ไม่มีไข่ ไม่มีสเปิร์ม ก็มีลูกได้

ไม่มีไข่ ไม่มีสเปิร์ม ก็มีลูกได้

ไม่มีไข่ ไม่มีสเปิร์ม ก็มีลูกได้ / โดย ลงทุนแมน

หลายคนเชื่อกันว่า
การให้กำเนิดจะต้องผ่านการผสมพันธุ์ทุกครั้ง
แต่ในอนาคตอันใกล้นี้
เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ยังจำกันได้หรือไม่? สมัยก่อนที่เราเคยเรียนกัน

มนุษย์เราเกิดมาจากการผสมกันระหว่าง เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ ในร่างกายของมนุษย์

และเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคำพูดนี้ก็คือ การเกิดขึ้นของเด็กหลอดแก้ว

เด็กหลอดแก้ว คือการนำเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ มาผสมกันนอกร่างกายมนุษย์ เสร็จแล้วจึงค่อยใส่กลับคืนสู่ร่างกายในช่วงการฝังตัว

เรื่องนี้ทำให้ คู่สามี-ภรรยา ที่มีปัญหาจากสภาวะร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือมีลูกยาก เกิดความหวังใหม่ขึ้นมาทันที

รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันเด็กหลอดแก้วที่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้มีมากถึง 7 ล้านคน

แต่สำหรับคู่ที่ยังโชคร้าย

เทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วก็ยังไม่สามารถทำให้การมีลูกประสบความสำเร็จได้ทุกคน

แล้วตอนนี้เอง เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเข้ามา พร้อมกับประเด็นถกเถียงกันมากมาย

นั่นก็คือ “การสร้างเด็กจากเซลล์ผิวหนัง”

ฟังแล้วหลายๆ คนอาจจะยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไร

เมื่อปี 2007 หรือ 11 ปีก่อน ดร.ชินยะ ยามานากะ นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ชาวญี่ปุ่น ได้นำเซลล์ผิวหนังร่างกาย

มาใส่สารพันธุกรรมที่ใช้ในการสร้างโปรตีนซึ่งพบมากในเซลล์ต้นกำเนิดระยะตัวอ่อน

ผลปรากฏว่า เซลล์ร่างกายเกิดการย้อนกลับกลายเป็น เซลล์สภาพเหมือนกับ สเต็มเซลล์ระยะตัวอ่อนทุกประการ ซึ่งเรียกว่า Induced pluripotent stem cells (iPS)

สเต็มเซลล์ คืออะไร?

อธิบายง่ายๆ ก็คือ เซลล์ที่สามารถเจริญไปเป็นอะไรก็ได้ในร่างกายมนุษย์

ในเรื่องนี้ก็หมายความว่า เราสามารถสร้างสเต็มเซลล์ได้จากเซลล์ผิวหนังนี่เอง

นักวิทยาศาสตร์จึงมีไอเดียเกิดขึ้น นั่นก็คือ

การสร้างเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่ขึ้นมาเอง ด้วยการใช้สเต็มเซลล์นี่แหละ

พอสร้างเสร็จแล้ว ก็นำมาผสมกันเหมือนวิธีตามธรรมชาติ

เมื่อได้ไอเดียแล้ว เรื่องนี้จึงเริ่มมาทดลองในหนูก่อน

โดยการเอาเซลล์ไข่ที่สร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังของหนู ผสมกับสเปิร์มธรรมดา แล้วนำไปฝังตัว ในหนูเพศเมีย

ผลที่เกิดขึ้นคือ การให้กำเนิด ลูกหนูที่แข็งแรงเหมือนปกติจำนวน 8 ตัว

พอเป็นแบบนี้แล้ว แสดงว่า เซลล์ไข่ที่สร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังของหนู น่าจะเทียบเท่ากับ เซลล์ไข่ตามธรรมชาติของหนู

ความหวังจึงเกิดขึ้น ว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน

แต่ผลกลับไม่เป็นตามที่หวัง เพราะว่าการสร้างสเปิร์มหรือไข่จากสเต็มเซลล์ (iPS) เป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าเซลล์นี้สามารถโตไปเป็นอะไรก็ได้ในร่างกายมนุษย์

ซึ่งมนุษย์มีอวัยวะหลายแบบ และซับซ้อนกว่าหนูหลายเท่า

เรื่องนี้จึงคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีจึงจะสามารถทำได้สำเร็จ

นักวิทยาศาตร์กลุ่มหนึ่งจึงได้หาทางเลือกใหม่เพื่อแก้ปัญหาในครั้งนี้

ในเมื่อตอนนี้เราไม่สามารถสร้างไข่และสเปิร์มขึ้นมาได้

เราก็ข้ามขั้นตอนไปสร้างตัวอ่อนที่ได้หลังการผสมระหว่างไข่กับสเปิร์มแทน

หลังจากนั้น แนวคิดนี้จึงก็ได้ถูกนำไปทดลองในหนูก่อน

ด้วยการทำให้สเต็มเซลล์ของหนู มีรูปร่างคล้ายกับตัวอ่อนของหนูระยะเริ่มแรก

เรื่องที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น

ผ่านไป 4 วัน พบว่า การเติบโตมีลักษณะคล้ายกับตัวอ่อนที่เกิดจากการผสมพันธุ์

และหลังจากนั้นไม่นาน Shao นักชีววิศวกรรมชีวเวชของ MIT ได้มีการตีพิมพ์เรื่องนี้เช่นเดียวกัน

เป็นเรื่องการทำให้สเต็มเซลล์ของมนุษย์ให้คล้ายกับตัวอ่อนของมนุษย์

ในกรณีของ Shao จุดประสงค์แรกที่เขาทำขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพยาตัวใหม่ๆ

ไม่ได้ต้องการที่จะทดลองเพื่อสร้างตัวอ่อนของมนุษย์

แต่ผลปรากฏว่า

ผ่านไป 5 วัน เซลล์นี้กลายเป็นเหมือนกับตัวอ่อนของมนุษย์ที่อายุได้ประมาณ 2 สัปดาห์

ซึ่งตัวอ่อนอายุ 2 สัปดาห์จะผ่านระยะฝังตัว ซึ่งเป็นขีดจำกัดของการเจริญเติบโตของตัวอ่อนนอกร่างกายมนุษย์

เรื่องนี้จึงกลายเป็นที่จับตาในวงการทันที

ต่อมา John Aach และ George Church นักพันธุศาสตร์ชื่อดังจึงได้ให้ชื่อตัวอ่อนเหล่านี้ว่า SHEEFs

และพยายามที่จะบอกว่าสิ่งนี้ไม่เหมือนกับตัวอ่อนของมนุษย์ตามธรรมชาติ

เพราะว่า ปกติแล้วถ้าตัวอ่อนของมนุษย์โตไปถึงวันที่ 14 จะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่และทำให้มีเรื่องของกฏหมายเและศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องทันที ส่งผลให้การทำวิจัยต่อ เป็นไปได้ยากขึ้น

แต่สำหรับตัวอ่อน SHEEFs ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว

ซึ่งเรื่องนี้เราก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า นักวิจัยจะสามารถทดลองเรื่องนี้ต่อไปได้หรือไม่

นอกจากเรื่อง สเต็มเซลล์แล้ว

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้มีการค้นคว้าการรักษาใหม่เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ มดลูกเทียม

มดลูกเทียมได้ถูกนำไปทดลองการรักษาลูกแกะที่มีขนาดของปอดเทียบเท่าเด็กอายุ 22 สัปดาห์

และผลที่ได้ก็คือลูกแกะรอดชีวิต

หมายความว่าถ้านำมดลูกเทียมมาใช้ในเด็กก็จะสามารถช่วยให้เด็กรอดชีวิตจนกระทั่งโตจนสามารถใช้เครื่องช่วยหายใจต่อได้

แล้วลองคิดดูว่า

ถ้าเรานำสเต็มเซลล์ที่คล้ายกับตัวอ่อนของมนุษย์ มารวมกับเทคโนโลยีมดลูกเทียม อะไรจะเกิดขึ้น?

หมายความว่า เราอาจทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาได้นอกร่างกายมนุษย์และใช้เพียงแค่เซลล์ผิวหนังเท่านั้น..

ถ้ามองในแง่ดี

เรื่องนี้ก็น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาพ่อแม่ที่มีบุตรยาก และไม่ประสบความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้วได้อย่างดี รวมถึงลดโรคต่างๆ ที่เกิดจากพันธุกรรมลงไปได้

ในมุมกลับกัน ถ้าเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

เราอาจจะเดินเจอเด็กหน้าตาคล้ายๆ กับดาราดังเป็น 10 คนที่เกิดมาจากในห้องแล็บ เหมือนอย่างที่เราเห็นในหนังเรื่อง Resident Evil ที่มีนางเอกหน้าตาเหมือนกันเต็มไปหมด

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปจะพบว่า เทคโนโลยีในภาพยนตร์มักจะมาก่อนความจริงเสมอ

หุ่นยนต์ที่อยู่ในภาพยนตร์ ใครจะคิดว่าตอนนี้หุ่นยนต์เองก็กำลังเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว

ส่วนเรื่องการสร้างมนุษย์จากเซลล์เสมือนสเต็มเซลล์นี้ ก็กำลังจะเข้ามาในอนาคต

นี่เป็นอีกครั้ง ที่เรื่องจินตนาการในโลกภาพยนตร์กำลังจะกลายมาเป็นความจริงเช่นกัน..
———————-
ลงทุนแมนเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีไข่ ไม่มีสเปิร์ม แต่มีบทความ ติดตามลงทุนแมน ได้ที่
-แอปลงทุนแมน blockdit.com
-อินสตาแกรม instagram.com/longtunman
-ทวิตเตอร์ twitter.com/longtunman
-ไลน์ line.me/R/ti/p/%40longtunman
-หนังสือลงทุนแมน 3.0 ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
———————-

Reference
-http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/202
-https://www.technologyreview.com/s/608173/artificial-human-embryos-are-coming-and-no-one-knows-how-to-handle-them/
-https://elifesciences.org/articles/20674
[7006].

Comments

comments