บริษัทบุหรี่ รายได้เท่าไร?

บริษัทบุหรี่ รายได้เท่าไร?

บริษัทบุหรี่ รายได้เท่าไร? / โดย เพจลงทุนแมน
รู้ไหมว่าทุกๆ บุหรี่ 100 บาท
ต้นทุนบุหรี่คือ 9 บาท
แต่ภาษีบุหรี่คือ 72 บาท
วันนี้ลงทุนแมนจะพาไปรู้จักว่า
บริษัทบุหรี่มีรายได้เท่าไร?

บุหรี่ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และทำลายสุขภาพเหมือนกับพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ดูเหมือนว่าสินค้าทั้ง 2 ประเภท จะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับคนไทยซักเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ก็ยังคงเป็นสินค้าที่ขายได้อยู่ดี

ช่วงปีนี้ หลายๆ คนที่เข้าร้านสะดวกซื้ออยู่บ่อยๆ น่าจะพอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนแผงขายบุหรี่ที่อยู่ด้านหลังพนักงานขาย จากที่เคยวางขายปกติ เป็นมีบานพับเปิดปิด จนปัจจุบันจะใช้กระดาษเสียบปิดไว้ด้านหน้า เพื่อไม่ให้มองเห็นบุหรี่ที่วางขายอยู่

และนี่ไม่ใช่ความพยายามเดียวของภาครัฐ ที่พยายามรณรงค์ให้คนลดการสูบบุหรี่ลง (รวมถึงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล และน้ำหวาน) เพราะยังมีมาตรการขึ้นภาษีสรรพสามิตอีกด้วย

เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีการเริ่มใช้ พ.ร.บ ภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่ ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือจะมีการปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยและทำลายสุขภาพ โดยหลักๆ แล้วก็คือพวก เบียร์ เหล้า และบุหรี่

การขึ้นภาษีในส่วนนี้ (ไม่ใช่จากครั้งนี้ครั้งเดียว) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 5 ปีหลังสุดนี้ มีการปรับราคาขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง และในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา บุหรี่บางยี่ห้อมีราคาสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว

ส่วนการจัดเก็บภาษีแบบใหม่นั้นก็คือ จะเปลี่ยนมาคิดจากราคาขายปลีกแนะนำ จากเดิมเป็นราคาหน้าโรงงาน และมีการปรับอัตราตามมูลค่า และตามปริมาณด้วย

กรมสรรพสามิตประเมินว่าโดยรวมจากทุกสินค้าแล้วจะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 2% คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท

สำหรับบุหรี่ที่มีขายทั่วไปในบ้านเราก็มีอยู่หลายยี่ห้อ ทั้งจากผู้ผลิตในไทยเองและที่นำเข้าจากต่างประเทศ

โดยบุหรี่ของไทยจะครองส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 75% ในปี 2559 ได้แก่ สามิต, กรุงทอง, กรองทิพย์, สายฝน, วันเดอร์, เอสเอ็มเอส, โกลด์, ไลน์, และรอยัลสแตนดาร์ด ซึ่งทั้งหมดถูกผลิตโดย โรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง และผูกขาดตลาดนี้

ส่วนบุหรี่นอกที่ขายทั่วไป ส่วนใหญ่จะมาจาก บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ประเทศไทย) ตัวแทนจำหน่าย มาร์ลโบโร และ แอล แอนด์ เอ็ม กับ บริษัท ลีดอน ดิสทริบิวชั่น ผู้จัดจำหน่าย เบรก, ไอสกอร์, เพย์ออฟ, ลีมอส, และ เอสเช่

ราคาแพงขึ้น คนสูบบุหรี่น้อยลง?

จากงานวิจัยพบว่าประเทศซึ่งจัดเก็บภาษีบุหรี่ในอัตรา 70-90% นั้น ส่งผลให้คนสูบบุหรี่น้อยลง เพราะจากราคาที่แพง ทำให้การเข้าถึงของเยาวชนลดลง

แต่ดูเหมือนว่าในระยะ 10 ที่ผ่านมา ราคาที่แพงขึ้น ช่วยให้คนสูบบุหรี่น้อยลงก็จริง แต่การลดลงเป็นไปอย่างช้าๆ

ปี 2547 มีคนสูบบุหรี่ 22.98%
ปี 2552 มีคนสูบบุหรี่ 20.70%
ปี 2556 มีคนสูบบุหรี่ 19.94%
ปี 2558 มีคนสูบบุหรี่ 19.90%

ทีนี้ลองมาดูผลประกอบการของ โรงงานยาสูบ 3 ปีล่าสุด
ปี 2557 มีรายได้รวม 61,272 ล้านบาท เป็นกำไร 6,275 ล้านบาท อัตรากำไร 10%
ปี 2558 มีรายได้รวม 61,401 ล้านบาท เป็นกำไร 7,105 ล้านบาท อัตรากำไร 12%
ปี 2559 มีรายได้รวม 64,787 ล้านบาท เป็นกำไร 8,861 ล้านบาท อัตรากำไร 14%

นอกจากจะมีรายได้และกำไรมหาศาลไม่แพ้บริษัทใหญ่ๆ แล้ว อัตรากำไรยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทกลับได้ประโยชน์จากการปรับราคาสูงขึ้น

 

ทุกคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า
ทุกทุกบุหรี่ 100 บาท
ต้นทุนบุหรี่คือ 9 บาท
ภาษี 72 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น 5 บาท
เหลือเป็นกำไร 14 บาท

แต่ต้องหมายเหตุว่าราคา 100 บาทนี้เป็นราคาหน้าโรงงานยาสูบ ที่ยังไม่ได้บวกกำไรของร้านค้า แปลว่าถ้าเราซื้อบุหรี่ที่ร้านค้าทั่วไป 100 บาท ต้นทุนจะถูกกว่า 9 บาทเสียอีก

หลายคนอาจสงสัยว่า แทนที่ภาครัฐจะออกมาตรการต่างๆ ทั้งใส่รูปและคำเตือนบนซองบุหรี่ ปิดบังไม่ให้มองเห็นที่จุดขาย รวมไปถึงการเพิ่มภาษี เพราะเป็นห่วงสุขภาพประชาชน ทำไมไม่ห้ามขายซะเลย

คำตอบจริงๆ คงมีหลายเหตุผล แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ รายได้ที่นำส่งรัฐ

สลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งรายได้เข้ารัฐมากสุด ปี 2559 จัดสรรเป็นรายได้แผ่นดินจำนวน 25,919 ล้านบาท

แต่ปี 2559 โรงงานยาสูบมีค่าแสตมป์และภาษีต่างๆมากถึง 46,599 ล้านบาท

แปลว่าถ้ารวมเรื่องภาษีด้วย โรงงานยาสูบจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งรายได้เข้ารัฐมากสุดแทน

สรุปแล้วก็น่าแปลกใจว่า ตัวทำรายได้เข้ารัฐมากสุดกลับไม่ใช่ น้ำมัน หรือ ไฟฟ้า แต่เป็นสินค้าบ้านบ้านอย่าง ลอตเตอรี่ และ บุหรี่..
——————————————–
<ad> opticana ร้านแว่นตาที่ดีที่สุดในกรุงเทพ เปิดมานานกว่า 30 ปี เป็นส่วนนึงของครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น fb.com/opticanathailand
——————————————–

ความรู้เพิ่มเติม 6 บริษัทยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Philip Morris International มูลค่า 5.7 ล้านล้านบาท
เป็นบริษัทที่แยกตัวออกมาจาก Altria Group เพื่อทำการค้านอกอเมริกา เจ้าของแบรนด์อย่าง Marlboro และ L&M

British American Tobacco มูลค่า 4.7 ล้านล้านบาท
บริษัทสัญชาติอังกฤษ มีแบรนด์ขายดีคือ Dunhill และ Lucky Strike และถ้านับการควบรวมกับ Reynolds American จะกลายเป็นผู้นำตลาดยาสูบของโลก

Altria Group มูลค่า 4 ล้านล้านบาท
เปลี่ยนชื่อมาจาก Philip Morris Companies เคยเป็นบริษัทแม่ของ Philip Morris International และ Kraft Foods ก่อนที่ทั้ง 2 บริษัทจะแยกตัวออกไปเมื่อปี 2550 และ 2551 ปัจจุบันยังเป็นบริษัทแม่ของ Philip Morris USA

Reynolds American มูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท
เพิ่งกลายเป็นบริษัทย่อยของ British American Tobacco มีแบรนด์ Newport, Camel, Pall Mall Kent, และ Capri เป็นต้น

Japan Tobacco มูลค่า 2.1 ล้านล้านบาท
บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีจุดเริ่มต้นจากการก่อตั้งของรัฐบาล มีแบรนด์ Cabin, Camel (นอกอเมริกา), Mevius, Sakura, Salem (นอกอเมริกา) และ Seven Stars เป็นต้น

Imperial Brands มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท
บริษัทสัญชาติอังกฤษ เป็นบริษัทแม่ของ Davidoff มีแบรนด์ Davidoff, West, Golden Virginia, Drum, และ Rizla

———————-
<ad> กด add LINE เพจลงทุนแมน ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40longtunmanหรือ LINE ID: @LONGTUNMAN
———————-

Reference
– รายงานประจำปี โรงงานยาสูบ
– bbc.com/thai/thailand-41250293
– benzinga.com/news/17/01/8917180/the-biggest-big-tobacco-companies
– thestandard.co/cigarette-tax-price/