HALLS ลูกอมพันล้าน

HALLS ลูกอมพันล้าน

HALLS ลูกอมพันล้าน / โดย เพจลงทุนแมน
คงไม่มีใครไม่เคยอมฮอลล์
แต่รู้ไหมว่าลูกอมไม่กี่บาท มียอดขายเป็นพันล้านบาท
ลูกอมยี่ห้อนี้มีมาเกือบร้อยปีแล้ว
อะไรที่ทำให้แบรนด์นี้อยู่ต่อเนื่องยาวนาน
ไม่หายไปเหมือนแบรนด์อื่น

HALLS มีที่มาที่ไปอย่างไร?

ในปี 2436 บริษัท Hall Brothers ได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนแรกไม่ได้ผลิตลูกอม แต่เป็นบริษัทผลิตแยม ในเวลาต่อมาจึงค่อยได้เริ่มขยายธุรกิจมาผลิตลูกอม รสคาราเมลและช็อกโกแลต เป็นต้น

จนกระทั่งปี 2470 Hall Brothers ได้ค้นพบสรรพคุณของส่วนผสมระหว่าง เมนทอล และยูคาลิปตัส ที่ช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอได้ จึงได้นำมาผลิตเป็นลูกอมขาย ซึ่งก็คือ HALLS นั่นเอง

ตั้งแต่นั้นมา ลูกอม HALLS ก็เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้ได้รับความสนใจในแง่การทำธุรกิจ และมีการเปลี่ยนเจ้าของกิจการมาแล้วหลายครั้ง

ปี 2507 Hall Brothers ถูกซื้อกิจการไปโดย Warner-Lambert บริษัทยา สัญชาติอเมริกา ในราคา 1.3 ล้านเหรียญ ซึ่งต่อมา Warner-Lambert ได้ทำการรวมพอร์ทธุรกิจลูกอมต่างๆ ไว้ในนามบริษัทลูกชื่อ Adams

ปี 2543 Warner-Lambert ถูกซื้อกิจการไปโดย Pfizer บริษัทยาอันดับ 2 ของโลก สัญชาติอเมริกา ในราคา 90,000 ล้านเหรียญ

ปี 2545 Cadbury บริษัทลูกอม สัญชาติอังกฤษ ซื้อกิจการ Adams จาก Pfizer ในราคา 4,200 ล้านเหรียญ

ปี 2553 Kraft foods บริษัทอาหารชั้นนำของโลก สัญชาติอเมริกา ซื้อกิจการ Cadbury ในราคา 18,900 ล้านเหรียญ

ปี 2554 Kraft foods แยกกิจการขนมและลูกอม ออกมาเป็นอีกบริษัทชื่อ Mondelez International ซึ่งบริหารแบรนด์ขนมชื่อดังมากมาย อาทิเช่น Oreo, Ritz, Toblerone, Clorets, Dentyne, และรวมถึง HALLS

ปี 2559 Mondelez มีรายได้ 25,900 ล้านเหรียญ กำไร 1,659 ล้านเหรียญ ถือเป็นบริษัทที่มียอดขายสูงที่สุดเป็นอันดับ 421 ของโลก สูงกว่าบริษัทอย่าง McDonald’s ที่มีรายได้ 24,622 ล้านเหรียญ

ลูกอม HALLS นำเข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2503 หรือเมื่อ 57 ปีที่แล้ว โดยเริ่มผลิตเองในไทยตั้งแต่ปี 2508 โดยบริษัท อดัมส์ (ประเทศไทย) และในปัจจุบัน เปลี่ยนมาดำเนินธุรกิจโดยบริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ในตอนแรก HALLS จะมีวางจำหน่ายแค่เฉพาะในร้านขายยาเท่านั้น เนื่องจากจุดขายในช่วงแรกคือ เป็นลูกอมที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ขายความสดชื่น ซึ่งเหมาะกับการอมเพื่อดับความร้อนจากสภาพอากาศของประเทศไทย รวมถึงการเพิ่มรสชาติสำหรับคนแต่ละวัย ทำให้ฐานลูกค้าเริ่มขยายตัว

ในแง่ของการทำตลาด HALLS สามารถทำให้จุดขายตัวเองเป็นที่จดจำของผู้คนได้ดี เราคงจะเคยเห็นโฆษณาลูกอม HALLS ที่ตลกๆ พร้อมฉากจบเป็นน้ำตก ที่ทำให้คนจำภาพความสดชื่นของ HALLS ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นกลยุทธ์โฆษณาที่ตรงและได้ผลดีเลยทีเดียว

ในปี 2559 ตลาดลูกอมไทย มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 8,200 ล้านบาท โดย HALLS ครองตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนราว 24% แบ่งเป็น HALLS ปกติ 18% และ HALLS XS 6% และยี่ห้ออื่นๆ ที่ตามมาเช่น โอเล่ 6% ฮาร์ทบีท 4%

สำหรับผลประกอบการของบริษัท มอนเดลีซ ประเทศไทย นั้น มียอดขายหลักมาจากลูกอม คิดเป็น 50% ของรายได้ ที่เหลือเป็น หมากฝรั่ง เช่น Dentyne 30% และบิสกิต เช่น Oreo อีก 15%

ปี 2555 รายได้ 6,736 ล้านบาท กำไร 479 ล้านบาท
ปี 2556 รายได้ 7,410 ล้านบาท กำไร 325 ล้านบาท
ปี 2557 รายได้ 6,958 ล้านบาท กำไร 19 ล้านบาท
ปี 2558 รายได้ 7,376 ล้านบาท กำไร 126 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 7,815 ล้านบาท กำไร 542 ล้านบาท

ถ้าเราสังเกตลูกอมฮอลล์ ตั้งแต่อดีตมา จะเห็นได้ว่าแบรนด์นี้มีการปรับรูปโฉมให้ทันสมัยอยู่เสมอมา

เรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า คนเรา ก็เหมือน ลูกอม

ถ้าเราไม่อัพเดทตัวเรา ไม่หาความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เราก็คงต้องตกกระป๋องไปเหมือนลูกอมยี่ห้ออื่น

แต่ถ้าเราหมั่นคอยเสริมความรู้ให้เรารู้ทันโลก เราก็จะเป็นเหมือนลูกอมฮอลล์ ที่ผ่านไปเกือบร้อยปี ก็ยังทันสมัยอยู่..
———————-
<ad> ลูกอมกินแล้วชุ่มคอ แต่ถ้าอยากแซ่บคอ เชิญมาชิม ตำปลาร้ากุ้งสด ใส่พริกสด 30 เม็ด กินชาตินี้ เผ็ดถึงชาติหน้า ที่ ร้าน “ฝากท้อง อีสานสไตล์” ตรงข้าม เซ็นทรัลลาดพร้าว fb.com/faak.tong
———————-

Source
forbesthailand.com/people-detail.php?did=1570
fortune.com/global500/list/
gethalls.com/about
en.wikipedia.org/wiki/Halls_(cough_drop)
en.wikipedia.org/wiki/Mondelez_International
cosmopolitanthai.com/home/editions-a-pricing/636-halls-50-years
marketeer.co.th/archives/68859
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

Comments

comments