กรณีศึกษา ร้านโอ้กะจู๋

กรณีศึกษา ร้านโอ้กะจู๋

กรณีศึกษา ร้านโอ้กะจู๋ / โดย ลงทุนแมน

คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เกือบทุกคนก็คงจะใฝ่ฝันอยากทำงานออฟฟิศในเมือง ไม่อยากทำงานร้อนๆ

แต่มีเด็กกลุ่มหนึ่งที่คิดต่างจากนั้น

ด้วยความคิดวัยเด็กที่ใฝ่ฝันเป็นเกษตรกร ที่เริ่มแรกปลูกผักเล่นๆ เพียงแค่ในครอบครัว

สู่การเป็นสวนผักขนาดมากกว่า 70 ไร่ และร้านอาหารสวนผักโอ้กะจู๋ 100 คิว

วันนี้ลงทุนแมนจะพาไปดูมุมมองของเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่มีมุมมองความคิดต่างออกไป  เราจะพาไปรู้จักกับ เจ้าของสวนผักโอ้กะจู๋กัน

จุดเริ่มต้นของสวนผัก เริ่มจากคุณอู๋ ชลากร เอกชัยพัฒนกุล กับคุณโจ้ จิรายุทธ ภูวพูนผล เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็กที่บ้านทำอาชีพเกษตรกรเป็นทุนเดิม เลยทำให้ทั้งสองคนมีความฝันที่จะทำเป็นเกษตรกร ทำธุรกิจเกี่ยวกับเกษตรร่วมกัน

แต่ความฝันนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับกับคนหลายคน และ มักจะได้คำสบประมาทว่า เรียนทำไมเกษตร ไม่ต้องเรียนก็ทำได้ เรียนไปเพื่อไปขุดดินเหรอ

ในตอนนั้นพวกเขาก็ยังไม่คิดว่าในอนาคตจะเป็นยังไง แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะทำเพราะพวกเขามองว่าอาชีพเกษตรกร เป็นอาชีพที่สำคัญเพราะมองว่าเป็นเรื่องของปัจจัยสี่ ที่ทุกคนจะต้องกินกันทุกวัน

หลังจากที่พวกเขาจบมหาวิทยาลัยกันแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มทำธุรกิจของตนเอง โดยแนวคิดของพวกเขาคือการผสมผสานเกษตรรูปแบบใหม่และรูปแบบดั้งเดิม และปรับแก้ไขจุดอ่อนของเกษตรกรรุ่นเก่า กับ ช่องทางการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย

ในตอนแรกที่เริ่มทำธุรกิจ ในปี 2553 พวกเขาเริ่มทำสวนเล็กๆก่อน ขนาด 1 ไร่ ซึ่งได้เพื่อนเขาอีกคนที่ชื่อคุณต้อง วรเดช สุชัยบุญศิริ เข้ามาดูแลเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ จึงเกิดเป็นร้าน โอ้กะจู๋ ที่มามาจากชื่อของเจ้าของนั้นเองคือ อู๋กับโจ้ ที่เล่นผวนคำเป็น โอ้กับจู๋ เพื่อความแปลกใหม่

ในตอนแรกที่ปลูกผักก็เริ่มแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านและคนรู้จักก่อน แล้วค่อยๆ ส่งขายตามร้านอาหารทั่วเชียงใหม่

หลังจากนั้น พวกเขาก็อยากจะสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น เลยมีความคิดที่จะต่อยอดผลผลิต

ด้วยความที่ว่า คุณอู๋ นั้น มีความชอบด้านทำอาหาร เลยสร้างร้านคาเฟ่เล็กๆ สำหรับคนรักสุขภาพ โดยเน้นเมนูสลัดจากสวนของพวกเขาด้วยเพื่อต่อยอดผลผลิต พืชผักของตนเอง ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า From Farm to Table  ขึ้นมาในปี 2556

พอเริ่มเปิดไปสักพัก ก็ขยายธุรกิจด้วยการขยายเมนู โดยเพิ่มสเต็กเข้าไปทานคู่กับสลัดด้วย  หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เน้นการขายส่ง แต่จะไปเน้นการขายปลีกให้กับร้านอาหารของพวกเขาเอง ซึ่งการที่พวกเขาเริ่มทำร้านอาหารเพิ่มขึ้นมานั้น ทำให้ช่วยเพิ่มมูลค่าของพืชผัก เพราะร้านอาหารมีกำไรมากกว่าการขายส่ง

จุดเด่นที่ทำให้สวนผักและร้านอาหารคาเฟ่นี้ ดังไปทั่วเชียงใหม่ ที่ทำให้คนที่มาเที่ยวเชียงใหม่จะต้องแวะมากิน เป็นเรื่องของผักที่สดใหม่และปลอดสารพิษ จากสวนที่อยู่ข้างหลังร้านอาหาร และอาหารจานใหญ่ น้ำสลัดที่โดดเด่นจากสูตรของครอบครัวคุณอู๋ นอกจากนี้ยังมีทั้งจุดถ่ายภาพ บรรยากาศในการรับประทานอาหารจากสวนผักของทางร้านอีก

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณา  คุณโจ้ ยังใช้สื่ออย่างโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ทั้งมีการทำเว็ปไซต์ และ Facebook ให้คนรู้จักสวนผักและร้านสเต๊กโอ้กะจู๋มากยิ่งขึ้น

ในปี 2560 ร้านอาหารสวนผักโอ้กะจู๋ ก็มาเปิดสาขาที่กรุงเทพ เพื่อตอบรับความต้องการของคนในกรุงเทพ ที่ทางร้านสังเกตเห็นว่า คนในกรุงเทพนั้นไปกินร้านอาหารของตนที่เชียงใหม่เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ โอ้กะจู๋ 100 คิว ถ้าหากไม่ได้จองคิวมาก่อน ก็อาจจะต้องรอนานหน่อย

รายได้ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด

ปี 2557  4.4 ล้านบาท กำไร 210,060 บาท

ปี 2558 39.7 ล้านบาท กำไร 1.2 ล้านบาท

ดูจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงปีเดียวเท่านั้น ที่เพิ่มขึ้นมาถึง 35 ล้านบาทเลยทีเดียว

ในปัจจุบันนี้ สวนผักโอ้กะจู๋ได้เพิ่มจำนวนสายพันธุ์ผักสลัดมากขึ้นมาถึง 17 ชนิด และ มีสวนผักทั้งหมด 3 สวนพื้นที่ขนาดมากกว่า 70 ไร่

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?

ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร คนทุกคนต่างก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งนั้น

แต่สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในอาชีพหรือธุรกิจนั้นได้ คืออะไร อย่างสวนผักโอ้กะจู๋นั้น ก็คงเป็นการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก มุ่งมั่นตั้งใจคิดหาวิธีการ ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า หรือสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า

แง่คิดของเรื่องนี้ก็สามารถนำเอามาใช้กับธุรกิจของเราได้

ขนาดสินค้าที่น่าเบื่ออย่างการปลูกผัก ยังสามารถหาวิธีเพิ่มมูลค่าได้

จริงๆ แล้ว

ไม่มีสินค้าไหนที่น่าเบื่อ

แต่ตัวเราเองมากกว่าที่ทำให้สินค้าของเราดูน่าเบื่อ

อย่างในกรณีนี้ จุดเด่นแรกของร้านนี้ก็คงเป็นชื่อร้านที่เรียกว่า โอ้กะจู๋

ถ้าเราหาวิธีที่จะแปลงโฉมสินค้าให้แตกต่าง มีจุดที่น่าสนใจ

เราก็อาจจะกลายเป็น โอ้กะจิ๋ม คู่แข่ง โอ้กะจู๋ ก็เป็นได้..
———————-
<ad> ถ้าบริษัทเรายังเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม แล้วอยากใหญ่โตขึ้นเหมือนโอ้กะจู๋ บริษัทเราต้องมีระบบบัญชีที่ดี
FlowAccount ระบบบัญชีออนไลน์ ใช้งานง่าย สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางด้านบัญชีก็สามารถใช้งานได้ ใครปวดหัวกับเรื่องบัญชีลองใช้ดู
รับสิทธิ์ใช้งานฟรี 30 วันได้ที่ www.flowaccount.com
———————-

Source
-https://www.youtube.com/watch?v=-OvfDfn4bT4
-http://www.ohkajhuorganic.com/en/
-https://marketeeronline.co/archives/3875
-https://money.sanook.com/184639/
-http://chiangmai.siamdot.com/ohkajhu/
-http://www.panasm.com/โอ้กะจู๋-สยาม/
[4429].

Comments

comments



2 thoughts on “กรณีศึกษา ร้านโอ้กะจู๋”

  • ผมว่าการใส่ตัวเลขกำไรคงมีความผิดพลาดเยอะนะครับ…น่าจะกลัวสรรพากร เอามากๆ

  • เห็นด้วยกับเม้นบนครับ ปลูกผัก กับร้านอาหาร กำไรต่อหน่วยน่าจะเยอะกว่านี้ ยิ่งเป็นร้านที่ขายดี แถมไม่ต้องแข่งด้านราคาด้วย