MULTI-PLANET สปีชีส์

MULTI-PLANET สปีชีส์

เราเคยมองไปดาวบนท้องฟ้าแล้วสงสัยไหม?
ว่าดาวดวงนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตเหมือนบนโลกหรือเปล่า
นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะมองไปดาวดวงนั้น
แล้วไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป
เพราะสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้นจะเป็นมนุษย์นั่นเอง

ขอต้อนรับสู่เรื่อง MULTI-PLANET สปีชีส์

Elon Musk กล่าวไว้ว่าตอนนี้มนุษย์ต้องเลือกว่า เราอยากจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหน? ระหว่าง Single-Planet สปีชีส์ หรือ Multi-Planet สปีชีส์

สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดาวดวงเดียว หรือ สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดาวหลายดวง

แน่นอนว่าถ้ามนุษย์เลือกอย่างหลัง CIVIZATION หรือ อารยธรรมทั้งหมดที่มนุษย์อุตส่าห์สะสมมาจะมีโอกาสอยู่ได้นานขึ้น

จุดเด่นที่สุดของโลกเราคือ “ชั้นบรรยากาศ” ที่คอยปกป้องความร้อน อุกกาบาต รวมถึงทำให้โลกเกิดฤดูกาล

แต่ ใครจะกล้ารับประกันว่า จุดเด่นนี้จะไม่หายไป หรือ เสื่อมลงไป

คำถามที่สำคัญตอนนี้สำหรับมนุษย์ คือ

เราควรทำตอนนี้ หรือ ปล่อยไว้ก่อน ไว้ให้ลูกหลานเราคิดเรื่องนี้ในอนาคต

เกือบทั้งหมดของมนุษย์บนโลกนี้จะผลักภาระออกไปก่อน ด้วยข้ออ้างที่สำคัญคือ ตอนนี้เราก็ยุ่งมากพอแล้ว ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย หรือ จะไปสนใจทำไม ทุกอย่างเป็นธรรมชาติของมัน พระเจ้ากำหนดไว้แล้ว

แต่มนุษย์ชื่อ Elon Musk ไม่ได้คิดแบบนั้น..

เขาเชื่อว่าเราควรทำตอนนี้ เพราะตอนนี้เทคโนโลยีทุกอย่างพร้อมแล้ว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก 4,000 ล้านปี ที่ประตูนี้เปิดขึ้นพร้อมให้เราทำ

Elon Musk อยากทำอะไรบ้าง?

ต้องขอย้อนกลับไปอีกครั้ง สำหรับคนไม่เคยตามเพจลงทุนแมนมา

4,500 ล้านปีที่แล้ว โลกก่อตัวขึ้น
600 ล้านปีที่แล้ว สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น แต่โลกก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
200,000 ปีที่แล้ว สปีชีส์ Homo sapiens หรือ มนุษย์ในปัจจุบันได้วิวัฒนาการมาจากสายพันธุ์บรรพบุรุษเราชื่อ Great Apes
70,000 ปีที่แล้ว มนุษย์เริ่มมี conscious หรือ สติตระหนักรู้

และตั้งแต่นั้นมา CIVILIZATION หรือ อารยธรรมมนุษย์ก็เริ่มสะสมไปเรื่อยๆ และก้าวกระโดดมากขึ้นเรื่อยๆ และพีคในช่วง 100 ปีล่าสุด

ดูเหมือนว่าเราจะโชคดีที่เกิดมาในยุคที่น่าตื่นเต้นนี้

Elon Musk ก็ตื่นเต้นเช่นกัน แต่ในความตื่นเต้น Elon Musk ก็มีความกลัว

Elon Musk กลัวหุ่นยนต์จะมาคุมมนุษย์ Elon Musk กลัวโลกอยู่ไม่ได้เพราะ Climate Change

เขาจึงคิดว่าจะทำยังไงให้ลดความเสี่ยงนี้ เป้าหมายหลักของเขาคือ รักษาอารยธรรม 70,000 ปีของมนุษย์ที่สะสมมา

ทำยังไงก็ได้ไม่ให้มนุษย์สูญพันธ์ุเหมือนไดโนเสาร์ เมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว ที่มีอุกกาบาตตกใส่โลก

หรือไม่ให้มนุษย์สูญพันธ์ุไปเหมือน Neanderthal สิ่งมีชีวิตที่มีสมองใหญ่เหมือนมนุษย์ อยู่ร่วมโลกกับมนุษย์มาก่อน แต่หายไปตอนช่วงยุคน้ำแข็ง ICE AGE เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว

ช่วงหลายปีที่ผ่าน เราคงเคยได้เห็นข่าว Elon Musk พูดถึงการที่มนุษย์จะสามารถเดินทางไปตั้งรกรากบนดาวดวงอื่นได้ในอนาคต ซึ่งเราเองยังไม่เคยได้ฟังรายละเอียดจากเขาว่า เรื่องราวที่ดูเหมือนจะออกมาจากหนังไซ-ไฟนี้ จะเป็นจริงได้อย่างไร

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

Elon Musk ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนและความคืบหน้าของ SpaceX (บริษัทที่เขาตั้งขึ้น เพื่อดูแลโครงการอวกาศและผลิตยานอวกาศ) ที่ต้องการขึ้นไปสร้างเมืองบน ดาวอังคาร

โดยแผนในขั้นแรกคือ SpaceX จะจัดการส่ง cargo ships (จรวดบรรทุกสินค้า) ที่ไม่มีลูกเรือ จำนวน 2 ลำไปที่ดาวอังคาร ในปี 2565 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้านี้เอง

และถ้าการส่งการครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะส่ง cargo เพิ่มไปอีก 2 ลำ พร้อมกับจรวดที่จะมีลูกเรือไปด้วยอีก 2 ลำ ในปี 2567 หรือ 2 ปีหลังจากการส่งครั้งแรก

ทำไมต้องรอ 2 ปี?

การเดินทางจากโลกไปดาวอังคารนั้น ปกติจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน แต่การเดินทางในอวกาศระหว่างดาว 2 ดวงที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ต่างกัน มันไม่ได้ง่ายเหมือนกับการที่เราเดินทางบนโลกของเราเอง แต่จำเป็นต้องมีการคำนวณที่ซับซ้อนกว่ามาก

และจากการคำนวณเหล่านี้พบว่า ช่วงเวลาที่โลกและดาวอังคารจะหมุนมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการส่งยาน จะเกิดขึ้นทุกๆ 26 เดือน หรือก็คือประมาณ 2 ปี

ซึ่งภารกิจหลักของการส่งไปในครั้งนี้คือ การหาแหล่งน้ำที่ดีที่สุดเพื่อจะนำมาผ่านกระบวนการกลั่น (น้ำแทบทั้งหมดบนดาวอังคารอยู่ในรูปน้ำแข็ง) และ สร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจรวด (propellant plant) ที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์

โรงงานผลิตเชื้อเพลิงบนดาวอังคารนี้ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วบนนั้นทั้งหมด ทั้ง H2O (น้ำ) จากน้ำแข็งและ CO2 (คาร์บอนไดออกไซด์) ในชั้นบรรยากาศ เพื่อสร้างและจัดเก็บ deep cryogenic CH4 (มีเทน) และ O2 (ออกซิเจน)

Cryogenic fuels เป็นเชื้อเพลิงที่ไม่เหมือนกับน้ำมันหรือเชื้อเพลิงธรรมดาทั่วไป จะต้องถูกจัดเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำมากๆ เพื่อรักษาสถานะของเหลว โดยเอาไว้ใช้สำหรับเครื่องจักรที่ทำงานในอวกาศ เช่น พวกกระสวยอวกาศ และ ดาวเทียม

และนี่ทำให้เราเริ่มปะติดปะต่อภาพที่ Elon Musk วาดขึ้นไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

เขาเคยประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2555 ว่า SpaceX ทำโครงการพัฒนาเครื่องยนต์จรวดที่จะใช้ มีเทน เป็นเชื้อเพลิง

ซึ่ง มีเทน นี้จะสามารถถูกสังเคราะห์ขึ้นได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Sabatier reaction จากน้ำและ CO2 บนดาวอังคาร

แล้วทำไมต้องสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงบนดาวอังคาร?

เพราะแผนงานของ Elon Musk ไม่ใช่แค่การเดินทางไปสำรวจดาวอังคาร แต่ต้องการสร้างระบบขนส่ง ที่จะสามารถใช้เพื่อเดินทาง “ไปมา” ได้ระหว่างโลกและดาวอังคาร

ซึ่งโครงการยานพาหนะที่จะส่งคนไปดาวอังคารเอง ก็ได้มีการเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้ว คือ BFR หรือ Big Falcon Rocket ที่จะใช้เทคโนโลยีที่นำจรวดกลับมาใช้ใหม่ได้ และเติมเชื้อเพลิงได้ในอวกาศ หรือถ้าไม่อยากไปดาวอังคาร มนุษย์ก็สามารถใช้จรวด BFR นี้ไปที่ไหนในโลกได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งอ่านรายละเอียดได้ในบทความที่ลงทุนแมนเคยเขียนตอน EARTH TO EARTH

ถ้าโครงการขั้นต้นนี้สำเร็จด้วยดี ขั้นต่อไป เขาจะเริ่มจากสร้างฐานปล่อยจรวดบนดาวอังคาร แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มสร้าง “เมือง” บนดาวอังคาร

ในอนาคตข้างหน้านี้ เตรียมตัวไว้ว่า เราอาจจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาวดวงเดียวอีกต่อไป และ เราจะเรียกตัวเราเองว่า MULTI-PLANET สปีชีส์..

credit
image.gsfc.nasa.gov/poetry/venus/q2811.html
www.youtube.com/watch?v=zSv0Y7qrzQM
en.wikipedia.org/wiki/BFR_(rocket)
en.wikipedia.org/wiki/Raptor_(rocket_engine_family)
en.wikipedia.org/wiki/Cryogenic_fuel