“SNAILWHITE” จะเข้าตลาดหลักทรัพย์

“SNAILWHITE” จะเข้าตลาดหลักทรัพย์

“SNAILWHITE” จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ / โดย เพจลงทุนแมน

เครื่องสำอางที่เราเห็นดาราดังของวงการ ไมว่าจะเป็น อั้ม ใหม่ ชมพู่ มิว ปู พลอย ฐิสา สลับเปลี่ยนกันเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตามบิลบอร์ดในท้องถนนบ่อยที่สุด คงจะหนีไม่พ้น แบรนด์ SNAILWHITE

SNAILWHITE FACIAL CREAM เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ 2556 สร้างปรากฎการณ์เครื่องสำอางที่เติบโตเร็ว ทั้งในธุรกิจออนไลน์และการสร้างแบรนด์ ทำยอดขายจากหลักร้อยล้านบาทมาเป็นหลักพันล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

และในที่สุด บริษัทได้ยื่นคำขออนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว SNAILWHITE เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 76 ล้านหุ้น คิดเป็น 24.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

บริษัทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

จากเดิมที่บ้านของคุณสราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดูเดย์ ดรีม ทำธุรกิจเคมีภัณฑ์ อยากจะขยายธุรกิจเพิ่ม เห็นโอกาสในตลาดของเครื่องสำอางที่เติบโตขึ้นทุกปี เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ เครื่องสำอางก็ยังขายดีตลอด แต่พอไปเดินดูตามชั้นขายสินค้า กลับพบว่าเกือบทั้งหมดเป็นแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศ เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะทำเครื่องสำอางไทยให้คนไทยและต่างชาติใช้บ้าง

เมื่อเปิดโรงงานผลิต ในปี พ.ศ. 2553 จากที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำแบรนด์เครื่องสำอางของตนเอง จึงรับจ้างผลิตเครื่องสำอางให้กับแบรนด์อื่นๆ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้การสร้างแบรนด์ การทำการตลาดของลูกค้าทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว มาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบรนด์ของตนเอง

หลังจากเก็บประสบการณ์มาซักพัก ปี พ.ศ. 2556 บริษัทออกผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ครีมบำรุงผิวหน้าสารสกัดจากเมือกหอยทาก และด้วยงบที่จำกัด จึงตัดสินใจใช้ Social media ในการทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ ด้วยการรีวิวสินค้า ใช้ดีจึงบอกต่อ ทำยอดขายในปีแรก 90 ล้านบาท

ปี พ.ศ. 2557 จากแบรนด์ที่ดังในออนไลน์ บริษัทจึงได้นำงบการตลาดในสัดส่วน 25 – 30% ของยอดขายมาใช้ผ่านสื่อโฆษณาหลักทั้งโทรทัศน์และสื่อโฆษณานอกสถานที่ (Out of home) โดยเลือกดาราระดับแถวหน้าของวงการ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรด และขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ดันยอดขายเพิ่มขึ้นมา 438 ล้านบาท

ปี พ.ศ. 2558 ออกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพิ่มขึ้น ขยายฐานการผลิต ลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ที่อยุธยา ก่อตั้งบริษัทย่อย บริษัท นามุ ไลฟ์ พลัส จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย ผลิตสินค้าให้มีขนาดเล็กลง ให้ลูกค้าทดลองใช้ในร้านสะดวกซื้อเป็นครั้งแรก ทำรายได้ถึง 995 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัท ดูเดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว “SNAILWHITE” ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ (NAMU LIFE) และธุรกิจรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่น ซึ่งเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดเล็ก

มาดูรายได้ของบริษัท

ปี พ.ศ.2557 รายได้รวม 438 ล้านบาท กำไรสุทธิ 27.5 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2558 รายได้รวม 955 ล้านบาท กำไรสุทธิ 193.9 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2559 รายได้รวม 1,201 ล้านบาท กำไรสุทธิ 335.2 ล้านบาท

รายได้รวม คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 65.6
กำไรสุทธิ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 248.8

จะเห็นได้ว่า บริษัทมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

อะไรเป็นสาเหตุทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว?

1.ตลาดครีมบำรุงผิว แบ่งส่วนแบ่งการตลาดออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Mass Product และ Counter Brand ตลาดในช่วงกึ่งกลางทั้ง 2 กลุ่ม ยังไม่มี SNAILWHITE จึงถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 กลุ่มนี้ คือ มีคุณภาพแบบ Counter Brand แต่ราคาจับต้องได้ แบบ Mass Product ทำให้เกิดเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มใหม่ที่สร้างขึ้นเอง

2.บริษัทเลือกใช้สื่อที่ทุกคนเห็น เช่น บิลบอร์ด นำพรีเซนเตอร์ระดับซูเปอร์สตาร์ แต่งหน้าบางๆ อวดผิวที่แลดูเป็นธรรมชาติ โชว์รูปผลิตภัณฑ์ให้เห็นกันเกือบทุกที่ๆ เราสัญจรไป

3.บริษัททยอยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานทุกขั้นตอนของลูกค้า จากเดิมที่มีแต่ครีมบำรุงผิวหน้า ปัจจุบัน มี ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และ ชุดของขวัญ (Gift Set) รวมทั้งสิ้น 20 ผลิตภัณฑ์

4.บริษัทยังผลิตเครื่องสำอางให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชาวจีนในประเทศจีน และตามแหล่งท่องเที่ยวในไทยที่มีชาวจีนหนาแน่น จนเกิดกระแสซื้อเป็นของฝากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน

สำหรับในปี พ.ศ.2560 รายได้รวม 6 เดือนแรก 872 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลงอยู่ที่ 209 ล้านบาท จาก 213 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น

เงินจากการระดมทุนบริษัทจะนำไปทำอะไรบ้าง

ขยายกำลังการผลิตโรงงานของบริษัทฯ ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ อยุธยา
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศให้พร้อมต่อการเจาะตลาดลูกค้าทั่วเอเชีย
ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ในการขยายธุรกิจ เช่น การปรับปรุงฝ่ายวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและขยายสำนักงาน รวมทั้งเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

หุ้นของกลุ่มครอบครัวพรพัฒนารักษ์ ซึ่งถือหุ้นอันดับ 1 เปลี่ยนแปลงจาก 93.2% เป็น 70.8%
หุ้นของ North Haven Thai Private Equity Clarity Company (HK) Limited ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Private Equity ที่บริหารจัดการโดย Morgan Stanley จาก 6.3% เป็น 4.7%
หุ้นโดยรวมของผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ จาก 0.6% เป็น 0.4%
หุ้นของประชาชนทั่วไปหลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอ 76 ล้านหุ้น จะคิดเป็น 24.05%

ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า SNAILWHITE เครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ต้องการเติบโตเป็น 1 ใน 3 ของแบรนด์เครื่องสำอางในเอเชีย จะไปได้ไกลดั่งที่หวัง หลังจากไอพีโอไปแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตามต้องหมายเหตุไว้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

———————-
<ad> ถ้าเราอยากขายครีมให้ปัง แต่ไม่รู้จะเริ่มจากไหน มาปรึกษาได้ที่ “Prema Care” โรงงานรับผลิต สร้างแบรนด์ ครีม อาหารเสริม เครื่องสำอางครบวงจร fb.com/PremaCare หรือ premacare.co.th
———————-