MINISO ร้านแนวใหม่ ที่มาแรง

MINISO ร้านแนวใหม่ ที่มาแรง

MINISO ร้านแนวใหม่ ที่มาแรง / โดย เพจลงทุนแมน
ถ้าถามถึงร้านขายสินค้าสไตล์ญี่ปุ่นในบ้านเรา
หลายคนคงนึกถึง Daiso ไม่ก็ MUJI
แต่ตอนนี้มีร้านใหม่ พึ่งเข้าไทยมาได้ 1 ปี
ขยายสาขาไปแล้ว เฉลี่ยเดือนละ 2 สาขา
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ MINISO

บริษัท MINISO ก่อตั้งโดยคุณจุนยะ มิยาเกะ (Jyunya Miyake) ดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น และคุณเย่ กั๋ว ฟู่ (Ye Guofu) นักธุรกิจชาวจีน ในปี 2556 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทำธุรกิจขายสินค้าจิปาถะ ตั้งแต่ ของใช้ในชีวิตประจำวัน อย่าง กระเป๋า แก้วน้ำ เครื่องสำอาง โคมไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ไอทีอย่างเมาส์และคีย์บอร์ด

ซึ่งในปีที่ผ่านมา รายได้รวมจากทุกสาขาของ MINISO ทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ปี 2558 มีรายได้ 25,730 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 51,467 ล้านบาท

ปัจจุบัน MINISO มีสาขาทั่วโลกแล้วกว่า 1,400 สาขา ใน 56 ประเทศ รวมถึงในประเทศไทย โดย MINISO ได้เข้ามาตั้งสาขาแรกในไทยที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ สาขาศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ปี 2559

ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท มินิโซ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยมีบริษัท ซิงไท่ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้นำเข้าสินค้าที่มาจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งถ้านับการขยายสาขาเฉพาะในประเทศไทย (ณ ตุลาคม 2560) MINISO ได้เปิดสาขาใหม่ไปแล้วถึง 24 สาขา ภายในระยะเวลา 17 เดือน โดยใช้เงินลงทุนไปทั้งสิ้น 360 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 15 ล้านบาทต่อสาขา

โดยเมื่อเรามาดูข้อมูลทางธุรกิจของบริษัทคู่แข่งอย่าง MUJI และ Daiso ในประเทศไทยแล้ว จะได้ข้อมูลออกมาดังนี้

MUJI หรือ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด มีจำนวนสาขาทั้งหมด 14 สาขา โดยได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งในแต่ละปีมีรายได้และกำไรดังนี้
ปี 2557 มีรายได้ 459 ล้านบาท ได้กำไร 36.9 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้ 544 ล้านบาท ได้กำไร 51.5 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 723 ล้านบาท ได้กำไร 92.5 ล้านบาท

Daiso หรือ บริษัท ไดโซ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด มีจำนวนสาขาทั้งหมด 98 สาขา โดยได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2546 ในแต่ละปีมีรายได้และกำไรดังนี้
ปี 2557 มีรายได้ 893 ล้านบาท ได้กำไร 80.5 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้ 1,074 ล้านบาท ได้กำไร 124.6 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 1,299 ล้านบาท ได้กำไร 133.8 ล้านบาท

จึงเป็นไปได้ว่า การเข้ามาของ MINISO ในประเทศไทย เป็นการเข้ามาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกของสินค้าจิปาถะที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกๆ ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ MINISO มีโมเดลการทำธุรกิจแบบ “Stores Retailing” ที่เน้นเฉพาะการขายผ่านหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยจะไม่มีบริการขายผ่านทางออนไลน์เป็นของตัวเอง

ทั้งๆ ที่กระแส E-Commerce หรือ การขายแบบออนไลน์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนหลายๆ บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัวไปทำออนไลน์แทบทุกเจ้า

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ MINISO ยังคงใช้แผนการทำธุรกิจแบบขยายสาขา และขายสินค้าผ่านหน้าร้านแบบดั้งเดิมนี้อยู่?

คำตอบคือ MINISO มองว่าสินค้าของบริษัทส่วนใหญ่ที่ขายดี จะเป็นสินค้าประเภท Fast Fashion ที่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ไปตามฤดูกาล ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงตัวสินค้าของบริษัทได้ดีที่สุด คือ การที่ลูกค้าเข้ามาสัมผัสสินค้าและบรรยากาศที่ร้านด้วยตัวเองเท่านั้น ผ่านค่านิยมขององค์กร “Simple and Natural” ที่แปลว่า เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน นั่นเอง

อนาคตคงไม่มีใครรู้ว่า MINISO ในประเทศไทย จะมีรายได้เติบโต ประสบความสำเร็จแบบ MINISO ในต่างประเทศ ผ่านนโยบายการเร่งขยายสาขาแบบนี้หรือไม่

แต่เรื่องนี้ได้สอนให้รารู้ว่า บางที เราไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแสของคนอื่นไปทุกเรื่อง บางครั้งลองทำตามความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยทำให้เรียบง่ายและไม่ซับซ้อนเข้าไว้ ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน..
———————-
<ad> ถ้าเรามีบ้าน หรือ คอนโด ที่ผ่อนกับธนาคารอยู่ แต่อยากลดดอกเบี้ย หรือ ยืดเวลาผ่อน มารีไฟแนนซ์ กับ REFINN ฟรีได้ที่ https://goo.gl/2KgGWa
———————-

Source
marketeer.co.th/archives/120746
smartsme.tv/content/69484

Comments

comments