ตำนาน BMW

ตำนาน BMW

ตำนาน BMW / โดย ลงทุนแมน
ทุกวันนี้เราคงรู้จัก BMW ในฐานะแบรนด์รถหรูจากยุโรป
แต่รู้หรือไม่ว่า BMW ไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจมาจากรถยนต์
และเคยลำบากถึงชั้นต้องเอาเศษเหล็กมาทำเครื่องครัวขาย
เรื่องราวของ BMW เป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

จุดกำเนิดของ BMW ต้องย้อนกลับไปถึง 102 ปี

ชื่อของ BMW เริ่มต้นมาจากบริษัทที่มีชื่อว่า Rapp Motorenwerke ผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน ของ Karl Rapp ในเมืองมิวนิค

ปี 1917 Rapp Motorenwerke ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น
“Bayerische Motoren Werke” ซึ่งเป็นชื่อเต็มของ BMW

โดยมีสัญลักษณ์ที่ออกแบบมาจากภาพของกังหันเครื่องบินที่กำลังหมุนอยู่ รวมเข้ากับสีฟ้าและขาว ซึ่งเป็นสีประจำแคว้นบาวาเรีย (Bavaria) ที่บริษัทตั้งอยู่

และหลังจากนั้น BMW ก็สร้างชื่อจากเครื่องยนต์เครื่องบิน

เครื่องยนต์เครื่องบินที่สร้างโดย BMW ที่มีชื่อว่า BMW IIIA กลายเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในยุคนั้น โดยเป็นเจ้าแรกที่เลือกใช้ลูกสูบที่เป็นอลูมิเนียม ทำให้เครื่องยนต์มีน้ำหนักเบากว่าเครื่องยนต์ทั่วไป

ปี 1919 เครื่องยนต์ BMW IV ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อจาก IIIA เป็นเครื่องที่ใช้ในเครื่องบินที่สร้างสถิติโลกเพดานบินสูงสุด โดยไม่มีระบบปรับความดันหรือเครื่องช่วยหายใจที่ 9,760 เมตร

กิจการที่ดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้สวย

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงและเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้

ทำให้การผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมัน จากผลของสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles)

BMW ที่เคยผลิตแต่เครื่องยนต์เครื่องบินมาโดยตลอด ต้องหันไปผลิตเครื่องมือทำฟาร์ม และเบรครถไฟ เพื่อให้กิจการอยู่รอด

แต่ในระหว่างนั้น Max Friz หัวหน้านักออกแบบของ BMW ก็กางแผนออกแบบ รถมอเตอร์ไซค์ ไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1922

เมื่อ Camillo Castiglioni ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Bayerishche Flugzeug-Werke หรือ BFW เข้ามาซื้อกิจการด้านเครื่องยนต์เครื่องบินของ BMW ไป

BFW ย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดของ BMW ทั้งคนงานและเครื่องมือการผลิต มาที่ศูนย์การผลิตของตัวเอง และได้เปลี่ยนชื่อจาก BFW มาเป็น BMW แทน

ศูนย์การผลิตที่ถือเป็นบ้านหลังใหม่ของ BMW ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิค และยังมีให้เห็นจนถึงทุกวันนี้
เพราะตอนนี้ ที่ตั้งนั้นคือ สำนักงานใหญ่ของ BMW Group

ปี 1923 รถมอเตอร์ไซค์คันแรกของ BMW ที่มีชื่อรุ่นว่า R 32 เปิดตัวที่งาน Berlin Motor Show โดยรูปแบบการวางเครื่องของ R 32 ยังถือเป็นต้นแบบให้กับรถมอเตอร์ไซค์ของ BMW ในรุ่นใหม่ๆ ด้วย

ก้าวแรกของ BMW ในวงการรถยนต์ เริ่มขึ้นในปี 1928

หลังจากเข้าไปซื้อกิจการ Fahrzeugfabrik Eisenach ของ Heinrich Ehrhardt (ผู้ผลิตรถยนต์รุ่นบุกเบิกของเยอรมันต่อจาก Daimler และ Benz) ซึ่งเป็นเจ้าของรถ Dixi หรือก็คือรถ Austin Seven ที่ซื้อ Licence การผลิตมาจากบริษัท Austin Motor ของอังกฤษ

BMW 3/15 PS คือรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้ชื่อของ BMW ซึ่งเปิดตัวในปีต่อมา และก็กลายเป็นที่ฮือฮาทันที เพราะสามารถชนะการแข่งขันรายการ Alpine Rally ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าร่วม

หลังจากนั้นในปี 1933 BMW 303 คือรถรุ่นแรกที่มาพร้อมกับกระจังหน้าแบบไตคู่ (Kidney Grille) ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของรถ BMW ทุกรุ่นในปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เหมือนจะเป็นเดจาวูก็เกิดขึ้น

ขณะที่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์กำลังจะไปได้สวย ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

BMW ก็ไปผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินให้กับกองทัพอากาศ

และเยอรมันก็แพ้อีกแล้ว..

โรงงาน รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ พังเกือบหมด และ BMW ต้องกลับไปผลิตของใช้ในครัวเรือน ก่อนจะกลับมาสร้างมอเตอร์ไซค์ได้อีกครั้งในปี 1948 และรถยนต์ในปี 1951

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 BMW กลับมาขายรถที่จัดเต็มเรื่องสมรรถนะ ซึ่งถือว่าเป็นรถที่มีเทคโนโลยีล้ำสุดในช่วงเวลานั้น

แต่ดูเหมือนว่า..
จุดสูงสุดของวิศวกรรมจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับจุดต่ำสุดของ BMW

เนื่องจากช่วงหลังสงคราม คนสนใจแต่ปากท้องของตัวเอง และคงไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อรถคันใหญ่ที่มีวิศวกรรมล้ำหน้าราคาแพง

ทำให้รถของ BMW ขายได้ไม่ค่อยดี ส่วนตลาดมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มซบเซา

สุดท้ายบริษัทมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนถึงขั้นที่ว่าบอร์ดของบริษัท ตอบรับข้อเสนอการควบรวมกิจการกับทาง Daimler-Benz

อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ไม่เกิดขึ้น

เพราะหลังจากถูกต่อต้านจากทั้งคนงานและผู้ถือหุ้นรายย่อย

Herbert Quandt หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท ตัดสินใจหาเงินมาซื้อหุ้นในส่วนที่จะขายให้ทาง Daimler-Benz นั้นเอาไว้เอง

ทำให้ BMW ยังคงเป็นบริษัทคู่แข่งกับ Benz ต่อไป

รู้หรือไม่ว่า ผ่านมา 59 ปี ปัจจุบันคนตระกูล Quandt ก็ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BMW Group อยู่

หลังจาก Herbert Quandt เข้ามาถือหุ้น ทุกอย่างใน BMW ก็ดีขึ้น

เมื่อได้รับบทเรียนมาแล้วครั้งนึง BMW ก็มีการปรับเปลี่ยนให้รถที่ทำออกมามีขนาดเล็กลง สามารถตอบโจทย์คนทั่วไปมากขึ้น โดยออกรถยนต์รุ่น 1500 ออกมา และกลับมาขายดีได้อีกครั้ง

กิจการของ BMW ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการซื้อและขายบริษัทอื่นๆ ตามมาอีกหลายครั้ง

ปัจจุบัน BMW Group จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต มีมูลค่าบริษัท 56,373 ล้านยูโร หรือราว 2,184,163 ล้านบาท มีพนักงานรวม 124,729 คน

และนอกจากรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ของ BMW เองแล้ว ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ MINI และ Rolls-Royce ด้วย

ยอดขายรถยนต์ในเครือ BMW

ปี 2014
BMW 1,811,719 คัน
MINI 302,183 คัน
Rolls-Royce 4,063 คัน
รวมเป็นเงิน 2,912,202 ล้านบาท

ปี 2015
BMW 1,905,234 คัน
MINI 338,466 คัน
Rolls-Royce 3,785 คัน
รวมเป็นเงิน 3,313,665 ล้านบาท

ปี 2016
BMW 2,002,966 คัน
MINI 352,596 คัน
Rolls-Royce 4,179 คัน
รวมเป็นเงิน 3,348,066 ล้านบาท

รวมทุกธุรกิจ BMW Group รายได้เท่าไร?

ปี 2014 รายได้ 3,115,124 ล้านบาท กำไร 225,379 ล้านบาท
ปี 2015 รายได้ 3,571,306 ล้านบาท กำไร 247,812 ล้านบาท
ปี 2016 รายได้ 3,648,330 ล้านบาท กำไร 267,727 ล้านบาท

คงเรียกได้ว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ BMW ก็ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อยเลย

เรื่องนี้ได้ข้อคิดอะไร

ใครจะไปคิดว่า ผู้ผลิตรถหรูที่เราเห็นกันในวันนี้ เคยต้องดิ้นรนถึงขนาดต้องทำหม้อ ทำกระทะขาย เพื่อความอยู่รอดมาก่อน

หลายคนอาจเคยคิดว่า ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คงจะไม่เคยล้มเหลวมาก่อน

ตั้งแต่วันแรกที่ BMW ทำเครื่องยนต์เครื่องบินรุ่น IIIA เพื่อให้ชนะคนอื่น ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเป็น DNA ติดตัวบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าบริษัทจะเจอสงครามโลกกี่ครั้ง เจอปัญหามากมาย แต่บริษัทก็ไม่ยอมแพ้ และพยายามกลับมาเป็นผู้นำ

ชีวิตคนเราก็คงคล้ายแบบนี้ มีวันที่ดี และมีวันที่ต้องดิ้นรน

ไม่ว่าวันไหน

ถ้าเรามี passion ที่เป็น DNA ติดตัวไว้เสมอว่าเราจะไม่ยอมแพ้ และเราต้องชนะ สุดท้ายเราก็คงจะประสบความสำเร็จได้เหมือนตำนาน BMW..
———————-
<ad> หนังสือลงทุนแมน 2.0 วางแผงแล้วหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
โหลดแอพลงทุนแมนอ่านฟรีได้ที่ http://longtunman.com/app
ลงทุนแมนมี instagram twitter youtube line@ แล้ว ติดตามได้โดยค้นหา ไอดีชื่อ longtunman ในแพลตฟอร์มนั้น
———————-

Reference
-https://www.bmwgroup.com/en.html
-https://www.press.bmwgroup.com/global
-https://en.wikipedia.org/wiki/BMW
[4986].

Comments

comments