TESLA บริษัทเปลี่ยนโลก ตอนจบ Gigafactory

TESLA บริษัทเปลี่ยนโลก ตอนจบ Gigafactory

TESLA พึ่งออกรถมาเพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้นคือ Roadster ซึ่งเป็นรถสปอร์ต และ Model S ซึ่งเป็นรถระดับบนสุดเกรดเดียวกับ Mercedes-Benz S-Class, BMW 7-Series แต่ที่น่าสนใจคือยอดขายในอเมริกาปีที่ผ่านมา Model S ของ TESLA เป็นอันดับหนึ่งชนะคู่แข่งในระดับเดียวกันทั้งหมด

ทำไมรถ Model S ของ TESLA ถึงขายดีกว่ารถหรูเยอรมัน?

ถ้า TESLA ยังอยู่ในกติกาเดิมในการทำรถที่ใช้น้ำมันจะไม่มีทางทำรถที่มีคุณภาพดีกว่าเจ้าตลาดคือ Mecedes, BMW ได้แน่ๆ แต่เกมนี้เริ่มเปลี่ยนเพราะ TESLA เลือกใช้ระบบไฟฟ้ามาใช้แทน ทำให้ TESLA ได้เปรียบอยู่หลายเรื่อง

1) สมรรถภาพที่ดีกว่า
2) ปลอดภัยกว่า
3) ต้นทุนเชื้อเพลิงถูกกว่า
4) ต้นทุนการบำรุงรักษาถูกกว่า
5) มลภาวะเป็น 0

เครื่องยนต์ของรถน้ำมันมีประมาณ 200 ชิ้นส่วน แต่สำหรับรถไฟฟ้าแล้วมีเพียง 10 ชิ้นส่วน ทำให้กระโปรงหน้ารถมีที่ว่างบรรจุสัมภาระอีกด้วย เมื่อรถเบาลงก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้น อัตราการเร่งของรถไฟฟ้าได้เปรียบรถที่ใช้น้ำมันเพราะไม่มีเกียร์ เมื่อชิ้นส่วนซับซ้อนน้อยลงก็ทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาถูกกว่า

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดหุ้นยอมให้มูลค่าบริษัท TESLA มากกว่า GM ทั้งที่ TESLA ยังขายรถได้น้อยกว่ามาก เพราะตลาดมองว่าผู้บริโภคพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันมาเป็นรถใช้ไฟฟ้า และ TESLA เป็นผู้นำสูงสุดในเทคโนโลยีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้า TESLA ทำรถไฟฟ้าให้มีราคาถูกได้ ผู้บริโภคก็ย่อมที่จะซื้อ TESLA ในตลาดระดับกลางเช่นกัน ซึ่งตลาดระดับกลางมีมูลค่ามหาศาล มากกว่าตลาดระดับบนหลายเท่า

แต่การลดราคารถไฟฟ้าให้ขายได้ในตลาดระดับกลางนั้นมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งคือ “ราคาของแบตเตอรี่” แค่เฉพาะต้นทุนค่าแบตเตอรี่ก็คิดเป็นราคาประมาณ 700,000 บาทต่อคันแล้ว

แล้ว TESLA จะทำอย่างไร?

ทุกวันนี้แบตเตอรี่ที่เราใช้กันจะเป็นชนิด ลิเธียมไอออน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในโทรศัพท์มือถือ และโน้ตบุ๊ค

สิ่งที่ TESLA แก้ไขปัญหานี้ดูเหมือนจะบ้าพลังมาก คือการสร้างโรงงาน “Gigafactory” ซึ่งถือว่าเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่สุดในโลก แค่โรงงานนี้โรงงานเดียวจะผลิตแบตเตอรี่ได้มากกว่า ทุกโรงงานแบตเตอรี่ทั่วโลกรวมกัน!

โดยโรงงานนี้จะร่วมมือกับบริษัท Panasonic และจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ มาผลิตแบตเตอรี่โดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เป็นถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ถ้าเห็นในรูปประกอบหลังคาของโรงงานจะเป็น Solar Cell ทั้งหมด

Elon Musk เชื่อว่าการสร้างโรงงานนี้จะทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลงถึง 30%

เมื่อของดีกับราคาถูกมาเจอกัน ผลลัพธ์คือการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ชื่อ Model3 ซึ่งมีราคาถูกอยู่ในระดับเดียวกับ Mercedes-Benz C-Class และ BMW 3-series ทำสถิติยอดจองถึง 325,000 คันในสัปดาห์แรก นับเป็นสินค้าที่ขายตอนเปิดตัวได้มากสุดในประวัติศาสตร์โลก (มากกว่า iphone) รถรุ่นนี้ราคาเฉลี่ย 1.4 ล้านบาท แปลว่าบริษัทมียอดขายจากการเปิดตัวมากถึง 455,000 ล้านบาท!

หลังจากนั้นคู่แข่งของ TESLA ที่เป็นผู้ผลิตจากเยอรมันคือ Daimler, BMW และ Volkswagen จึงหันมาโฟกัสเรื่องรถไฟฟ้า และเริ่มสร้างโรงงานแบตเตอรี่ของตัวเองเช่นกัน สอดคล้องกับรัฐบาลเยอรมันประกาศว่ารถทุกคันที่ผลิตในเยอรมันจะต้องเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2030 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่ได้เห็นรถเยอรมันที่ใช้น้ำมันอีกต่อไปแล้ว

ส่วน Toyota ยังเลือกโฟกัสที่การผลิตรถไฮบริด คือน้ำมันผสมกับไฟฟ้า แทนที่จะเป็นไฟฟ้าอย่างเดียว

ปัจจุบันการขนส่งคิดเป็น 45% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ถ้าในอนาคตรถทุกคันใช้ไฟฟ้า หมายความว่าความต้องการใช้น้ำมันจะน้อยลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง ในที่สุดราคาน้ำมันจะถูกลงจนกว่าจะมีราคาเท่ากับต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ถึงตอนนั้นรถที่ใช้น้ำมันอาจจะยังมีอยู่ แต่สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้าคิดในแง่ มลภาวะ และความปลอดภัย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเลือกทิศทางของรถใช้ไฟฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว

ในอนาคตการขุดเจาะน้ำมันจะน้อยลง การสร้างโรงกลั่นน้ำมันจะน้อยลง และเทรนด์ของโลกจะมุ่งไปสู่โรงไฟฟ้า Solar Cell และ โรงงานผลิตแบตเตอรี่

เราจะมีโอกาสได้เห็นโรงงานแบบ Gigafactory เกิดขึ้นอีกเป็นร้อยแห่งทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทย..

อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่

TESLA บริษัทเปลี่ยนโลก ตอนที่ 1 ดวงอาทิตย์ http://longtunman.com/225
TESLA บริษัทเปลี่ยนโลก ตอนที่ 2 รถยนต์ http://longtunman.com/170

Comments

comments



26 thoughts on “TESLA บริษัทเปลี่ยนโลก ตอนจบ Gigafactory”

  • ถ้าน้ำมันถูกลง แล้วพวก off product ที่เกิดจากการกลั่นน้ำมันจะไปทิศทางไหนครับ แพงขึ้นเพราะกลั่นน้ำมันน้อยลง หรือ น้ำมันกำไรน้อย มุ่งพวก off product เลยดีกว่า?

    • ก็น่าจะเป็นสภาวะ supply ล้นก่อนแล้วก็ราคาตกต่ำ จนกว่า demand supply จะกลับมาเจอกันมั้งครับ

    • การกลั่นน่าจะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมัน เช่น พวก ฟิล์ม พลาสติกชนิดต่างๆ ยางสังเคราะห์ครับ ดีมานด์พวกนี้ผมว่ายังโตได้มาก

  • ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆ

    “เครื่องยนต์ของรถน้ำมันมีประมาณ 200 ชิ้นส่วน แต่สำหรับรถไฟฟ้าแล้วมีเพียง 10 ชิ้นส่วน”

    ชิ้นส่วนของรถประเภทเครื่องยนต์ ตกศูนย์ไปหนึ่งตัวหรือเปล่าครับ?

  • พอน้ำมันถูกลงรถยนต์ที่ใช้น้ำมันก็จะได้รับความนิยมเช่นเดิม ยิ่งถ้ารถไฟฟ้าแบตเสื่อมง่ายเหมือนมือถือนะ ด้วยราคาแบตขนาดนั้นใช้รถยนต์น้ำมันนี่แหละดีแล้วครับ

    • สุดท้ายต้นทุนการเดินทางน่าจะถูกลง และผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์มากสุดครับ เลือกได้ว่าจะใช้อะไร

  • ตอนนี้บริษัทอื่นปล่อยให้ Tesla นำไปก่อน เพราะรถไฟฟ้าของ Tesla ยังไม่คุ้มค่าการลงทุนผลิตมาขายแข่งกับรถใช้น้ำมัน รอเมื่อไหร่ที่ต้นทุนรถไฟฟ้าถูกพอๆกับรถใช้น้ำมัน บริษัทอื่นจะกระโจนเข้ามาแน่นอน เงินทุน สายกำลังการผลิตของบริษัทอื่นใหญ่กว่า Tesla

    นักลงทุนคาดหวังว่า Tesla จะยิ่งใหญ่แบบ Apple ราคาหุ้นจึงมาไกลมาก แต่ที่ต่างกันคือ IPhone ของ Apple ทำกำไรได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ Model S ขาดทุนคันละ 4000 เหรียญ

    Elon Musk จุดกระแสรถไฟฟ้าสำเร็จ แต่กำไรยังต้องรอต่อไป รวมทั้งรถรุ่นใหม่ที่จองกันอย่างมหาศาลจะส่งมอบได้ในระยะเวลากี่ปี ฟองสบู่แตกก่อนหรือเปล่า

    สำหรับคู่แข่ง จะพัฒนารถยนต์ให้ดีแบบ Tesla ไม่ยากเกินความสามารถ ไม่เหมือน SpaceX จรวดใช้ซ้ำได้น่าจะครองตลอดปล่อยดาวเทียมไปได้อีกหลายปี ยิ่งใช้ซ้ำได้มากเท่าไหร่ ก็เท่ากับทำกำไรได้มากขึ้น

    • กังวลเหมือนคุณ Eakaphan เลยครับว่าการแข่งขันในวงการนี้สูงมาก Elon Musk เขาเคลมว่า Model3 ของเขาจะมี gross margin ที่ 25% ไม่แน่ใจจะทำได้อย่างที่พูดไหม

  • ขอบคุณมากครับ บทความนี้ช่วยให้เข้าใจเมกาเทรนด์นี้ได้อย่างมากเลยครับ ขออณุญาตแบ่งปันต่อนะครับ

  • ในเมื่อโอกาสลงทุนพัฒนารถไฟฟ้าอีวีเปิดกว้างแบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าค่ายรถญี่ปุ่นซึ่งปกติจะล้ำสมัยด้านเทคโนโลยีของรถยนต์ ทำไมถึงไม่ทำตลาดรถอีวีให้ไวครับ เช่นนิสสันลีฟก็ออกมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นtalk of the world ได้อย่างเทสลา ทั้งที่บริษัทแบตเตอรี่ชั้นนำก็อยู่ญี่ปุ่นครับ

    • Nissan leaf ก็ขายดีนะครับ แต่ tesla model3 มีสมรรถนะที่ดีมากๆเลยครับ เมื่อเทียบกับราคา ทั้งขับได้ไกลมาก ทั้งเร่งได้เร็วมาก จนคนวิจารณ์รถต่างพากันกันชม ผู้บริโภคจึงนิยมมากๆ

      ญี่ปุ่นน่าจะคิดถึงเรื่อง กำไร และต้นทุนเป็นหลัก ซึ่งถ้าคิดถึงเรื่องนี้รถไฟฟ้าตอนแรกต้องยอมขาดทุนก่อน เพราะว่ายังขายได้ปริมาณไม่มากพอ

      แต่เรื่องแบตเตอรี่ tesla เรียกได้ว่าใช้เทคโนโลยีของ panasonic บริษัทญี่ปุ่นเลยครับ

    • อ้อ แนวความคิดในการบุกเบิกลงทุน ต่างกันนี่เอง. พวกตะวันตกประมาณกล้าได้กล้าเสียกว่าเอเชียเรานี่เอง.

  • ผมเจอว่าตอนที่ผลิตโมเดล S นั้นยังใช้แบตเตอร์รี่แบบที่อยู่ในโน๊ตบุคอยู่เลย เนี่ยขนาดใช้แบตธรรมดาๆยังวิ่งได้ 400กว่ากิโล ถ้าเทสล่าทำวิจัยแบตเพิ่มเติมเข้าไปอีก หวังว่าจะวิ่งได้มากกว่านี้ ต่อการชาร์ต 1 ครั้ง

    https://youtu.be/wllH1zSmngM?t=22m15s