้วนะคะก็ยังเข้าร้านหนังสือประจำเกือบทุกสำนักที่เจอตามจุดต่างๆ แต่แอบคิดถ้าโตกว่านี้และติดโทรศัพท์ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนค่ะ

  • สรุปไม่เกี่ยวกับiphone แต่เป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูลต่างๆผ่านทางinternetของคนทั่วไป ข่าวและวารสารอ่านทางเน็ตไม่ต้องซื้อ ความรู้หลายอย่างแต่ก่อนถ้าอยากรู้ต้องซื้อหนังสือมาอ่านแต่ปัจจุบันค้นหาอ่านจากในเน็ต แล้วปัจจุบันร้านหนังสือเปิดในห้างทั่วประเทศแบบse-edก็มีทุกห้างไม่เหมือนแต่ก่อนที่มีแต่se-edเจ้าเดียว

  • หนูยังซื้อหนังสือจากซีเอ็ด แต่เปลี่ยนมาซื้อแบบออนไลน์ เท่านั้นเองค่ะ กำไรที่ว่านี้ รวมถึงการขายแบบออนไลน์ ของ se-ed.com ด้วยรึป่าวคะ?

  • ผมคนนึงละที่ยังชอบมีหนังสือเป็นเล่มๆไว้ครอบครอง…แต่…อนิจจา การได้มาซึ่งบัตรสมาชิก ถ้าคุณไม่เปย์ ยอดชำระก็ต้องสูงจริงๆ ผมเลยเลือกที่จะไปเปย์กับนิตยสาร ng เพราะผมได้บัตรฟรี และได้หนังสือทั้งปีในราคาพิเศษ จริงๆมันอาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ถ้า se-ed ให้บัตรสมาชิกเพื่อเป็นส่วนลดฟรี มันยังจูงใจให้ผมเข้าไปหาซื้อหนังสือใน se-ed อ่ะนะ…

  • เคยซื้อยังไงก็ซื้อยังงั้นครับ
    ยอดบางเดือนกผ้สองพันกว่าบาท
    แต่ก็ไม่ค่อยได้อ่านแต่ซื้อมาสะสมใว้

  • สู้ต่อไป ผมคนหนึ่งที่ยังซื้อหนังสือเป็นเล่มอยู่เดือนล่ะ 2-3เล่ม ผมภูมิใจที่มีหนังสือเก็บไว้บนชั้นหนังสือของผม มากกว่ามีไฟน์เก็บไว้ในโทรศัพท์

  • สิ่งหนึ่งที่ซีเอ็ดไม่เก่งเลยคือเรื่องการตลาด
    1.ระบบสมาชิกต้องซ์้อ 1000 ถึงเป็นสมาชิก ต่ออายุต้องซื้อถึง 600 บาท บัตรหมดอายุก็ต่อไม่ได้
    2. เป็นสมาชิกก็ไม่มีอะไรจูงใจมากมายแค่ลดหนังสือทั่วไป 5% ซีเอ็ด 10%
    3.ไม่ค่อยได้ทำโปรโมชั่น
    4.ไม่สร้าง CRM Engagement กับลูกค้าวันเกิด วันพิเศษ ซีเอ็ดไม่เคยมี Connection เลย
    5.อย่างเช่นเรื่อง training ที่ซีเอ็ดจัดก็ยกเลิกคอร์สตลอดไม่ได้ใช้ช่องทางสาขาทั่วประเทศในการประชาสัมพันธ์
    6.ตอนนี้เริ่มทำแบบเรียนก็ไม่มีเซลล์ไปนำเสนอไม่มีตัวอย่างไปให้ลูกค้า ส่วนลด และเครดิตก็สู้สำนักพิมพ์ไม่ได้
    เสียดายนะผู้นำร้านหนังสือต้องเปลี่ยนไปจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคซะงั้น

  • มันมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน..ใช่ครับคนหันมาอ่านเอาความรู้จากสมาร์ทโฟนมากขึ้นแม้แต่ นสพ.ของทุกสำนักก็ลดแต่ปัจจัยอฝประกอบอื่นคือราคาหนังสือแพงขึ้นมากด้วยกำลังซื้อก็หดหาย..หนังสือในตลาดมีหลากหลายแนวแต่คุณภาพเนื้อหาไม่ค่อยมี…คนที่มีนิสัยรักการอ่านยังงัยก็อ่านยังเข้าร้านอยู่แต่เลือกมากขึ้น..(เพราะยังคิดว่ามันแพงขึ้นฮวบฮาบในระยะ 2-3 ปีมานี้)…ที่สำคัญรัฐไม่สนับสนุนอย่างจริงจังเริ่องการลดต้นทุนการผลิต

  • ทุกวันนี้อ่านหนังสือเหมือนเดิมค่ะแต่เป็นแบบออนไลน์ และตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ การจับต้องหนังสือไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่แล้วค่ะ
    อยากสอบถามค่ะ มีธุรกิจอะไรอีกที่มีความถดถอยลงมาเรื่อยคะ อยากทราบ

  • ในมุมคนทำหนังสือมี5เหตุผล
    -ฝ่ายคัดสรร ไม่ทันเกม
    -ฝ่ายหน้าร้านขาดความรู้ ตื่นเต้น ไม่จัดหนังสือหน้าปก เอาสันปกขาย.สนพ.ตายเรียบ เก่งแค่ไหนแพ้คนจัดร้าน
    -ฝ่ายคนทำหนังสือ ไม่พัฒนา
    -คนเลิกอ่าน เพราะหาในเนตไม่เสียเงิน ทำไมต้องเสีย อันนี้แหละที่ทำให้นิตยสารที่ลอกตายหมดยกแผง
    -วิกฤตเศรษฐกิจ และค่าจัดจำหน่ายสูงไป โทษใครไม่ได้
    แต่…หนังสือดีๆ มีคนอ่านแน่นอน

  • ผมเป็น​คนติดหนังสือ​แปล​ แต่​ก่อน​เดือน​ล2-3เล่ม​ ปัจจุบัน​ปีละ​2-3เล่ม​ ปัจจัย​ที่​สำคัญ​คือ​ราคา​และ​สภาพ​เศรษฐกิจ​ผนวกกับ​สมาร์ทโฟน​จอใหญ่​อ่าน​อีบุ๊​ค​ได้​เลย​

  • เงื่อนไขการเป็นสมาชิกด้วยต้องเป็นเจ้าตัวเท่านั้นถึงจะใช้บัตรสมาชิกได้และไม่มีบันทึกการซื้อหนังสือที่ซื้อไปของสมาชิกด้วยว่าเคยซื้อไปริยังกันกรณีซื้อไปซำ้เหมือนร้านหนังสือนายอิน ว่าง่ายๆไม่มีการพัฒนาให้ทันสมัย ก็เลยเลิกเข้าร้านซีเอ็ดตั้งนั้นเป็นต้นมา

  • ผลกระทบส่วนใหญ่ไม่ได้มาจาก e-book ครับ
    แต่มาจากวิวัฒนาการของ smart phone + internet ที่ทำให้เราเปิด google, search engine ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น (ปัจจุบันรวมถึง facebook ด้วย) ทำให้เมื่อเราต้องการองค์ความรู้ใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปค้นในหนังสือให้เสียเวลาอีกต่อไปครับ แถมนานวันเข้ายังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านของคนส่วนใหญ่ด้วยครับ
    ส่วนตัวเมื่อก่อนเข้าร้านหนังสือเป็นประจำ ปัจจุบันจะไปเฉพาะงานสัปดาห์หนังสือซะมากกว่าครับ

  • se ed น่าจะเริ่มลุย ebook ได้แล้ว ออก e reader device ดีๆ มีหนังสือไทยเยอะๆ ซื้อแน่นอน

  • Se-ed ของทำแบบ b2s ครับถึงจะอยู่รอดได้ น่าเสียดายที่ดันไปขายอะไรก็ไม่รู้

  • จริงๆแล้วเราชอบอ่านจากเล่มหนังสือมากกว่า e-book นะคะ แต่หนังสือก็แพงขึ้นมากจนเราลดการซื้อหนังสือรูปเล่มแล้วไปอ่าน e-book มากขึ้น อยากให้สำนักพิมพ์ และร้านหนังสือทบทวนตัวเองก่อนจะเสียกลุ่มลูกค้าที่รักการอ่านจากรูปเล่มไปมากกว่านี้

    • ผมตั้งใจทดลองเขียนแบบใหม่เป็นปลายเปิด เพื่ออยากให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจของผู้อ่านครับ มีคนบอกว่าแฟนเพจนี้มีความรู้หลายท่าน

      ผลออกมาก็จริงอย่างที่ว่าครับ ทุกท่านแสดงความรู้ที่มีค่าในมุมมองของแต่ละท่าน เพราะร้านนี้มีความผูกพันกับหลายท่าน การพูดคุยกันอย่างนี้ดูมีสาระ และ เป็นบรรยากาศที่ผมชอบนะ บางทีไม่ต้องการเหตุผลชัดๆของผมคนเดียว แต่การพูดคุยกันทำให้เห็นมุมที่กว้างกว่า และดีกว่า

      จริงๆแล้ว ผมใช้เวลาอ่านคอมเม้นและร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเม้นแต่ละท่านนานกว่า การใช้เวลาเขียนบทความเสียอีก เพราะผมอยากลองมีส่วนร่วมในการพูดคุย มากกว่าการบอกข้อมูลอย่างเดียว

      เสน่ห์ของบทความนี้เลยกลับไม่ใช้ตัวบทความ แต่เป็นความคิดเห็นที่หลากหลายต่อบทความนี้

      พอรู้ตัวอีกทีหลายท่านก็คงใช้เวลาอ่านคอมเม้นที่คุยกันเยอะกว่าตัวบทความเองเช่นกัน

      บทความหน้าก็จะมีอธิบายแบบละเอียด แบบใหม่บ้าง สลับกันไป

      ขออภัยด้วยนะครับหากไม่ถูกใจ

  • สมัครสมาชิกแพงเกิ๊นในขณะที่ร้านหนังสืออื่นๆ ค่าสมัครสมาชิกถูกกว่า มีโปรโมชั่นต่างๆ ให้เลือก แต่ยอมรับเรื่องหนังสือออกใหม่ที่นี่มาก่อนใครๆ

    • เพราะเป็นหนังสือจากต่างประเทศหรือเปล่าค่ะ เช่น พวกเป็นหนังสือเรียนนะคะ ส่วนตัวจะหาหนังสือเรียน หรือหนังสือจากเมืองนอกก็ต้องไปร้านนี้ เพราะร้านอื่นไม่มีขาย

    • ผมคิดว่า ทุกร้านที่ ขายหนังสือเล่ม ยอดขายลดลงอย่างมากทุกร้าน แต่ยอดคนเข้าร้านคงมีเพราะ ปัจจัยอื่น ต่างๆ แต่จะซื้อไม่ซื้อ อีกเรื่อง

  • น่าจะขยายความมากกว่านี้ไหมครับ ไม่ใช่แค่บอกว่ากำไรลดลงทุกปี ถ้าจะให้เป็นกรณีศึกษา เช่น

    นโยบายในอดีตเป็นอย่างไร? ผิดพลาดตรงไหน? ทำไมไม่เป็นอย่างที่หวัง?

    ผู้บริหารไม่เตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไหม?

    ความสำเร็จในอดีตเป็นกับดัก? เป็นต้น

    การแค่บอกว่ากำไรลดลงไม่น่าเรียกว่ากรณีศึกษานะครับ

    • ผมตั้งใจทดลองเขียนแบบใหม่เป็นปลายเปิด เพื่ออยากให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจของผู้อ่านครับ มีคนบอกว่าแฟนเพจนี้มีความรู้หลายท่าน

      ผลออกมาก็จริงอย่างที่ว่าครับ ทุกท่านแสดงความรู้ที่มีค่าในมุมมองของแต่ละท่าน เพราะร้านนี้มีความผูกพันกับหลายท่าน การพูดคุยกันอย่างนี้ดูมีสาระ และ เป็นบรรยากาศที่ผมชอบนะ บางทีไม่ต้องการเหตุผลชัดๆของผมคนเดียว แต่การพูดคุยกันทำให้เห็นมุมที่กว้างกว่า และดีกว่า

      จริงๆแล้ว ผมใช้เวลาอ่านคอมเม้นและร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเม้นแต่ละท่านนานกว่า การใช้เวลาเขียนบทความเสียอีก เพราะผมอยากลองมีส่วนร่วมในการพูดคุย มากกว่าการบอกข้อมูลอย่างเดียว

      เสน่ห์ของบทความนี้เลยกลับไม่ใช้ตัวบทความ แต่เป็นความคิดเห็นที่หลากหลายต่อบทความนี้

      พอรู้ตัวอีกทีหลายท่านก็คงใช้เวลาอ่านคอมเม้นที่คุยกันเยอะกว่าตัวบทความเองเช่นกัน

      บทความหน้าก็จะมีอธิบายแบบละเอียด แบบใหม่บ้าง สลับกันไป

      ขออภัยด้วยนะครับหากไม่ถูกใจ
      คงตั้งชื่อหัวข้อไม่เหมาะอย่างที่ท่านว่าครับ ขออภัยจริงๆ

    • ไม่ใช่ไม่ถูกใจครับ เพียงแต่ถ้าจะโพสลักษณะให้แชร์ความคิดเห็นกัน น่าจะจั่วหัวว่า “แชร์ไอเดีย” มากกว่าคำว่า “กรณีศึกษา” ครับ มันน่าจะตรงกว่าครับ

      ด้วยความนับถือ

    • มันคือกรณีศึกษาถูกแล้วครับ แอดยกตัวอย่างSE-EDให้เรา มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่แค่เป็นการอธิบายปลายเปิด ให้คิดเอาเอง ไม่ใช่แชร์ไอเดีย ประสงค์แชร์ไอเดีย แต่เรื่องที่เขียนคือกรณีศึกษาจากธุรกิจหนังสือซีเอ็ด

    • ถ้าอย่างนั้นคุณทราบไหมว่า ทำไม? เพราะอะไร? “ตามความเป็นจริง”ที่ทำให้มันตกต่ำ ที่ไม่ใช่ “คาดการณ์” กันไป

      ถ้ามีแต่คำตอบ”คาดการณ์”กันไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือ opinion หรือคือการแชร์ไอเดียครับ

  • เดี๋ยวนี้ ร้านหนังสือลำบาก เดี๋ยวนี้มี E-book E-magazine
    การท่องเที่ยว ก็หาข้อมูลตาม internet ได้
    ส่วนหนังสือ สั่งจากสำนักพิมพ์ สะดวกและก็ถูกกว่า ..

  • จริงๆถึงจะมี smart phone ออกมา แต่ครอบครัวเราก็ยังชอบเดินเข้าร้านหนังสือ จับดูหนังสือ และอ่านเล่นนั้นเล่มนี้ ยังไงความรู้สึกของการจับต้องกระดาษ พลิกไปมา นึกได้มาเปิดหาหน้าที่ประทับใจ ก็ยังเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าการมาเปิดได้อย่างสะดวกสบายในมือถืออยู่ดี

    • เพราะซีเอ็ดลืมนึกไปว่าคนรุ่นเราที่ยังชอบลูบคลำหนังสืออยู่ เริ่มอายุมากขึ้น แต่เด็กรุ่นใหม่เค้าไม่ได้คิดแบบเรา จึงลืมตลาดตรงนี้ คนรุ่นเรากำลังจะกลายเป็นอดีต แต่คนรุ่นที่เติบโตมา เริ่มจากไอโฟนถือกำเนิดขึ้น คือคนรุ่นอนาคตค่ะ

    • ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ยังซื้อหนังสืออ่านอยู่ครับและรู้สึกดีเมื่อได้มาครอบครองถึงจะอ่านแล้วพอนานๆไปก็กลับมาอ่านใหม่ได้ครับ

  • ส่วนตัวผมเอง ชอบหรังสือแบบ e book มากครับ อาจไม่สะดวกในการเปิดอ่านเท่าไหร่ แต่สะดวกมากในการพกพา หากจำเป็น้องแบกตำราขนาดสามพันหน้า ไปไหนมาไหน ไม่ใช่สมองที่โตครับ กล้ามแขนโตก่อน อีกอย่างการจัดเก็บครับ ไม่เปลืองพื้นที่ อีกทั้งหากซื้อผ่านแอปก็เก็บอยู่บน server จะลบ จะโหลดตอนไหนก็ได้ ไฟไหม้บ้านก็ไม่หาย(อย่าคิดว่าไฟไหม้เกิดไม่บ่อย ปีที่แล้วบ้านผมไหม้ทั้งหลังมาแล้ว) การซื้อขายก็ทำได้ง่ายทุกที่ ทุกเวลา คนที่ชอบแบบผมก็น่าจะมีเยอะ ร้านหนังสือคงต้องปรับตัว อาจต้องขายแบบ ดิจิตัล ควบคู่ไปด้วยครับ หรืออาจต้องปรับ โปรโมชั่น แต่.. หนังสือสวยๆ ยิ่งมี ป๊อปอัพ 3D เนี่ยยังน่าสนใจอยู่ครับ

  • ส่วนตัวชอบเข้า ร้านนายอินทร์มากกว่าคะ เพราะหนังสือของซีเอ็ดค่อนข้างจะไม่ตรงกับแนวที่เราชอบ หนักไปทางหนังสือตลาด

  • เกี่ยวแน่นอนขอบอกก่อนว่าผมอายุเยอะแล้ว
    ตั้งแต่ทำงานได้ผมซื้อหนังสือประจำเดือนๆนึง
    ไม่ต่ำกว่าสิบฉบับ
    แต่ตั้งแต่ใช้สมาร์ตโฟน ผมซื้อลดลงเรื่อยๆ
    ไม่ได้เข้าร้านหนังสือมาหลายปีละ

  • นับแต่ปี 2010 (พ.ศ.2553) Steve Job เปิดตัว iPhone 4 และ iPad พร้อมกับ iBook/iTune Store ทำร้านเช่าหนังวีดีโอ ร้านเพลง ร้านเช่าและขายหนังสือ รายการทีวี พังพินาศ. (จากตัวเลขส่อแววเริ่มลดลง ตั้งแต่ปี iPad พร้อม iBook และ iTune Store มารุมทึ้งพร้อม Tablet ค่ายอื่นช่วยสมทบ)

    ยังไม่นับกรณีกลุ่มมือถือ อย่าง กลุ่มวินโดว์โฟน โมโตโรล่า โนเกีย และ BB.

    คณูปการของลุงจ๊อบ เป็นการก้าวข้ามมิติ ของสร้างสรรค์และทำลายล้างไปในตัว.

  • ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือ นิตยสารต่างๆ เยอะมาก ผมเข้าร้านหนังสือ SE-ED นายอินทร์ ดอกหญ้า B2S เดือนๆ นึงซื้อนิตยสารไม่ต่ำกว่าห้าหกยี่ห้อ หนังสืออย่างน้อยเดือนละหนึ่งถึงสองเล่ม รวมเป็นเงินเดือนละไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันถึงสองพันบาท ตั้งแต่ที่บ้านมี Internet และ Facebook Google Line Youtube เริ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น มันทำให้ผมค่อยๆ ลดการซื้อนิตยสารลง ยิ่งผมเป็นสมาชิก Ookbee จนปัจจุบันไม่ซื้อนิตยสารอีกเลย ยกเว้นหนังสือยังซื้ออยู่บ้างเดือนละหนึ่งถึงสองเล่มยังคงเกือบพัน แต่เน้นธรรมมะครับ

  • ความนิยมร้านหนังสือเจ้าอื่น ด้วยครับมีคู่แข่งครับ B2S ร้านนายอินทร์ มีหนังสือที่บางทีมาก่อน และหาไม่ได้ใน SE-ED กับการ เชื่อมต่อลูกค้าผ่าน social media ที่ดีกว่า น่าสนใจและใส่ใจกว่า SE หลังๆมานี่เข้าแต่ นายอินทร์ kinokuniya ไม่ก็สั่งเข้าจาก ตปท เอาเลย ตอนนี้ก็ยังงอนSE อยู่เรื่อง ส่วนลดซื้อหนังสือเดือนเกิด หึ งอนๆ

  • ขนาดบทความนี้ กรณีศึกษาเรื่องร้านหนังสือก็ยังถูกเขียนลงบนface book เลย นี้ก็ได้อ่านได้เห็นบทความ และการแสดงความคิดเห็น จากสื่อออนไลน์นิแระ ^^ #พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

  • ส่งผลอยู่แล้วผมละคนนึงแต่ก่อนอ่านนิยายก็ต้องไปหาซื้อหนังสือปัจจุบันอ่านผ่านมือถือสบายๆยกเว้นบางเรื่องที่ติดลิขสิทก็ต้องซื้ออ่านเอา

  • เพราะคนไทยเด๋วนี้อ่านหนังสือน้อยลง กระทั้งเด็กๆ ยังติดเกมส์เลย คนส่วนใหญ่ก็เล่น sicial media ดูทีวีมากขึ้น จนไม่สนใจการอ่าน ทั้งการเรียนในการเทศไทนก็เยอะเกิน เด็กๆ ก็เครียด อ่าน เรียนทั้งวัน เลยไม่อยากอ่านหนังสือ รัฐบาล หรือกระทรวงการศึกษาก็ไม่ได้สนับสนุนให้เด็กรักการอ่านเท่าที่ควร ทั้งเด็ทั้งผู้ใหญ่ ไม่อ่านหนังสือเท่าที่ควร อันนี้มันก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่คนเขียนไปเขียนส่าเพราะ iphone เขียนสาเหตุให้ตรงจุดไปเลยจะดีกว่า ว่าทำไม การมี android ถึงส่งผลกระทบกับรายได้ของร้านหนังสือ

  • หนังสือไหนขายไม่ดี ไม่แน่ใจค่ะ แต่หนังสือ how to เซียนหุ้นนี้ ระเบิดระเบ้อ ใคร ๆ ก็อยาก เป็นเซียน แต่ถนนเส้นนั้นคงไม่ง่ายขนาดนั้น (ไม่ค่อยเกี่ยวกับบทความเลย)

  • iPhone คือจุดเปลี่ยนทุกวิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กล้อง ที่บันทึกเสียง laptop ทีวี วิทยุ เยอะมาก ใครปรับตัวไม่ได้นี้ตายอย่างเดียว

  • สาเหตุเกิดจากอะไรครัช เพราะคนหันไป ใช้ FBหรือไม่อ่านหนังสือ หรืออ่านทางสืื่อ ออนไลร์แทน

  • แต่ที่รู้คือ ในซีเอ็ด เริ่มมี ขนม ของเล่น และ แอสเสจเซอรี อื่น ที่ไม่ใช่หนังสือวางขายแล้ว คงเป็นสิ่งยืนยันวาา คนอ่านหนังสือน้อยลง และ ทาง se ed คงต้องหาทางรอดเหมือนกัน

  • ตค.ปี2555 เป็นปีที่ประมูล3Gของไทยครับ หลังจากที่สมาร์ทโฟนมี3G สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

  • คนอ่านหนังสือน้อยลงใช่ไหม แต่ผมต้องขอบคุณ se-ed ครับเพราะตอนเรียนก็ได้ se-ed ช่วยไว้หลายครั้ง

  • อีกอย่างความรู้ใหม่ๆบ้างอย่างสมัยนี้ก็เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากหนังสือที่เคยอ่านเมื่อก่อนกลายเป็นผิดก็มี ถ้าอยู่ไหนหนังสือก็แก้ไขไม่ค่อยได้ด้วย

  • เป็นร้านหนังสือที่ชอบมาก ลูกๆรักการอ่านก็เพราะร้านนี้เลย เปํนกำลังใจ ให้ค่ะ

  • ลูกๆชอบอ่านหนังสือของร้านฯ มากโดยเฉพาะการ์ตูนความรู้ ซื้อเกือบทุกอาทิตย์ๆละ2-3เล่ม…ขอบคุณมากค่ะ

  • เป็นความสุขทุกครั้งที่เดินห้างต้องได้เข้าไปอ่าน เลือกซื้อหนังสือที่สนใจ ถ้าแพงได้เปิดอ่านก็มีความสุขแล้ว

  • หนังสือขยะ เริ่มเยอะมากขึ้นครับ ในแอฟก็แค่ปัดทิ้ง แต่ถ้าซื้อมา คือโยนทิ้ง เสียดายเงิน

  • อันนี้ต้องระวังนิดนึงนะครับ ผมเองเห็นบทความนี้เพราะมีคนแชร์มา ไม่ได้ติดตามเพจนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าแอดมินตั้งใจให้มันเป็นปลายเปิด ผมเองก็ด่าไปเรียบร้อยแล้วเพราะเนื้อหาน้อยเกินไปยังไงขออภัยแอดมินด้วยครับ

  • จากโลกที่เปลี่ยนไปนะครับ สมัยก่อน บทความอย่างที่ คุณ ลงทุนแมน เขียนนี้ จะหาอ่านได้ก็ต้องซื้อหนังสือพิมพิ์ ฐานเศรษฐกิจครับ (ยกตัวอย่าง) ตอนนี้ ตามอินเตอร์เน็ต หาอ่านฟรี อะไรก็ได้ แบบไหน ที่สนใจ ทั้งสื่อมีเดีย หนังสือเป็นเล่มก็ไม่มีเวลาอ่าน ที่สำคัญ สองปีมานี้ เงินที่จะซื้อหนังครั้งละเป็นพันบาท แบบเมื่อก่อนครับ เสียดายครับ หนังสือแพงขึ้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่เงินผมน้อยลงมาก