คาร์ล ไอคาห์น นักล่ากิจการ

คาร์ล ไอคาห์น นักล่ากิจการ

คาร์ล ไอคาห์น นักล่ากิจการ / โดย ลงทุนแมน
หากพูดถึงนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลกในยุคปัจจุบัน
หลายคนคงนึกถึง วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนในตำนาน
ถ้าในประเทศไทย ก็คงหนีไม่พ้น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผู้เป็นต้นแบบการลงทุนของคนไทยหลายคน

สองท่านนี้มีบางอย่างที่เหมือนกันคือ การถือหุ้นของบริษัทอย่างยาวนาน โดยที่ไม่ได้ต้องการเข้าไปยุ่งกับการบริหารของบริษัท

แต่นักลงทุนระดับโลกไม่ได้มีแค่สไตล์นี้เท่านั้น

คาร์ล ไอคาห์น จัดเป็นนักลงทุนระดับโลกที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นนักลงทุน ผู้มีวิธีการลงทุนที่ต่างจากผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาประสบความสำเร็จติดทำเนียบคนรวยระดับโลก มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 5.92 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่ามูลค่าของบริษัทที่ใหญ่สุดในประเทศไทยอย่าง ปตท. อยู่หลายเท่า

คาร์ล ไอคาห์น เป็นใคร และมีวิธีการลงทุนอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ไอคาห์นเป็นชาวอเมริกันที่เติบโตในครอบครัวเชื้อสายยิว จบปริญญาตรีในสาขาปรัชญา

ระหว่างศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี เขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะจ่ายค่าที่พัก ไอคาห์น จึงต้องทำงานในคลับแห่งหนึ่งเพื่อหารายได้

การหารายได้เสริมครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการจุดประกายความเป็นนักลงทุนในตัวเขา

เพราะคลับของเขามีคาสิโนบริการอยู่ และหนึ่งในบริการนั้นคือ โป๊กเกอร์เกม..

จากคนที่ไม่เคยรู้จักวิธีการเล่นไพ่ชนิดนี้เลย เขาใช้เวลา 2 อาทิตย์เพื่ออ่านหนังสือ 3 เล่มเกี่ยวกับเกมนี้ และสามารถนำสิ่งที่ศึกษามา ทำเงินได้มากถึง 1.6 ล้านบาท..

ชีวิตนักลงทุนของ ไอคาห์น เริ่มต้นได้อย่างไร

เขาเลือกที่จะเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเดินทางไปที่ Wall Street

สมัยก่อนที่นั่งของโบรคเกอร์ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำกัด เขาต้องยืมเงินคุณลุงที่เขาสนิทกว่า 13 ล้านบาทเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าว

ข้อได้เปรียบในตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้ การซื้อขายหุ้นจากหน้างาน ทำให้เขาริเริ่ม การลงทุนแบบ low-risk arbitrage ซึ่งเขาสามารถทำกำไรได้มากถึง 64 ล้านบาทต่อปี

Arbitrage คืออะไร?

Arbitrage เป็นศัพท์ทางการเงิน ใช้อธิบายกิจกรรมการซื้อสินค้ามาจากตลาดแห่งหนึ่ง และนำสินค้าชิ้นเดิมไปขายในอีกแหล่งหนึ่งด้วยราคาที่สูงกว่าเพื่อทำกำไร

ตัวอย่างเช่น การหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมจากยุโรปมาใบละแสน และนำมาขายในไทยใบละแสนสอง

จากวิธีการดังกล่าวทำให้เขามีเงินทุนสร้างบริษัทของตนเองได้สำเร็จ ในชื่อ Icahn & Co.

นโยบายการลงทุนของบริษัทของไอคาห์นต่างจากนักลงทุนชื่อดังคนอื่นอย่างชัดเจน นั่นคือ เขาจะวิเคราะห์หาบริษัทที่ราคาหุ้นตกลงอย่างมาก และมีการบริหารกิจการที่ย่ำแย่

เมื่อเลือกเป้าหมายได้อย่างชัดเจน เขาจะเริ่มทยอยซื้อหุ้น สะสมหุ้นจนกระทั่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเป็นกรรมการบริษัทในที่สุด

..ในแวดวงนักลงทุนกล่าวว่า เขาไม่ใช่นักลงทุน แต่เป็น นักล่ากิจการ..

ชื่อเสียงอันโด่งดังนี้ มาจากการที่เขาเข้าซื้อกิจการสายการบิน Trans World Airlines ด้วยการกู้เงิน และนำสินทรัพย์ในบริษัทไปขายเพื่อจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่กู้มา

ดีลนี้เขาได้กำไรส่วนตัวไปถึง 14,917 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทเป็นหนี้ถึง 17,176 ล้านบาท

มากไปกว่านั้น อีกไม่กี่ปีต่อมา เขาขายเส้นทางการบินของบริษัทให้กับสายการบินอื่นมูลค่าราว 14,155 ล้านบาท

จากบริษัทสายการบินยักษ์ใหญ่ของอเมริกา กลายมาเป็นบริษัทที่แทบจะไม่มีใครรู้จักในปัจจุบัน

ไอคาห์น จะทำตัวเป็นศัตรูกับเจ้าของกิจการ และบอร์ดบริหารโดยเน้นว่าตัวเองเป็นตัวแทน ของผู้ถือหุ้นรายย่อย และหั่นกิจการนั้นออกเป็นชิ้นๆ และนำไปแยกขาย

สำนวนประจำจาก ไอคาห์น หลังจากมีสิทธิในการออกเสียงจากการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ “ผมจะรับช่วงต่อกิจการนี้เอง ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง หรือ บอร์ดบริหารไม่ทำตามที่ผมบอก”

คำถามคือมีกิจการไหนอีกบ้างที่ ไอคาห์น เข้าไปล่าแบบเลือดเย็น?

ไอคาห์นเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากของ Motorola ในยุคตกต่ำก่อนจะขายให้ Google ในราคากว่า
4 แสนล้านบาท

รวมถึงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Yahoo เพื่อหวังเก็งกำไรมหาศาลจากการเข้าซื้อของ Microsoft ซึ่งเกือบจะเกิดขึ้น แต่ เจอร์รี่ หยาง CEO ในยุคนั้นขัดขวางการขายกิจการทุกช่องทาง ทำให้ไอคาห์นขาดทุนจากเรื่องดังกล่าวกว่า 32,000 ล้านบาท

ล่าสุดต้นปีที่ผ่านมา Fujifilm ประกาศลดคนงานกว่าหมื่นคนและมีแผนจะควบรวมกิจการกับบริษัท Xerox เพื่อที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการดำเนินการ

ล่าสุด Xerox ปฏิเสธการควบรวมกิจการกับ Fujifilm หลังจากมีการเปลี่ยนบอร์ดบริหารไปถึง 6 คน และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว คือ คาร์ล ไอคาห์น

ทำให้ Fujifilm ต้องเสนอราคาใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก หรือต้องฟ้องบอร์ดบริหารของ Xerox เพื่อทำให้การควบรวมเกิดขึ้นนั่งเอง..

เรื่องของ คาร์ล ไอคาห์น ทำให้เราคิดได้ว่า

แม้ว่าจุดมุ่งหมายของนักลงทุนทุกคนจะเหมือนกัน คือการได้กำไร

แต่วิธีการลงทุนนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน

บางคนเลือกที่จะไม่ไปยุ่งกับการดำเนินงานของบริษัท ปล่อยให้ผู้บริหารตัดสินใจด้วยตัวเอง

แต่คาร์ล ไอคาห์น ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาเลือกที่จะกำหนดชะตาชีวิตของบริษัทด้วยตัวเอง

เขาจะเป็นคนปรับเปลี่ยนผู้บริหาร และอนาคตของบริษัทต้องอยู่ในกำมือเขา

เรื่องนี้อาจต้องใช้พลังมากมาย ที่นักลงทุนคนอื่นอาจทำไม่ได้

แต่ถ้าทำได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือกำไรมหาศาล อย่างที่ คาร์ล ไอคาห์น ได้รับ..
———————-
คาร์ล ไอคาห์น เป็นนักล่ากิจการ ลงทุนแมนเป็นหุ่นยนต์
ติดตามบทความลงทุนแมน ได้ที่
-บล็อกดิท blockdit.com
-อินสตาแกรม instagram.com/longtunman
-ทวิตเตอร์ twitter.com/longtunman
-ไลน์ line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

Reference
-https://en.wikipedia.org/wiki/Carl_Icahn#Early_career_and_’corporate_raider’_years:_1961–2005
-https://edition.cnn.com/2015/08/21/us/carl-icahn-fast-facts/index.html
-https://www.gurufocus.com/holdings.php?GuruName=Carl+Icahn
-https://dealbook.nytimes.com/2011/08/15/in-googles-motorola-deal-icahn-gets-his-wish-again/
-https://www.bangkokpost.com/news/world/1465014/xerox-ends-merger-with-fujifilm-in-victory-for-shareholders
[6498].

Comments

comments