X-MEN การตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์ เกิดขึ้นแล้ว

X-MEN การตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์ เกิดขึ้นแล้ว

X-MEN การตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์ เกิดขึ้นแล้ว / โดย ลงทุนแมน
ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เราเชื่อกันมาตลอด
แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น
เพราะตอนนี้มนุษย์สามารถกำหนดพันธุกรรมได้แล้ว
เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

มนุษย์เชื่อมาเสมอว่ามีใครบางคนกำหนดชีวิตเราไว้แล้ว

แต่ตอนนี้ เราอาจจะกำหนดชีวิตของเราได้มากขึ้น

รู้หรือไม่ว่า เมื่อก่อนที่เราต้องมานั่งลุ้นว่าลูกของเราจะเป็น เพศหญิง หรือเพศชาย

จริงๆ แล้วปัจจุบันนี้ มนุษย์มีความสามารถที่กำหนดเพศของเด็กเกิดใหม่ได้ ด้วยการผสมเทียม

แต่ตอนนี้ เรากำลังจะต้องการควบคุมสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปอีก นั่นก็คือ ลักษณะทั้งหมดของมนุษย์

ลองนึกภาพตามกันดู

การกำหนดเพศของเด็กเกิดใหม่ เราก็จะวิเคราะห์กันที่ โครโมโซม X และ Y

เรากำหนดได้ว่าอยากจะให้ออกมาเป็นเพศไหน อยากได้ลูกผู้หญิงก็เป็น XX ลูกผู้ชายก็เป็น XY

แต่เมื่อเราขยายภาพเป็นทั้งหมดของมนุษย์

มนุษย์มีโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่ แบ่งเป็น โครโมโซมร่างกาย 22 คู่ + โครโมโซมเพศซึ่งก็คือ XX หรือ XY

โครโมโซม 23 คู่นี้ จะมี 46 แท่ง โดยมาจากพ่อ และแม่อย่างละครึ่ง

และ โครโมโซม 23 คู่นี้ จะมีคู่เบส A T C G อยู่ประมาณ 3 พันล้านคู่

ทำให้ใน 1 คู่ มีความน่าจะเป็นเกิดขึ้นได้ทั้งหมด 4 แบบ ตามตัวอักษร A T C G

ดังนั้นถ้าให้คิด combination หรือความน่าจะเป็นทั้งหมด แปลว่า จะมีรูปแบบการเรียงที่เป็นไปได้มากถึง 4 ยกกำลัง 3 พันล้านรูปแบบ

ซึ่งถ้าเอาตัวเลขนี้ไปกดเครื่องคิดเลขของเรา คำตอบที่ได้ก็คือ Infinity หรือมากมายจนนับไม่ถ้วนจนเครื่องคิดเลขไม่สามารถแสดงตัวเลขได้

แต่มนุษย์ไม่ยอมแพ้

ถ้าเราลองมองลำดับเบสต่างๆให้เป็นข้อมูลแบบคอมพิวเตอร์ซึ่งก็คือเลขฐาน 2

ในระบบเลขฐาน 2 เราจะเลือกได้แค่ 0 หรือ 1 ซึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์เราจะเรียกว่า 1 bit

จาก 4 ยกกำลัง 3 พันล้าน จะใช้หลักคณิตศาสตร์แปลงได้เป็น 2 ยกกำลัง 6 พันล้าน

ซึ่งแปลว่า DNA ทั้งหมดของร่างกายมนุษย์จะต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บทั้งหมด 6 พันล้าน bit

1 byte มี 8 bit

ซึ่งหมายความว่า DNA ของมนุษย์จะต้องการเนื้อที่เก็บ 750 ล้าน byte

และ 750 ล้าน byte ก็คือ 750 Mb ซึ่งสามารถบรรจุอยู่ได้ใน DVD 1 แผ่น..

จะเห็นว่าการเก็บข้อมูล DNA ไม่ได้ใช้เนื้อที่มากมายเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามคือ รูปแบบแต่ละอย่างที่เรียงจะทำให้เรากลายเป็นอะไร

ซึ่งถ้าเราสามารถเข้าใจทุกรูปแบบ เราก็น่าจะสามารถกำหนดให้มนุษย์เป็นไปตามแบบที่เราคิดได้

ฟังๆ ดูแล้วอาจจะนึกไม่ค่อยออกว่าเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

สมมติว่า รูปแบบ DNA ที่เรียงกันออกมาแล้วเกิดความผิดปกติต่อมนุษย์ เราก็แค่ลบคู่เบสที่ไม่ดีออกแล้วใส่คู่เบสใหม่ หรือโครโมโซมมาเรียงใหม่ให้เป็นแบบที่เรารู้ว่าดี

ตัวอย่างข่าวล่าสุด เรื่อง โรคธาลัสซีเมีย ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของโครโมโซมคู่ที่ 11 และคู่ที่ 16 ซึ่งตอนนี้สามารถรักษาให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนได้แล้ว

หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่ใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างสตีฟ จอบส์ เองก็เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน เหมือนกัน

มะเร็งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความผิดปกติในการแสดงออกของยีน

เพราะฉะนั้นการรักษาก็คือ การมุ่งไปที่การจัดการยีนเหล่านั้น หรือทำให้กลายเป็นปกติเหมือนเดิม

หมายความว่า การกำหนด DNA ก็อาจจะสามารถตอบเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมด

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว
เรื่องนี้คงจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ เพราะว่าการทำแผนที่ DNA ทั้งร่างกายของมนุษย์ (MAP) มีค่าใช้จ่ายที่สูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำแผนที่ DNA ของมนุษย์เหลือเพียง 1,000 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

เรื่องยีนจึงกำลังค่อยเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในตอนนี้

แล้วในอนาคตเรื่องนี้จะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนไปขนาดไหน ?

ลองนึกภาพตาม

ถ้าเรารู้ว่า DNA แต่ละรูปแบบส่งผลอย่างไรทั้งหมด

เรารู้ว่าเรียง DNA แบบนี้แล้วจะเกิดพรสวรรค์ด้านไหน หรือ เรียง DNA แบบไหนที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง

พ่อแม่ในอนาคตก็น่าจะเลือกให้ลูกตัวเองมีพรสวรรค์หลายๆ อย่างตั้งแต่เกิด พร้อมกับร่างกายที่แข็งแรง

ทีนี้มองไปทางไหน เราก็คงจะเจอแต่เด็กอัจฉริยะเต็มไปหมด

ส่วนโรคมะเร็งคงจะสามารถรักษากันได้ง่ายๆ แล้ว เพราะว่าเราเข้าใจทุกรูปแบบของการเกิดโรค

และในอนาคตอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ก็น่าจะยาวขึ้นได้อีก

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องดี

แต่ถ้าสิ่งที่ศึกษากัน เกิดความผิดพลาด จนเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้

ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเกิดอะไรขึ้น เราอาจจะเห็นบางคนกลายเป็น กัปตันอเมริกา หรือ วูฟเวอรีน แบบในภาพยนตร์

ถ้าพูดในมุมมองประวัติศาสตร์

เราผ่านประวัติศาสตร์ในยุคที่สำคัญมาหลายครั้ง

ตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)

ยุคแห่งข้อมูลดิจิตัล (Information Age)

และยุคต่อไป

เราอาจจะต้องเรียกว่า ยุคปฏิวัติมนุษย์ (Human Revolution) ก็เป็นได้..
———————-
เวลาผ่านไป มนุษย์อาจจะเปลี่ยนไป แต่กดไลค์ ลงทุนแมนได้เหมือนเดิม
ติดตามบทความลงทุนแมน ได้ที่
บล็อกดิท blockdit.com
-อินสตาแกรม instagram.com/longtunman
-ทวิตเตอร์ twitter.com/longtunman
-ไลน์ line.me/R/ti/p/%40longtunman
-หนังสือลงทุนแมน 3.0 ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
———————-

Reference
-https://www.decodedscience.org/comparing-genetic-code-dna-binary-code/55476
-https://www.cnbc.com/2015/12/10/unlocking-my-genome-was-it-worth-it.html
-http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/800453
[6553].

Comments

comments