
หนี้สาธารณะของไทย แบบเข้าใจง่าย ๆ ที่คนไทยต้องรู้
หนี้สาธารณะของไทย แบบเข้าใจง่าย ๆ ที่คนไทยต้องรู้ /โดย ลงทุนแมน
ไม่นานมานี้ รัฐบาลมีแผนเตรียมขยับเพดานหนี้สาธารณะ
จากเดิมที่ไม่เกินร้อยละ 70% ของ GDP เพิ่มเป็นไม่เกินร้อยละ 75% ของ GDP แทน
ไม่นานมานี้ รัฐบาลมีแผนเตรียมขยับเพดานหนี้สาธารณะ
จากเดิมที่ไม่เกินร้อยละ 70% ของ GDP เพิ่มเป็นไม่เกินร้อยละ 75% ของ GDP แทน
การขยับเพดานนี้ ดูเหมือนว่าหนี้ของไทยในอนาคตก็อาจสูงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้กระทบคนไทยทุกคน เพราะมันคือหนี้สาธารณะ
คำถามคือ แล้วตอนนี้หนี้สาธารณะไทยสูงแค่ไหน
แบบไหนถึงเรียกว่าสูง ?
แล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าสูงหรือไม่ ?
แบบไหนถึงเรียกว่าสูง ?
แล้วเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าสูงหรือไม่ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ปกติแล้ว การบริหารประเทศให้เติบโตขึ้น ก็จะใช้ 2 นโยบายหลัก ๆ คือ นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง
นโยบายการเงิน ดำเนินการโดยธนาคารกลางของประเทศนั้น ซึ่งถ้าของไทย ก็ทำผ่านธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.
เครื่องมือหลักที่ใช้ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสามารถปรับลดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือปรับเพิ่มขึ้น
เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจในเวลานั้น
เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจในเวลานั้น
ส่วนนโยบายการคลัง ที่ทำโดยรัฐบาลโดยตรง ซึ่งเงินที่ทำนโยบายตรงนี้ มีรายได้หลัก ๆ มาจากภาษีที่เก็บมาจากประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มีหลายครั้งที่การจัดเก็บรายได้นั้นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งอาจเกิดจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือเศรษฐกิจโลก
แต่ต้องมีรายจ่าย เพื่อให้นโยบายต่าง ๆ สามารถดำเนินการต่อไปได้
หรือบางครั้งรัฐบาลก็ดำเนินการแบบนโยบายขาดดุล
ซึ่งก็เหมือนกับคน ถ้ารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็ต้องไปก่อหนี้ เพื่อหาเงินมาโปะรายจ่ายที่มากกว่ารายได้
รัฐบาลจึงจําเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่าย จนนำมาซึ่งหนี้สาธารณะ (Public Debt) ซึ่งก็มาจากการออกพันธบัตรรัฐบาล หรือกู้ยืมเงินจากคนอื่นนั่นเอง
เพียงแต่หนี้ที่รัฐบาลก่อไม่เหมือนกับหนี้ของเราทั่วไป ที่ต้องรับผิดชอบแค่คนเดียว แต่เป็นหนี้สาธารณะที่ทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบกันทั้งประเทศแทน
ดังนั้น เพื่อไม่ให้รัฐบาลก่อหนี้สาธารณะมากเกินไป จึงมีกฎหมายที่ชื่อว่า พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ต้องปฏิบัติตาม
นั่นก็คือ รัฐบาลก่อหนี้เท่าไรก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 60% ของ GDP ประเทศ
แต่ในช่วงล็อกดาวน์ ที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากเพื่อบรรเทาผลกระทบ รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ กรอบการก่อหนี้เดิม จึงปรับใหม่เป็นไม่เกิน 70% ของ GDP มาตั้งแต่ปี 2564
ทำให้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66.09% ของ GDP คิดเป็นจำนวนเงิน 12.5 ล้านล้านบาท
โดย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 หนี้สาธารณะคงค้างก้อนนี้ แบ่งออกเป็น
1. หนี้รัฐบาล จำนวน 11.3 ล้านล้านบาท
2. หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1.0 ล้านล้านบาท
3. หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน แล้วรัฐบาลค้ำประกัน จำนวน 0.1 ล้านล้านบาท
4. หนี้หน่วยงานของรัฐ จำนวน 0.03 ล้านล้านบาท
2. หนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 1.0 ล้านล้านบาท
3. หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน แล้วรัฐบาลค้ำประกัน จำนวน 0.1 ล้านล้านบาท
4. หนี้หน่วยงานของรัฐ จำนวน 0.03 ล้านล้านบาท
ซึ่งหนี้ทั้งหมดนี้ 99% เป็นหนี้ในประเทศ และ 1% เป็นหนี้ต่างประเทศ
คราวนี้ คำถามก็คือแล้วรัฐบาลไทยจะก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นได้อีกเท่าไร ?
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หน่วยงานที่คอยดูแลหนี้สาธารณะของไทยคาดการณ์ GDP ไทยไว้ราว 19.0 ล้านล้านบาท
ตามกฎหมายบอกว่า รัฐบาลห้ามก่อหนี้เกิน 70% ของ GDP นั่นแปลว่า เราสามารถก่อหนี้สาธารณะได้มากสุด 13.3 ล้านล้านบาท
เมื่อเทียบกับตัวเลขหนี้คงค้างปัจจุบันที่ 12.5 ล้านล้านบาท
สรุปแล้ว รัฐบาลจะกู้หนี้สาธารณะได้เลขกลม ๆ อีกแค่ 800,000 ล้านบาทเท่านั้น..
สรุปแล้ว รัฐบาลจะกู้หนี้สาธารณะได้เลขกลม ๆ อีกแค่ 800,000 ล้านบาทเท่านั้น..
สุดท้าย ถ้าจะกู้หนี้สาธารณะได้มากกว่านี้ ก็ต้องขยับกรอบเพดานหนี้ขึ้นไปอีกแทน แต่เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็อาจสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ซึ่งถ้าย้อนไปตั้งแต่ปี 2540 สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยต่อ GDP เคยขึ้นไปถึง 58% ในปี 2543 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจก่อนจะลดลงมา
โดยในช่วงระหว่างปี 2540-2563 หนี้สาธารณะต่อ GDP เฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 45% แต่ถีบตัวสูงขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ปี 2564 และไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ และไม่เคยลงไปต่ำกว่า 60% ต่อ GDP อีกเลย
คำถามคือ แล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP ถือว่าสูงไหม เมื่อเทียบกับประเทศอื่น
คำตอบนี้ เราคงต้องถามกลับว่าแล้วไปเทียบกับใคร ?
ถ้าเทียบกับประเทศทั่วโลก หนี้สาธารณะเฉลี่ยต่อ GDP จะอยู่ที่ 94.7%
แต่ถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียน หนี้สาธารณะเฉลี่ยต่อ GDP จะอยู่ราว ๆ 60%
แปลว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP ของเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
แต่การมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเช่นกัน เพราะก็มีหลายประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สูง จนตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจ เช่น
เลบานอน เคยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงราว 200% ซึ่งนับแค่เฉพาะดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายเจ้าหนี้ ก็มากกว่าที่รัฐบาลจะจ่ายไหว
สุดท้ายเกิดการผิดนัดชำระหนี้ และทำให้รัฐบาลเหลืองบประมาณไม่มากในการพัฒนาประเทศ จนเกิดวิกฤติในประเทศขึ้นเมื่อปี 2562 จนมาถึงปัจจุบัน
เปอร์โตรีโก ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของสหรัฐอเมริกา
ก็เคยมีหนี้สาธารณะกว่า 119% ของ GDP จากการที่รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลด้วยวิธีการออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี
ก็เคยมีหนี้สาธารณะกว่า 119% ของ GDP จากการที่รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลด้วยวิธีการออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี
การมีหนี้สินมหาศาลโดยที่รัฐบาลขาดความสามารถในการชำระคืนหนี้ สุดท้ายประเทศก็ล้มละลาย จนต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ จึงทำให้หนี้สาธารณะลดลงมาอยู่ที่ 17% ของ GDP
แต่รัฐบาลเปอร์โตรีโก ก็ต้องแลกกับเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายเพื่อให้แผนการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย เช่น ลดเงินบำนาญข้าราชการ, ขึ้นค่าไฟฟ้า, ให้เอกชนเข้ามาบริหารระบบไฟฟ้า รวมถึงลดงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
กลับมาที่ประเทศไทย แม้ว่าหนี้สาธารณะของเรายังถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
แต่สิ่งที่ท้าทายพวกเราในอนาคตคือ ประชากรวัยแรงงาน ซึ่งเป็นฐานภาษีที่สำคัญของประเทศมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับสัดส่วนผู้สูงอายุ
แปลว่า รายได้จากภาษีของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับรายจ่าย โดยเฉพาะด้านผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งอาจสร้างความไม่สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล
ดังนั้น การกู้หนี้สาธารณะก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ที่จำเป็น และมีประโยชน์ในการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
รวมถึงการพยายามลดรายจ่ายในบางโครงการที่ไม่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต
ทั้งสองเรื่องที่ว่ามานี้ ก็ต้องทำควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะทำให้เราคงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ไปพร้อมการรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
แต่โจทย์สำคัญก็คือ อะไรคือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น มีประโยชน์ในระยะยาว และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัดทิ้งได้
ซึ่งรัฐบาลต้องคิดทบทวนตรงนี้อย่างรอบคอบ
ซึ่งรัฐบาลต้องคิดทบทวนตรงนี้อย่างรอบคอบ
ในมุมของคนทั่วไป การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบหนี้เพียงตัวคนเดียวเท่านั้น
แต่สำหรับหนี้สาธารณะ คนที่จะมารับภาระในอนาคต
ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกหลานของพวกเราที่ไม่ได้ตัดสินใจตอนนี้ ก็ต้องร่วมจ่ายหนี้นี้ไปด้วย..
ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกหลานของพวกเราที่ไม่ได้ตัดสินใจตอนนี้ ก็ต้องร่วมจ่ายหนี้นี้ไปด้วย..