ข้อคิดจาก รองเท้านักเรียน

ข้อคิดจาก รองเท้านักเรียน

เสียง เอี๊ยด.. เอี๊ยด.. ของรองเท้านักเรียน ทุกคนจำได้
ถ้าถามว่านักเรียนทุกคนต้องใช้สินค้าอะไรเหมือนกัน
หนึ่งในนั้นคงเป็น รองเท้านักเรียน
แต่เรื่องนี้ มีอะไรซ่อนอยู่ให้เราคิดต่อ..

โดยปกติแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ตลาดรองเท้านักเรียนน่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะถือว่าเป็นสินค้าจำเป็น เด็กนักเรียนทุกคนต้องใส่รองเท้าตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้

ผู้ครองตลาดรองเท้านักเรียนในตอนนี้คือ รองเท้านันยาง และ รองเท้าเบรกเกอร์

 

ก่อนอื่น เรามาดูที่รองเท้านันยางกันก่อน

บริษัท นันยางได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2491 โดยคุณวิชัย ซอโสตถิกุล รองเท้าผ้าใบนันยางรุ่นที่ยอดนิยมที่สุดคงหนีไม่พ้น รองเท้ารุ่น 205 S ที่มีลักษณะพื้นรองเท้าเป็นสีเขียว ลายหยัก ซึ่งเป็นสีพื้นที่แปลกมากในสมัยนั้น ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเรียน

ส่วนคู่แข่งของนันยาง คือ รองเท้าเบรกเกอร์ จาก บริษัท SCS

มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยตระกูลวงศ์วีระนนท์ชัยได้ก่อตั้งบริษัท เอส.ซี.เอส. แอนด์ บราเดอร์ส จำกัด เพื่อทำธุรกิจในด้านการจำหน่ายรองเท้าแฟชั่นเด็ก สตรี และสุภาพบุรุษ ยี่ห้อ SAINTE จนต่อมาในปี พ.ศ. 2533 บริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่รองเท้าประเภทอื่นๆมากมาย เช่น BREAKER POPTEEN POPGIRL หรือ CATCHA เป็นต้น

ซึ่งจริงๆแล้ว นอกจากธุรกิจรองเท้า เอสซีเอส กรุ๊ป ยังมีธุรกิจอื่นๆอีก เช่น บริษัท เอส.ซี.เอส. พัฒนา จำกัด ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ด้านคอนโดมีเนียม หรือ บริษัท เอส.ซี.เอส. ฟิวเจอร์ จำกัด ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ยา อาหารเสริม แต่บทความนี้เราจะพูดถึงแต่ในธุรกิจรองเท้าเท่านั้น

รายได้ของรองเท้านันยาง จะอยู่ในบริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด

ปี 2557 มีรายได้ 979 ล้านบาท กำไรสุทธิ 20 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้ 996 ล้านบาท กำไรสุทธิ 25 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 1,017 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท

รายได้ของรองเท้าเบรกเกอร์ จะอยู่ในบริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด

ปี 2557 มีรายได้ 359 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้ 341 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้ 357 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7 ล้านบาท

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คงจะสรุปได้ว่า บริษัทนันยาง ใหญ่กว่า บริษัท SCS ทั้งรายได้ และกำไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อดู รายได้ และ กำไร ของ ธุรกิจรองเท้านักเรียนแล้ว ทำให้คิดได้ว่าต้องไปดู ตัวเลขอัตราการเกิดของเด็กไทยประกอบด้วย

คนไทยแต่งงานกันช้าลง และ อัตราการเกิดของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

ตอนนี้ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีบุตรเฉลี่ย 1.6 คน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าสมัยพ่อแม่เรา หรือ ปู่ย่าตายาย เราหลายเท่า

และประเด็นที่สำคัญคือ ผู้หญิงไม่ได้มีสามีทุกคน และผู้หญิงเป็นโสดมากขึ้น ทั้งที่สมัครใจโสด และไม่สมัครใจโสด

ถ้าเรามองไปรอบตัวเรา คนไทย 100 คน

โดยเฉลี่ยแล้ว ใน 100 คนนั้น จะมี 1.1 คนที่มีลูกในปีนี้ และ 0.8 คนที่จะตายในปีนี้

สรุป ปีนี้ ประเทศไทยจะมีคนเพิ่ม 0.3 คน ในทุกทุก 100 คน

40 ปีที่แล้ว อัตราการเพิ่มประชากรไทย คือ 2.4 คน ในทุกทุก 100 คน

30 ปีที่แล้ว อัตราการเพิ่มประชากรไทย คือ 1.8 คน ในทุกทุก 100 คน

20 ปีที่แล้ว อัตราการเพิ่มประชากรไทย คือ 1.2 คน ในทุกทุก 100 คน

10 ปีที่แล้ว อัตราการเพิ่มประชากรไทย คือ 0.6 คน ในทุกทุก 100 คน

ตอนนี้ อัตราการเพิ่มประชากรไทย คือ 0.3 คน ในทุกทุก 100 คน

มีการคาดการณ์ว่าเลข 0.3 นี้จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนเป็น 0 ในปี 2025 หรือ อีก 8 ปี ข้างหน้า

ถามว่าเป็นไปได้ไหม? ดูตัวเลขย้อนหลังไป 40 ปี ถ้าแนวโน้มเป็นแบบเดิมก็น่าจะเป็นไปได้

ปี 2025 จะเป็นจุดพีคสุดของ ประชากรในประเทศไทย หลังจากนั้น ประชากรไทยจะเริ่มลดลง (หมายความอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย) และประเทศไทยจะไม่มีวันที่มีประชากรเกิน 70 ล้านคน

เรื่องนี้น่าตกใจ และจะเกิดขึ้นกับเราเร็วๆนี้

ตอนนี้เราอยู่จุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เราถูกกรอกใส่หูมาตลอดว่าประชากรจะล้นโลก

แต่ทำไมเรื่องที่เราจะพบเจอ คือ คนไทยจะลดลง

นี่เป็น PARADOX หรือความขัดแย้งของความเชื่อ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งนี้กำลังจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูเหมือนภาครัฐยังไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก เป็นคำถามที่น่าคิดว่าเราควรจะส่งเสริมให้คนแต่งงานมีลูกกันเร็วขึ้นหรือไม่ หรือเรายังภูมิใจว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการคุมกำเนิด

คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ประชากรวัยแรงงานในอนาคตเราจะหายไป

คนต่างด้าวก็น่าจะเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นอีก และสุดท้าย หุ่นยนต์จะมีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้าย้อนกลับมามองในธุรกิจที่เกี่ยวกับเด็ก เช่น รองเท้านักเรียน ก็คงได้รับผลกระทบไม่น้อย

เพราะ หุ่นยนต์คงไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้านักเรียน..

ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำธุรกิจลักษณะคล้ายรองเท้านักเรียนนี้ ระหว่างนี้คงต้องเตรียมตัว ขายสินค้าเด็กประเภทอื่นที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น หรือ หาลู่ทางนำเงินกำไรไปลงทุนในธุรกิจอื่น

เพราะเมื่อดูข้อมูลดังกล่าวก็คงคาดเดาได้เลยว่า ธุรกิจรองเท้านักเรียนคงไม่โตไปกว่านี้แล้ว..

———————-
<ad> รีไฟแนนซ์ บ้าน คอนโด กับ REFINN ประหยัดเงินได้เป็นล้าน ประหยัดเวลาได้เป็นปี ไม่มีค่าบริการ คลิก www.refinn.com
———————-

Comments

comments