
AI กำลังบีบให้โลก ต้องปฏิวัติไฟฟ้าครั้งใหญ่ ในรอบ 100 ปี
AI กำลังบีบให้โลก ต้องปฏิวัติไฟฟ้าครั้งใหญ่ ในรอบ 100 ปี /โดย ลงทุนแมน
ช่วงปี ค.ศ. 1900 โลกเริ่มรู้จักไฟฟ้า ตอนกลางคืน เมืองเริ่มสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นราวกับกลางวัน ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนก็สามารถเข้าถึงไฟฟ้ากันได้ง่าย ๆ แล้ว
ช่วงปี ค.ศ. 1900 โลกเริ่มรู้จักไฟฟ้า ตอนกลางคืน เมืองเริ่มสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นราวกับกลางวัน ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนก็สามารถเข้าถึงไฟฟ้ากันได้ง่าย ๆ แล้ว
จากวันนั้นถึงวันนี้ ระบบไฟฟ้าของโลกก็ยังไม่ต่างจากเดิมมากนักคือ มีโรงไฟฟ้าและสายส่งไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งบ้านเรือน อาคาร หรือโรงงานอุตสาหกรรม
แต่วันนี้เมื่อโลกกำลังใช้ AI มากขึ้น ทุกคนรู้กันดีว่า AI กินไฟฟ้ามากแค่ไหน ซึ่งกลายเป็นการกดดันให้โลกต้องถูกบีบให้ปฏิวัติไฟฟ้าครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปีตามไปด้วย
แล้ว AI กำลังบีบให้โลกปฏิวัติไฟฟ้าไปทางไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ต้องบอกว่า AI ไม่ได้บีบให้โลกต้องปฏิวัติไฟฟ้าครั้งใหญ่แบบตรง ๆ แต่สิ่งที่บีบให้โลกต้องทำแบบนี้ ก็คือตู้ยักษ์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Data Center
Data Center 1 โครงการ ไม่ได้วัดกำลังการผลิตเครื่องจักรแบบที่โรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิมทำ แต่วัดว่าต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณเท่าไร
ซึ่งปัจจุบัน Data Center 1 โครงการ ใช้ไฟฟ้าราว 1,140 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ถ้าพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ เทียบเท่ากับคนไทย 1.3 ล้านคนใช้ไฟฟ้าเลยทีเดียว
แต่ยิ่ง AI ถูกใช้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ Data Center กินไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น ตัวเลขที่เราเห็นแค่นี้ในปัจจุบัน จึงมากขึ้นไปกว่านี้อีกในอนาคต
ดังนั้น ระบบไฟฟ้าเดิมที่โลกใช้มานาน 100 กว่าปี จึงไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป โลกไฟฟ้าเดิมกำลังถูกบีบให้ต้องปฏิวัติระบบโครงข่ายทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
เริ่มกันที่ต้นน้ำอย่างระบบการผลิต
ก่อนหน้านี้โลกของเราพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ก่อนที่ต่อมาจะเริ่มใช้พลังงานสะอาด เช่น ลม น้ำ แสงอาทิตย์มากขึ้น
แต่ปัญหาของพลังงานสะอาด คือความไม่เสถียรของการผลิต สวนทางกับความต้องการใช้ของ Data Center ที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่หยุดพัก
โลกของเราจึงเริ่มหันหน้าไปสู่พลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMRs ที่สามารถผลิตไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังเป็นพลังงานสะอาดด้วย
และอีกทางหนึ่งที่โลกกำลังหันไป นั่นคือ การสร้างความสมดุลระหว่างพลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาดอื่น ๆ โดยใช้แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้ามาช่วยเสริม
หน้าที่ของมัน ก็เหมือนกับการที่เรามีโกดังสินค้าสำรอง แต่สินค้านั้น คือไฟฟ้าที่อยู่ข้างใน เพื่อสำรองเอาไว้ใช้ในเวลาที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดออกมาไม่ได้
ซึ่งปัจจุบัน เราสามารถนำบรรดาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเก่า ๆ อายุการใช้งาน 8-10 ปี มารีไซเคิลใหม่เป็นแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานได้อีกด้วย
ต่อมาคือ ระบบกลางน้ำอย่างสายส่ง
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เยอะขึ้นจากการเติบโตของ Data Center นั่นแปลว่า ปริมาณไฟฟ้าที่ถูกส่งผ่านระบบสายส่งก็มากขึ้นตามไปด้วย
แต่สายส่งไฟฟ้าก็เหมือนกับทางด่วน เมื่อมีรถมากเกินไป ก็ทำให้รถติดบนทางด่วน การที่ปริมาณไฟฟ้าไหลผ่านมากเกินไป ก็อาจเกินขีดจำกัดของระบบสายส่งได้
ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ ระบบบริหารโครงข่ายอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่มาช่วยบริหารจัดการสายส่งไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์มากขึ้น
รวมไปถึงการลงทุนพัฒนาระบบโครงข่ายสายส่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามมาหลังจากนี้
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทเทคฯ ที่มีแนวโน้มจัดหาไฟฟ้าเองมากขึ้น เจ้าของโครงข่ายไฟฟ้าก็อาจทำตัวเหมือนคนเก็บค่าผ่านทางที่เรียกว่า Wheeling Charge
Wheeling Charge จะถูกเก็บตอนที่ผู้ผลิตไฟฟ้าอยากขายไฟฟ้าให้คนที่ต้องการใช้งาน ซึ่งเมื่อซื้อขายกัน ก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางกับเจ้าของโครงข่ายไฟฟ้านี้ด้วย
ดังนั้น กลายเป็นว่าเมื่อก่อนเจ้าของโครงข่ายไฟฟ้าอาจลงทุนเพื่อขายไฟฟ้าโดยตรง ก็อาจเปลี่ยนมาเป็นคนเก็บค่าผ่านทางที่คนอื่นซื้อขายไฟฟ้ากันเองแทน
และสุดท้ายคือ ระบบปลายน้ำอย่างการขายไฟฟ้า
อย่างที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ว่า บริษัทเทคฯ หันมาซื้อไฟฟ้าเองโดยตรงมากขึ้น นั่นแปลว่า ต่อไปบริษัทพวกนี้ จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาในวงการนี้
ยกตัวอย่างเช่น อีลอน มัสก์ ที่มี Data Center ขนาดใหญ่ของตัวเอง ขอไฟฟ้าจากภาครัฐได้เพียงแค่ 150 เมกะวัตต์
ดังนั้นจึงต้องไปซื้อไฟฟ้าของตัวเองอีกราว 422 เมกะวัตต์ เพื่อมาหล่อเลี้ยง Data Center ของตัวเอง
ในอนาคต ก็อาจเกิดการลงทุนมหาศาลในธุรกิจโรงไฟฟ้าหรือใครก็ตามที่อยากขายไฟฟ้าให้บริษัทเหล่านี้ ซึ่งตามมาด้วยความต้องการชุดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นสิ่งที่ AI กำลังบีบให้โลกต้องปฏิวัติไฟฟ้าครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี ตั้งแต่ระบบผลิต สายส่ง ไปจนถึงระบบจำหน่ายหรือการขายไฟฟ้า
แม้ว่าสุดท้ายแล้ว AI จะกินไฟฟ้ามหาศาลเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน
แต่ AI ก็กำลังบีบให้มนุษย์ยกเครื่องระบบโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่ ที่อาจเป็นประโยชน์กับโลกเรามากกว่าเดิม
โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาดใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับลงทุนเทคโนโลยีการบริหารโครงข่ายพลังงานแบบใหม่ให้ใช้ไฟฟ้าแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งจะทำให้อารยธรรมมนุษย์ สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ที่เราต้องติดอยู่กับระบบไฟฟ้าเดิมมานานนับร้อยปี..