กรณีศึกษา wongnai

กรณีศึกษา wongnai

กรณีศึกษา wongnai / โดย เพจลงทุนแมน
รู้ไหมว่าบริษัทนี้ขาดทุนมาตลอด
แต่บริษัทกำลังจะเริ่มกำไรปีนี้เป็นปีแรก
และมีแผนที่จะเข้า IPO ในอีก 2 ปีข้างหน้า
เรื่องนี้มีอะไรหลายอย่างซ่อนอยู่ให้เราเรียนรู้

ตามที่ลงทุนแมนเคยเขียนไปว่า Wongnai จัดได้ว่าเป็นตัวอย่าง startup ที่เป็นรูปเป็นร่างมากสุดในประเทศไทย และถ้าเป็นไปตามแผน Wongnai จะเป็นบริษัท startup จริงๆที่ทุกคนรู้จัก ที่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อินเตอร์เน็ต ได้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ที่น่าสนใจคือ เวลาใช้ Google เพื่อจะค้นหาอะไรบางอย่าง เรามักจะมีเว็บไซต์เป้าหมายหรือเจ้าของ content ที่เราต้องการหาอยู่แล้ว เช่น “….ดีมั้ย pantip” แต่ถ้าเราค้นหาเกี่ยวกับร้านอาหารโดยเฉพาะ ง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้นการลงท้ายว่า “Wongnai”

Wongnai ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 หรือเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยกลุ่มเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน นำโดย คุณยอด ชินสุภัคกุล ที่ปัจจุบันนั่งแท่นเป็น CEO ของบริษัท

คุณยอดเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรกที่สร้าง Wongnai ขาดทุนแหลก..

ใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับค่าจ้างคน ชวนเพื่อนมาทำ ก็ต้องจ่ายเงินเดือนเพื่อนด้วยให้เค้าพออยู่ได้ สองปีแรกไม่มีรายได้จาก Wongnai เลย ใช้วิธีรับเขียนโปรแกรมเอา ได้เงินมาก็เอามาลงทุนกับ Wongnai หมด

ถึงจะพยายามรับงานนอกไปด้วย ช่วงก่อนที่จะได้ทุนก้อนแรกจาก VC ก็ยังติดลบประมาณเกือบ 6 ล้านบาท โดยเป็นเงินส่วนตัวของคุณยอดเอง

จุดเริ่มต้นของ Wongnai ในตอนนั้นมีเว็บไซต์เกี่ยวกับร้านอาหารอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครที่ทำเป็น location-based และ user generated content

จุดแตกต่างสำคัญที่ทำให้ Wongnai เกิดขึ้นมาคงเป็นเรื่องของ platform ที่ให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มร้านเข้ามาเองได้ เขียนรีวิวได้ การ follow กันเองได้ รวมทั้งการจัดเรียง และ ค้นหาข้อมูลตามร้านใกล้ตัว

แต่ร้านอาหารที่มากมายในประเทศหลายแสนร้าน Wongnai มีวิธีจัดการอย่างไร?

คำตอบดูเหมือนจะไม่ต้องใช้แรงเลยคือ user ของ Wongnai เป็นคนสร้างร้านอาหารขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะต้องมีทีมงานคอยตรวจสอบอีกที

ช่วงแรกๆ Wongnai มีพนักงานดูแลข้อมูล 2 คน พอจำนวนร้านอาหารในระบบมากขึ้น ทีมก็ใหญ่ขึ้น จนตอนนี้มีทีมงานเป็น 12 คนแล้ว โดยแบ่งเป็นทั้งพนักงานที่นั่งตรวจข้อมูลที่ออฟฟิศ และ ภาคสนามที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนตามร้านค้าต่างๆ

แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีพนักงานเบื้องหลังอีกหลายฝ่าย เช่น ฝ่ายไอที ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายคอนเทนท์ ตอนนี้ Wongnai มีพนักงานในบริษัทรวมกันทั้งหมดมากถึง 190 คน เรียกได้ว่าเป็น Startup ที่ใหญ่เหมือนกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท คือช่วงสงกรานต์ปี 2012 ที่คนเพิ่งมี smart phone กัน และเริ่มโหลด App Wongnai ช่วงนั้น App ขึ้นไปติด chart Top 10 บน App Store

และจุดเปลี่ยนในตอนนี้ก็น่าจะเป็นการจับมือกับ LINEMAN..

เพราะมันคือการนำข้อมูลร้านอาหารของ Wongnai กว่า 200,000 ร้าน ไปรวมเข้ากับฐานลูกค้าของ LINE กว่า 50 ล้านคนในไทย และฐานมอเตอร์ไซค์ส่งของจาก LalaMove ทำให้ Wongnai กลายร่างจากเดิมที่เป็นแค่ช่องทางในการให้ข้อมูลร้านอาหาร มาชิงตลาด food delivery จากคู่แข่ง และดูเหมือนก็จะเป็นไปได้สวย เพราะแม้แต่ลงทุนแมนเอง ก็สั่งอาหารจาก LINEMAN เป็นประจำ

นอกจากเรื่องของอาหาร Wongnai ก็ได้ขยายธุรกิจ content platform บุกเข้าไปในตลาดอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตลาดความสวยความงามด้วยแบรนด์ Wongnai Beauty ซึ่งก็ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้วงการร้านอาหาร

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Wongnai ยังต่อยอดด้วยการซื้อกิจการ Blognone ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ด้านไอที และเว็บไซต์ธุรกิจอย่าง brandinside ส่วนในปีหน้า ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็น Wongnai Travel ที่จะเข้าไปจับตลาดการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นกัน

ดูเหมือนว่า Wongnai ในตอนนี้ กำลังขยายธุรกิจทั้งในรูปแบบ vertical (การขยายตัวในธุรกิจเดิมที่เกี่ยวกับอาหาร) และแบบ horizontal (การขยายตัวออกไปในธุรกิจ content ด้านอื่นๆ)

สัดส่วนรายได้ของ Wongnai ในปัจจุบัน จะแบ่งได้ตามกลุ่มคือ Food 60%, Beauty 20%, Delivery & Deal 10% และ Cooking อีก 10%

ผลประกอบการของบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด
ปี 2557 รายได้ 20 ล้านบาท ขาดทุน 18 ล้านบาท
ปี 2558 รายได้ 50 ล้านบาท ขาดทุน 13 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 89 ล้านบาท ขาดทุน 7.7 ล้านบาท

หลายคนอาจแปลกใจที่เห็น Wongnai มีผลประกอบการขาดทุนมาโดยตลอด แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับธุรกิจของบริษัท startup ที่เป็น platform ในลักษณะนี้ที่ “ตั้งใจยังไม่ทำกำไร” เพราะอยู่ในช่วงลงทุน ช่วงที่ต้องคอยสร้าง community หรือคอย subsidize เพื่อให้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้นก่อนที่จะเริ่มทำรายได้ (ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ Mark Zuckerberg ที่ไม่ยอมติดโฆษณาจนกว่า Facebook จะมีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนก่อน)

แต่ปีนี้ Wongnai บอกว่าจะมีกำไรเป็นปีแรก เพราะน่าจะผ่านจุดที่ต้องลงทุนนั้นมาแล้ว ถ้าดูจากการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มสี่เท่าภายใน 2 ปี ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่น่าจับตามองว่าจะเข้า IPO ตามแผนได้หรือไม่

ตอนนี้โจทย์สำคัญของ Wongnai ตอนนี้คือ “เรื่องโฆษณา” แพลตฟอร์มแบบนี้จะเป็นลักษณะให้บริการฟรี แต่จำเป็นต้องมีรายได้จากโฆษณาเข้ามาแทรก

แต่ดูเหมือนคนจะไม่ค่อยเข้าใจ และ คิดว่าทุกร้านที่อยู่ใน Wongnai จะต้องอร่อยทั้งหมด

คงเป็นหน้าที่ของ Wongnai ที่จะทำความเข้าใจให้มากขึ้นกับผู้ใช้ว่า ต้องอ่าน review ของผู้ใช้ด้วย เพราะ review ทั้งหมดใน Wongnai จะเป็น review จากผู้ใช้จริงๆ และ ส่วนของโฆษณา Wongnai จะมีกำกับโดยวงเล็บว่า [Ad] ไว้

เมื่อมองไปในอนาคตถ้า Wongnai สามารถสร้างแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็เชื่อว่ามูลค่าที่มีอยู่จะเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ และดูเหมือนว่า Wongnai ไม่น่าจะหยุดอยู่กับแค่เรื่องของอาหาร และ Wongnai น่าจะอยากเป็นเจ้าของ content ทุกกลุ่มในที่สุด

ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลา 7 ปี เป็นช่วงที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ ไปพร้อมๆกับประเทศอื่นบนโลกนี้ และในช่วงเวลา 7 ปีที่แล้วคุณยอดอายุเพียง 27 ปี

ในท่ามกลางสื่อออนไลน์จากต่างประเทศกำลังเข้ามาครอบงำประเทศไทย จนทำให้สื่อไทยปิดตัวไปทีละบริษัท เราก็น่าจะช่วยกันสนับสนุนบริษัทของคนไทยอย่าง Wongnai ให้เกิดขึ้นมากับเค้าบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ว่าคนไทยก็มีดีเหมือนกัน

เรื่องนี้ให้ข้อคิดเราได้ว่า อายุน้อยไม่ใช่ประเด็นในการเริ่มต้นธุรกิจ และ ธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนไม่ได้หมายความว่าไม่น่าทำ

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะเป็นที่ต้องการของคนในสังคมในอนาคต ดีกับสังคมในอนาคต ขอให้ทำต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายสิ่งที่เรารดน้ำพรวนดิน จะกลายเป็นดอกเป็นผลให้เราในที่สุด

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจคือ รู้ไหมว่าตัวคุณยอดเองที่เป็น CEO ของบริษัท เขียนรีวิวอาหารใน Wongnai เป็นประจำ ตั้งแต่ตอนแรกที่ก่อตั้งบริษัท มาจนถึงตอนนี้..
———————-
<ad> “วงใน” คือแพลตฟอร์มร้านอาหาร แต่ “วงล้อ” ที่สวยที่สุดต้องวงล้อของรถยนต์เมอร์ซิเดส-เบนซ์ Benz Motor Mall สภาพป้ายแดง ราคามือสอง ถูกกว่ารถใหม่ 10-70% มาตรฐาน ISO 9001
———————-