กรณีศึกษา เป๊ปซี่โค – ซันโทรี่

กรณีศึกษา เป๊ปซี่โค – ซันโทรี่

กรณีศึกษา เป๊ปซี่โค – ซันโทรี่ / โดย เพจลงทุนแมน
นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่เราจะได้เรียนรู้
ในเรื่องพันธมิตรการทำธุรกิจ
เป๊ปซี่ที่เคยเป็นพันธมิตรกับกับเสริมสุขในอดีต
แต่ตอนนี้ หันมาจับมือกับ ซันโทรี่”

“เป๊ปซี่โค” บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าของแบรนด์ที่เรารู้จักกันดีชื่อ “เป๊ปซี่”

ได้ประกาศปรับโมเดลการทำธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศไทยอีกครั้ง หลังเลิกสัญญากับเสริมสุข และหันมาเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายด้วยตัวเองมากว่า 5 ปี

โดยล่าสุดเลือกที่จะจับมือกับ “กลุ่มซันโทรี่” พันธมิตรจากญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ชื่อว่า “บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอร์เรจ ประเทศไทย จำกัด” (Suntory PepsiCo Beverage Thailand)

เพื่อร่วมดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ในเมืองไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า รวมไปถึงการสร้างแบรนด์และทำการตลาด

จริงๆแล้วโมเดลธุรกิจแบบ “Joint Venture” นี้เป็นรูปแบบที่ทั้งเป๊ปซี่โคและซันโทรี่เลือกใช้มาก่อนหน้านี้ที่ประเทศเวียดนาม และถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนกลายเป็นที่มาของดีลล่าสุดในประเทศไทย

เรื่องราวของการร่วมทุนระหว่างเป๊ปซี่โคและซันโทรี่ในเวียดนามเป็นอย่างไร และประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

หลังเวียดนามได้ประกาศยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้ากับต่างประเทศในปี 1994 เป๊ปซี่โคจึงได้เริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศเวียดนามในรูปแบบแฟรนไชส์ (Franchise)

แฟรนไชส์ คือให้สิทธิกับบริษัท International Beverage Company หรือ IBC ในการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือแต่เพียงผู้เดียว โดยเริ่มทำตลาดด้วยการเปิดตัว 2 เครื่องดื่มน้ำอัดลมยอดนิยม นั่นคือ “เป๊ปซี่” และ “เซเว่นอัพ”

จากนั้นในปี 1999 เป๊ปซี่โคจึงได้เข้าซื้อหุ้นบริษัท IBC 100% พร้อมปรับโมเดลเพื่อเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าด้วยตัวเอง

ต่อมาในปี 2003 บริษัท IBC ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท PepsiCo Beverages International – Vietnam พร้อมกับนโยบายขายสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มไม่อัดลม (Non-carbonated beverages) ทำให้ได้เห็นแบรนด์เครื่องดื่มใหม่ๆ เช่น

เครื่องดื่มชูกำลัง “สติง”
น้ำผลไม้ “ทรอปิคาน่า ทวิสเตอร์”
ชาพร้อมดื่ม “ลิปตัน”
รวมไปถึง น้ำดื่มบรรจุขวด “อควาฟิน่า”

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2013 เมื่อเป๊ปซี่โคต้องการขยายธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศเวียดนามให้เติบโตจึงร่วมมือกับกลุ่มซันโทรี่

เป๊ปซี่โค และซันโทรี่ ทำธุรกิจร่วมกันมาแล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์

ทั้งสองจึงตัดสินใจประกาศร่วมทุนเพื่อจัดตั้งบริษัท Joint Venture ที่ชื่อว่า Suntory PepsiCo Vietnam Beverage (หรือ SPVB) โดยกลุ่มซันโทรี่ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และส่วนที่เหลืออีก 49% ถือโดยเป๊ปซี่โค

โดยสองผลิตภัณฑ์แรกที่ถูกเปิดตัวภายหลังการร่วมทุน คือ “เมาเทนดิว” แบรนด์เครื่องดื่มในอเมริกาจากฝั่งเป๊ปซี่โค และ “ทีพลัส” ชาอู่หลงในญี่ปุ่นจากฝั่งซันโทรี่

5 ปีที่ผ่านมา SPVB ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องดื่มเวียดนามที่มีผลการดำเนินงานที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยเป็นเลขสองหลัก (Double-digit growth)

จนถึงตอนนี้ SPVB เป็นผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดเครื่องดื่มในเวียดนามที่มีมูลค่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจุบัน SPVB มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโฮจิมินห์ มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มรวม 6 แห่งและสำนักงานขาย 5 แห่งทั่วประเทศ มีพนักงานมากกว่า 2,800 คน และติดอันดับ Top 10 บริษัทข้ามชาติในกลุ่ม FMCG ที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด

ด้วยโมเดลความสำเร็จในเวียดนาม เป๊ปซี่โคและซันโทรี่ จึงร่วมพัฒนาธุรกิจเครื่องดื่มในเมืองไทยภายใต้ระบบ Joint Venture อีกครั้ง

โดยมีการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างซันโทรี่และเป๊ปซี่โคเหมือนเช่นเดิมคือ 51:49

ซันโทรี่-เป๊ปซี่โค ในประเทศไทยจะเจริญรอยตามความสำเร็จของธุรกิจในเวียดนามได้หรือไม่

ไม่มีใครรู้

รู้แต่ว่าคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มไทยรายอื่น น่าจะต้องเหนื่อยขึ้นอีกมาก..
———————-
<ad> กด add LINE เพจลงทุนแมน ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40longtunman หรือ LINE ID: @LONGTUNMAN
———————-

Comments

comments