เส้นทางของ Mark Zuckerberg ฉบับสมบูรณ์

เส้นทางของ Mark Zuckerberg ฉบับสมบูรณ์

เส้นทางของ Mark Zuckerberg ฉบับสมบูรณ์ / โดย ลงทุนแมน
บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันแรกที่ Mark Zuckerberg เริ่มก่อตั้ง Facebook ในหอพักของตัวเองในมหาวิทยาลัย Harvard จนถึง Facebook ในปัจจุบัน

รู้หรือไม่ว่า วันนั้น Mark Zuckerberg คิดอะไรถึงได้สร้าง Facebook ขึ้นมา

จากวันแรกใน 14 ปีที่แล้ว มีแค่ไม่กี่คนในมหาวิทยาลัย Harvard ได้ใช้ Facebook

มาวันนี้มีคนทั่วโลก 2,000 ล้านคนที่อยู่ในระบบนี้

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ Mark Zuckerberg มีเส้นทางเป็นอย่างไร?

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เรื่องเริ่มต้นจาก

ในปี 2003 นักศึกษาปีที่ 2 ชื่อ Mark Zuckerberg ได้สร้างโปรแกรมหนึ่งขึ้นมาสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยา Harvard ชื่อ Face Mash

โปรแกรมนี้จะโชว์รูปเพื่อนในมหาวิทยาลัยขึ้นมา และให้โหวตว่าคนนี้ Hot หรือไม่

รูปของทุกคนก็ไม่ได้เอามาจากที่ไหน แต่เป็นการ hack ข้อมูลมาจากระบบธุรการของหอพักในมหาวิทยาลัย

ในชั่วโมงแรกมีคนเล่นโปรแกรมนี้ถึง 450 คน และ เปิดรวมกันถึง 22,000 หน้า

(ใครจะไปรู้ว่าโปรแกรมนี้ก็เหมือนกับโปรแกรมในปัจจุบันซึ่งก็คือ Tinder นั่นเอง และไม่น่าเชื่อว่าในอีก 15 ปีต่อมา Facebook ก็ได้จับเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ในฟีเจอร์ Dating ที่จะอยู่ใน Facebook เร็วๆนี้)

ในตอนนั้น เรื่องนี้ดูเป็นเรื่องที่สนุกของทุกคน แต่คงไม่สนุกสำหรับอาจารย์เพราะว่ามันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการขโมยข้อมูลรูปของทุกคนในฐานข้อมูล

และเรื่องนี้ก็ได้ย้อนกลับมาเป็นปัญหาที่สำคัญของ Facebook ในปีนี้ ในกรณี Cambridge Analytica ซึ่งเป็นเรื่องคล้ายกัน คือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการนำข้อมูลที่เป็นส่วนตัวไปใช้ประโยชน์

ในตอนนั้น มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ถูกเรียกพบ

หลังจากนั้น 2 วัน Face Mash ก็ถูกปิดตัวลง

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2004 เป็นวันแรกที่ Mark Zuckerberg เปิดตัวโปรแกรมใหม่ของเขา โดยมีชื่อว่า “TheFacebook”

แต่หลังจากเปิดตัว 6 วัน ก็มีฝาแฝด Cameron และ Tyler ได้ออกมาเรียกร้องว่า Facebook เริ่มมาจากไอเดียของพวกเขาซึ่งมีชื่อว่า “HarvardConnection” โดยตั้งใจให้เป็นการเชื่อมทุกคนในมหาวิทยาลัย Harvard เข้าหากัน

(ในภายหลังพวกเขาได้รับการชดเชยด้วยหุ้น 1.2 ล้านหุ้นของ Facebook)

ภายใน 1 เดือน ครึ่งหนึ่งของนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard เป็นสมาชิกของ TheFacebook

ซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้คิดว่าจะตั้ง TheFacebook เป็นบริษัท

แต่พอเขาเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ไปได้ดี เขาและเพื่อนอีก 4 คน คือ Dustin Moskovitz, Eduardo Saverin, Andrew McCollum และ Chris Hughes ก็ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท TheFacebook ขึ้นมา

ต่อมาเดือนมีนาคม ปี 2004 นาย Chris Hughes เป็นคนเสนอให้ TheFacebook ขยายฐานผู้ใช้ไปยังมหาวิทยาลัยอื่น เช่น Yale, Columbia และ Standford เพื่อให้ทุกคนเข้าถึง

และหลังจากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจใช้ช่วงปิดเทอมปีนั้น ไปพัฒนาและสร้างธุกิจ TheFacebook ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

ถ้าถามว่าในตอนนั้น Mark Zuckerberg คิดอะไร?

ทุกธุรกิจมักจะเริ่มต้นจากพื้นฐานเดียวกัน คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผู้บริโภคเจอ หรือ pain point

แต่เขากลับมองว่าพื้นฐานที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ “มนุษย์”

ซึ่งพื้นฐานของมนุษย์ต้องการ การเชื่อมต่อกัน

เขาเลยตั้งใจที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่ทำให้มนุษย์เชื่อมต่อกันได้

นี่เองเป็นสิ่งที่ทำให้ Zuckerberg ตัดสินใจที่จะออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะให้เวลากับ TheFacebook ได้อย่างเต็มตัว และผู้ร่วมก่อตั้งที่เลือกจะออกจากมหาวิทยาลัยพร้อมกับเขาก็คือ Moskovitz

Mark Zuckerberg ได้กล่าวว่า

“I knew if we had something better than the others it would make it worth putting time into”

หมายความว่าถ้าเรารู้ว่ามีอะไรที่ดีกว่า เราก็ควรจะทุ่มเทเวลาให้กับมันเต็มที่

นี่คือตัวอย่างของการ “โฟกัส”

ทุกธุรกิจต้องการ การเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ

และ Mark Zuckerberg ก็ได้เลือกที่จะโฟกัสกับ Facebook มากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งอย่าง Harvard

เพราะเขารู้ตัวว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่เขาอยากให้ความสำคัญมากกว่า

หลังจากนั้น

Mark Zuckerberg ก็ได้จ้าง Sean Parker เป็นประธานคนแรกของบริษัท ซึ่งเขาเป็นคนที่เปลี่ยนชื่อจาก TheFacebook เป็น Facebook จนถึงปัจจุบัน

แล้วตอนนั้น Facebook ระดมเงินทุนในการตั้งบริษัทได้อย่างไร?

Facebook ได้เงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก Peter Thiel ซึ่งเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และที่น่าสนใจคือ Elon Musk ที่มีชื่อเสียงในตอนนี้ก็เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal เช่นกัน

หลังจากนั้นเดือนพฤษภาคม ปี 2005 Facebook ได้เงินระดมทุนอีก 13.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และในปี 2006 Facebook ก็มีฟีเจอร์ใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ไปตลอดกาล..

นั่นก็คือระบบ News Feed ที่ทำให้เราได้เห็นว่าเพื่อนๆ กำลังทำอะไรอยู่ และตอนนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจ

และหลังจากนั้นมา ผู้คนทั่วโลกก็เริ่มเสพติด News Feed เรื่อยมา

ในปี 2007 Zuckerberg ได้เจอกับ Sheryl Sandberg ในงานเลี้ยงคริสต์มาส

Sheryl Sandberg เป็นใคร?

ตอนนั้น Sandberg ทำงานเป็นผู้บริหารใน Google และกำลังตัดสินใจว่าจะย้ายไปทำงานที่ The Washington Post

แต่หลังจากที่พวกเขาได้คุยกัน Sandberg ก็ได้ตัดสินใจเลือกที่ทำงาน เป็นบริษัท Facebook ในตำแหน่ง Chief Operating Officer ในปี 2008

รู้หรือไม่ว่าในตอนแรกนั้น Facebook ยังไม่สามารถหารายได้ที่มากพอ ซึ่งต่อมา Sandberg เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ Facebook เริ่มทำกำไรได้ในปี 2010

และในช่วงนั้นเองที่ยอดขาย Smart Phone เริ่มเติบโตขึ้น จึงทำให้จำนวนผู้ใช้ Facebook เติบโตขึ้นเช่นกัน

Facebook เติบโตจนต้องย้ายที่ทำงานใหม่มาอยู่ที่ออฟฟิศของบริษัท Sun Microsystems เดิม

ในขณะที่ Zuckerberg กำลังเตรียมตัวพา Facebook เข้าตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2012 ก็ประกาศซื้อ Instagram ในราคา 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ตอนนั้นมีผู้ใช้งาน 400 ล้านคน

ที่น่าตกใจคือ ขณะนั้น Instagram พึ่งเปิดตัวมาได้เพียง 2 ปี มีพนักงานทั้งบริษัทรวมกันแค่ 13 คน และที่สำคัญ ยังไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว..

ในตอนนั้นหลายคนเกิดคำถามเรื่องความเชื่อมั่นของ Zuckerberg เพราะตอนนั้น Instagram ยังทำรายได้ไม่ได้เลย

แต่แล้วปัจจุบัน ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านี่เป็นดีลที่คุ้มค่าที่สุดดีลหนึ่งในวงการธุรกิจ

จนกระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2012 Facebook ได้จดทะเบียนในตลาดทรัพย์ ได้บอกนักลงทุนว่า “Simply put: we don’t build services to make money; we make money to build better services.”

เราไม่ได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อทำเงิน แต่เราทำเงินเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ดีกว่า..

ในปีเดียวกัน หลังจากบริษัท Facebook เข้าตลาดเรียบร้อย ก็ถึงเวลาของ Zuckerberg ที่จะเข้าประตูวิวาห์

Zuckerberg ได้แต่งงานกับ Priscilla Chan ภรรยาของเขาที่คบหาดูใจกันตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่ Harvard

ซึ่งต่อมา Priscilla Chan มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของ Zuckerberg โดยเฉพาะเรื่องการบริจาคเงิน และ การช่วยเหลือผู้อื่น

Facebook ไม่ได้หยุดที่จะเติบโตแค่นั้น

ในปี 2014 Facebook ซื้อเพิ่มอีก 2 บริษัท คือ

บริษัท Oculus ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Virtual Reality (VR) ในราคา 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะ Zuckerberg มองเห็นว่าสิ่งที่จะเป็นเทรนด์ต่อไปในอนาคตก็คือ VR

และอีกบริษัทคือ WhatsApp ในราคา 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าซื้อกิจการของ WhatsApp ถือเป็นหนึ่งในดีลบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีที่มูลค่าสูงมากในประวัติศาสตร์

และก็ดูเหมือน Mark Zuckerberg จะตัดสินใจถูก เพราะผู้ใช้บริการได้เพิ่มจาก 470 ล้านรายในตอนนั้น มาเป็น 1,300 ล้านรายในตอนนี้

Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp ได้มานั่งในเก้าอี้ผู้บริหารของ Facebook

แต่ต่อมาก็ได้ลาออกจากบริษัทไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 2018

สิ่งที่น่าสนใจของ Mark Zuckerberg คือ

เดือนธันวาคม ปี 2015 Zuckerberg ได้ประกาศว่าจะขายหุ้น 99% เข้าในหน่วยงานการกุศล Chan Zuckerberg Initiative (CZI)

ซึ่งหมายความว่าตัว Zuckerberg เองจะเหลือหุ้นในเฟซบุ๊คประมาณ 1% ของจำนวนหุ้นเดิมเท่านั้น

CZI คือมูลนิธิเพื่อพัฒนาการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อรักษาโรคที่ยังรักษาไม่ได้ในปัจจุบัน และแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

เรื่องราวของ Facebook เป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ

แค่อยากจะทำให้คนในมหาวิทยาลัยเชื่อมถึงกัน

จนกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้คนทั่วโลกเชื่อมถึงกันได้

เรื่องทั้งหมดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลา 14 ปี

จากคนกลุ่มเล็กๆ ตอนนี้มีคนใช้งานทุกวันทั่วโลกเป็นพันล้านคน

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

รู้ไหมว่าบริษัท Facebook มีพันธกิจ (Mission) ว่าอะไร?

Mission ของ Facebook คือ

Give people the power to build community and bring the world closer together.”

ให้ผู้คนได้ร่วมกันสร้างชุมชน และทำให้โลกใกล้กันยิ่งขึ้นกว่าเดิม..
———————-
<ad> ถ้าชอบเล่น Facebook ลองมาดูเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หรูมีคุณภาพ ใช้นั่งเล่น Facebook ได้ทุกที่ ขอแนะนำ ‘งานไม้ ที่เป็นได้มากกว่าเฟอร์นิเจอร์’

อุด-ทะ-ยาน [ut-tha-yan] เฟอร์นิเจอร์งานไม้ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘Wood Slab Enthusiasts’ หรือ ‘ผู้ที่รักในงานไม้แผ่นเดียว’ โดยให้ความสําคัญและคุณค่าของการคงรูปทรงธรรมชาติ ผสมผสานกับการออกแบบที่ทันสมัย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel: 09-242424-71 / Line ID: @utthayandesign / FB & IG: Utthayan / Website: www.utthayan.com
———————-

Reference:
-https://www.youtube.com/watch?time_continue=9&v=bb04KN9bvz8
-https://www.youtube.com/watch?v=5bJi7k-y1Lo&feature=youtu.be
-https://www.forbes.com/sites/tomiogeron/2012/10/20/mark-zuckerberg-dont-just-start-a-company-do-something-fundamental/#43fe40711f51
[6550].

Comments

comments