ประวัติศาสตร์ ปลากระป๋อง

ประวัติศาสตร์ ปลากระป๋อง

ประวัติศาสตร์ ปลากระป๋อง / โดย เพจลงทุนแมน
ปลากระป๋องเกี่ยวอะไรกับนโปเลียน
ในบทความนี้ เราจะนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว บริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี และมีส่วนแบ่งการตลาดปลากระป๋องมากที่สุดในไทย

นอกจากมาม่าแล้ว อาหารสามัญประจำบ้านช่วงสิ้นเดือนที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ ปลากระป๋อง

แต่ก่อนอื่น เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นมาของปลากระป๋องว่า..
ใครเป็นคนคิดปลากระป๋องขึ้นมาคนแรก?

ทำไมส่วนใหญ่มีแต่ปลาซาร์ดีนกับปลาแมกเคอเรล?
แล้วปลาสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร?

ทุกข้อสงสัยทั้งหมดนี้ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน..

ประวัติศาสตร์ของปลากระป๋องจริงๆแล้ว ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ในปี พ.ศ. 2338 ในยุคสมัยของนโปเลียน ที่เขามักเจอปัญหาอาหารบูดเน่า เวลานำทหารออกไปรบในที่ไกลๆเป็นประจำ

นโปเลียนจึงได้ประกาศว่า “หากใครสามารคิดค้นวิธีเก็บรักษาอาหารได้เป็นเวลานาน สามารถพกพาเดินทางไกลได้ จะให้รางวัลเป็นจำนวน 12,000 ฟรังก์” หรือประมาณ 5.25 ล้านบาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทยในปัจจุบัน

ผ่านไป 15 ปี นาย นิโคลัส อัพเพิร์ต (Nicolas Appert) คนขายลูกกวาดชาวฝรั่งเศส ก็ได้คิดค้นวิธีถนอมอาหารโดยการนำอาหารสด พวกผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ มาบรรจุลงในเหยือกแก้วแล้วไปต้มในน้ำเดือด ซึ่งทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารได้ไว้นานเป็นปีโดยไม่บูดได้เป็นครั้งแรก เขาจึงได้รับเงินรางวัลจากนโปเลียนและได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของอาหารกระป๋องของโลก (The Father of Canning)

ต่อมา ในช่วงปี 2373 -2383 หลายๆประเทศ เช่น สกอตแลนด์ แคนาดา และ สหรัฐอเมริกา ก็ได้เริ่มพัฒนาต่อยอดนำปลาสดมาบรรจุลงในกระป๋องมาวางขาย เกิดการทำเป็นเชิงพาณิชย์ขึ้นครั้งแรก โดยได้ใช้ปลาแซลมอนในการผลิต

ภายหลัง คนเริ่มนิยมบริโภคปลากระป๋องกันมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ตอบสนองกับความต้องการ จึงได้มีการนำปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแมกเคอเรล มาทำเป็นปลากระป๋องในซอสต่างๆ เช่น ซอสน้ำมันมะกอก น้ำเกลือ หรือ ซอสมะเขือเทศ ทดแทนในเวลาต่อมา

โดยเฉพาะปลาซาร์ดีนนั้น ถือว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเหมาะสมกับการทำปลากระป๋องมากที่สุด เนื่องมีขนาดลำตัวยาวพอเหมาะ ประมาณ 20 เซนติเมตร และมีจำนวนมากมายมหาศาล

แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2523-2533 การทำประมงจับปลาซาร์ดีนในทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนมีปริมาณเกือบ 14 ล้านตันต่อปี จากเดิมในปี 2493 ที่อยู่แค่ราว 1.1 ล้านตันต่อปีเท่านั้น

ในปัจจุบันปริมาณการจับปลาซาร์ดีนได้ลดลงเหลืออยู่ราว3-4 ล้านตันต่อปี เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมการทำประมงที่มากเกินความจำเป็น (Over Fishing)

ซึ่งจุดเริ่มต้นของปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแมกเคอเรล ในซอสมะเขือเทศ ที่เราคุ้นเคยจริงๆแล้วนั้น ไม่มีหลักฐานหรือบันทึกที่ชัดเจน แต่คาดว่ากำเนิดขึ้นในประเทศสเปนและอิตาลี

โดยความแตกต่างระหว่างปลาทั้งสองชนิดนี้ ก็คือ ปลาซาร์ดีนจะเป็นกลุ่มปลาหลังเขียว มีรูปร่างเพรียวยาว ลำตัวกลม มีเกล็ดใหญ่และหยาบ มีกลิ่นทะเล เนื้อนิ่ม และรสชาติหวาน
ส่วนปลาแมกเคอเรลนั้น จริงๆแล้ว คือ ปลาทู (Short-Bodied Mackerel) ที่มีขนาดเล็กและไม่ได้ขนาด ผิวมีลักษณะเป็นเกล็ดละเอียดสีเงินมันวาว โดยจะมีเนื้อแน่นและมีความมันมากกว่าปลาซาร์ดีน

ปัจจุบัน ตลาดปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศของประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาด คือ ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว 30-40% ปลากระป๋องโรซ่า 15% ซูเปอร์ซีเชฟ 10% และยี่ห้ออื่นๆ 35-45%

ปลากระป๋องสามแม่ครัวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 โดยคุณ สุวัฒน์ อุดมบัณฑิตกุล พร้อมกับเพื่อนอีก 5 คน โดยที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจ หรือเงินทุนใดๆเลย ซึ่งคุณสุวัฒน์ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า “ในตอนนั้นเขามีอาชีพทำงานเป็นลูกจ้าง ถ้าแก่ตัวไปจะต้องถูกเลิกจ้างอย่างแน่นอน เลยยอม “เสี่ยงตาย” ออกมาทำธุรกิจดีกว่า”

ซึ่งต่อมา สามแม่ครัวได้จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 2517 ในชื่อ “บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก่อนจะมาเป็น 200 ล้านบาทในปัจจุบัน

ผ่านมา 44 ปี ปัจจุบันสามแม่ครัว ได้เติบโตกลายมาเป็นบริษัทปลากระป๋องเบอร์ 1 ของประเทศ มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี ทำธุรกิจปลากระป๋องครบวงจร ตั้งแต่ ทำฟาร์มมะเขือเทศ ผลิตซอส ไปจนถึงโรงงานผลิตกระป๋อง

โดยในแต่ละปีที่ผ่าน บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด มีรายได้และกำไร ดังนี้
ปี 2557 มีรายได้ 3,114 ล้านบาท กำไร 264 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้ 3,433 ล้านบาท กำไร 318 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 3,771 ล้านบาท กำไร 270 ล้านบาท

จากจุดเริ่มต้นจนถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ถ้านายนิโคลัส ไม่ได้คิดวิธีการถนอมอาหารนี้ขึ้นมา ก็คงจะไม่เกิดเป็นอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องที่สร้างงานและรายได้ให้กับคนทั่วโลกมากมายขนาดนี้
และในทางกลับกัน ถ้าวันนั้น คุณสุวัฒน์ไม่เลือกที่จะ “เสี่ยงตาย” ออกมาทำธุรกิจกับเพื่อนๆ ก็คงจะไม่มีสามแม่ครัวในวันนี้เช่นกัน

บทสรุปของเรื่องนี้น่าจะกล่าวได้ว่า ทุกความสำเร็จในปัจจุบันเกิดจากผลของการกระทำในอดีตเสมอ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเราอยากจะประสบความสำเร็จในอนาคต มันก็จะต้องมาจากความพยายามในปัจจุบันนั่นเอง..
———————-
<ad> ดูที่ฉลากปลากระป๋อง ใครเห็นหน้าสาวสามแม่ครัวไม่ชัด แปลว่า สายตาเราอาจมีปัญหา เชิญมาเช็คสายตาที่ร้าน opticana สีลม ร้านนี้เน้นสินค้าที่มีคุณภาพสูง ให้บริการด้วยบุคลากรที่มีความชำนาญในทุกขั้นตอน fb.com/opticanathailand
———————-