<ผู้สนับสนุน> K PLUS โฉมใหม่

<ผู้สนับสนุน> K PLUS โฉมใหม่

<ผู้สนับสนุน>
K PLUS โฉมใหม่ / โดย ลงทุนแมน
จากสถิติการใช้แอป Mobile Banking ในประเทศไทย
ปี 2017 พบว่า K PLUS ของกสิกรไทย มีคนใช้เยอะที่สุด
แต่ในปีนี้ K PLUS จะเปลี่ยนไป แล้วเปลี่ยนอย่างไร
วันนี้ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ในปี 2013 ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดตัวแอป Mobile Banking ตัวแรกของธนาคาร ที่มีชื่อว่า K-Mobile Banking Plus ขึ้น

ซึ่งในช่วงแรก การให้บริการทาง Mobile Banking ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ในปี 2014 ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 53 ยังเชื่อว่าโทรศัพท์มือถือไม่สามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ แต่แอป K-Mobile Banking Plus ก็ยังได้รับความนิยมมากที่สุดจากทุกธนาคาร คิดเป็นร้อยละ 24

ภายในไม่กี่ปี Mobile Banking ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต่อมาในปี 2016 ธนาคารกสิกรไทย ประกาศตั้งบริษัทลูก ชื่อว่า กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG (KASIKORNBANK Business-Technology Group) เพื่อเน้นพัฒนาด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้าน Fintech

และในปี 2017 ทาง KBTG ได้มีการพัฒนา K-Mobile Banking Plus และเปลี่ยนชื่อเป็น K PLUS ที่คนใช้ธนาคารกสิกรไทยปัจจุบัน ก็น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

นอกจากนั้น KBTG ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา เช่น

K PLUS Beacon แอปพลิเคชั่น K PLUS ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของผู้บกพร่องทางการเห็น

Machine Commerce ที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและขาย เพื่อช่วยลดต้นทุนในหลายๆด้าน

Machine Lending ที่วิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีความต้องการกู้เงิน และพัฒนาขั้นตอนการปล่อยสินเชื่อผ่าน K PLUS อนุมัติได้ใน 1 นาที

และในปี 2018 นี้ K PLUS จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทางบริษัท KBGT ได้มีการนำระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence)
มาพัฒนาต่อยอด เพื่อให้แอปพลิเคชั่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

และได้ตั้งชื่อนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์นี้ว่า “KADE” (เกด) โดยย่อมาจาก K PLUS AI-Driven Experience

KADE จะทำงานอย่างไร?

KADE ถูกสร้างให้เหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจ สามารถช่วยคิด โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้ K PLUS ในแต่ละวันของว่าเป็นอย่างไร เลยทำให้เป็นที่ปรึกษาและนำเสนอสิ่งต่างๆให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้

ซึ่ง KADE  มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ

1. Design Intelligence คือ การออกแบบให้ความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคต จะออกแบบให้สามารถได้ติดต่อกับ KADE ได้หลายช่องทาง เพื่อประเมินความต้องการของแต่ละคนได้แม่นยำมากขึ้น

2. Service Intelligence คือ การให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว และพัฒนาให้เหมาะสม โดยจะมีระบบ เตือนในทุกๆโอกาสสำคัญและเสนอสิ่งที่เหมาะสมกับโอกาสต่างๆ เช่น วันวาเลนไทน์อยากได้ดอกไม้แบบไหน วันเกิดเลือกของขวัญแบบไหนดี

3. Machine Intelligence คือ ระบบพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะจะอยู่ในทุกบริการของ K PLUS เช่น ใช้พัฒนาระบบ Machine Lending ในการเสนอเงินกู้ให้ลูกค้าผ่าน K PLUS โดยขั้นตอนไม่นาน

เราได้อะไรจากเรื่องนี้

ยุคของสังคมไร้เงินสดน่าจะกำลังแทรกซึมกับทุกๆกิจกรรมการเงินของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

เคยไหม?

ตอนไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ที่มีคนนึงเป็นตัวแทนเพื่อนๆจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต และเพื่อนคนอื่นก็คืนเงินโดยโอนผ่าน PromptPay

สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อไปจะไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่จะเป็นทุกเรื่องในชีวิตประจำวันของเรา

ก็คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของทุกธนาคารเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัวและพัฒนาตนเอง

ถ้าเราปรับตัวได้เร็วกว่าคนอื่น ก็อาจจะมาเป็นผู้นำในตลาดยุคใหม่ได้เหมือน K PLUS ของกสิกรไทย

Reference
-https://www.kasikornbank.com/th/News/Pages/KBTG2018-KADE.aspx
​-https://www.marketingoops.com/reports/research/thai-users-mobile-banking/
[4782]

Comments

comments