ไทยรัฐ เดลินิวส์ รายได้ลดลงแค่ไหน?

ไทยรัฐ เดลินิวส์ รายได้ลดลงแค่ไหน?

เรื่องนี้ ไม่ได้ตั้งใจเขียนให้เราตกใจ
แต่อยากให้เรายอมรับความจริง
ว่าหนังสือพิมพ์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
แล้วเรื่องนี้มีบทเรียนอะไรซ่อนอยู่ให้เราเรียนรู้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

มองย้อนกลับไปเมื่อก่อน การที่เราจะได้รับรู้ข่าวสารในแต่ละวัน คงหนีไม่พ้น หนังสือพิมพ์ ที่จะมีคนนำมาส่งให้ทุกเช้า หรือแวะซื้อจากแผงหนังสือข้างทาง

แต่ทุกวันนี้ เราสามารถอ่านข่าวทั้งหมดได้ในมือถือตั้งแต่ตื่นนอนอยู่บนเตียง จนบางคนอ่านข่าวตอนเช้าก่อนแปรงฟันเสียอีก แถมข่าวที่เราอ่านยัง “ฟรี” ไม่ต้องเสียเงินซื้อเหมือนหนังสือพิมพ์

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และต้นทุนในการใช้ที่ถูกลง (เช่น ค่าอินเตอร์เน็ตและค่ามือถือ) ทำให้บริษัทสื่อสิ่งพิมพ์หลายๆ เจ้าซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่หนังสือพิมพ์ มีรายได้ลดลง

สัญญาเตือนระลอกแรกก็น่าจะเป็น นิตยสารหลายฉบับเริ่มปิดตัวลง เช่น สกุลไทย IMAGE พลอยแกมเพชร

ส่วนระลอกที่สองก็คงหนีไม่พ้นหนังสือพิมพ์ข่าวรายวัน ที่เมื่อก่อนเคยเป็นเสือนอนกิน มีรายได้มากที่สุดในบรรดาสื่อสิ่งพิมพ์

แล้วเรื่องนี้กระทบกับหนังสือพิมพ์มากแค่ไหน?

สำหรับผู้นำตลาดหนังสือพิมพ์ในบ้านเรา ก็คงเป็นหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ของครอบครัว วัชรพล และ เดลินิวส์ ของครอบครัว เหตระกูล

เมื่อเราลองดูรายได้ 5 ปีหลังสุดของทั้ง 2 บริษัท

บริษัท วัชรพล จำกัด (ไทยรัฐ)

ปี 2555 มีรายได้รวม 5,075 ล้านบาท กำไร 1,880 ล้านบาท
ปี 2556 มีรายได้รวม 5,165 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2%) กำไร 2,093 ล้านบาท
ปี 2557 มีรายได้รวม 4,453 ล้านบาท (ลดลง 14%) กำไร 1,648 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้รวม 3,905 ล้านบาท (ลดลง 12%) กำไร 1,456 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้รวม 3,071 ล้านบาท (ลดลง 21%) กำไร 928 ล้านบาท

บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด (เดลินิวส์)

ปี 2555 มีรายได้รวม 1,906 ล้านบาท กำไร 163 ล้านบาท
ปี 2556 มีรายได้รวม 1,902 ล้านบาท (ลดลง 0.2%) กำไร 296 ล้านบาท
ปี 2557 มีรายได้รวม 1,643 ล้านบาท (ลดลง 14%) กำไร 64 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้รวม 1,348 ล้านบาท (ลดลง 18%) กำไร 32 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้รวม 1,182 ล้านบาท (ลดลง 12%) กำไร 110 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่ารายได้ของทั้งคู่เริ่มลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2557 หรือ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะมาจากค่าโฆษณาที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 บริษัทก็มีการเตรียมตัวและได้เริ่มปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการเสพสื่อในปัจจุบัน และไม่ได้เน้นที่ธุรกิจหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

โดยต่างก็มีเว็บไซต์เพื่อนำเสนอข่าว และ ช่องทีวีดิจิตอลเป็นของตัวเอง (ไทยรัฐทีวี และ นิวทีวี)

ทีนี้เราลองมาดูรายได้ของบริษัทใหม่ของไทยรัฐ ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 เพื่อรับผิดชอบเว็บไซต์ สื่อดิจิตอล และบริการข้อมูลข่าวสาร ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด ในเครือ วัชรพล

ปี 2556 มีรายได้รวม 57 ล้านบาท กำไร 11 ล้านบาท
ปี 2557 มีรายได้รวม 72 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 25%) กำไร 11 ล้านบาท
ปี 2558 มีรายได้รวม 87 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22%) กำไร 7 ล้านบาท
ปี 2559 มีรายได้รวม 140 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 60%) กำไร 17 ล้านบาท

ถึงแม้ว่า รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับทิศทางของธุรกิจหนังสือพิมพ์ แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฐานเดิมของบริษัทหลัก

และธุรกิจดิจิตอลทีวีของทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์ ก็คงยังไม่ทำกำไร เพราะมีการแข่งขันสูงมากในตลาดดิจิตอลทีวี เรียกได้ว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้ รายได้เดิมก็ถดถอย ธุรกิจใหม่ก็ขาดทุน

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน และสินค้าดั้งเดิมก็อาจจะได้รับผลกระทบ ตามที่ลงทุนแมนเคยอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการ 6D ของหนังสือชื่อ Bold

เรื่องนี้เริ่มต้นจาก D ที่ 1 คือ Digitized ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้เรื่องบนโลกจริงเข้าสู่โลกดิจิตอล เราจะเห็นได้ว่า ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบแทรกเข้าไปในหน้าเว็บไซต์ หน้าไลน์ หน้าเฟซบุ๊ค ของเราหมดแล้ว

ต่อมา D ที่ 2 คือ Deceptive การหลอกตัวเองว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่หายไปไหนหรอก กระดาษยังมีการสัมผัสจับต้องได้ คนยังชอบอ่านจากกระดาษกันอยู่

D ที่ 3 Disruptive กระบวนการทำลายของดั้งเดิม จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน จริงอยู่ที่มีหลายคนชอบการสัมผัสของกระดาษ แต่อ่านจากในมือถือมันสะดวกกว่า สดใหม่กว่า รวดเร็วกว่า ข่าวในกระดาษต้องพิมพ์วันรุ่งขึ้น ซึ่งทุกคนได้รับรู้ข่าวไปตั้งแต่วันนี้แล้ว ทำให้ตลาดเดิมจะถูกแย่งไปเรื่อยๆดังปรากฏให้เห็นในรายได้ของ ไทยรัฐ และ เดลินิวส์

D ที่ 4 Demonetized เมื่อเทคโนโลยีมาแทนที่ โมเดลเรื่องการเก็บเงินจากลูกค้าจะเปลี่ยนไปจนใกล้เคียง 0 ตอนนี้เราอ่านข้อมูลต่างๆได้ฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสารเหมือนเมื่อก่อน

D ที่ 5 Dematerialized เมื่อกระบวนการทำลายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่ง ของเดิมก็จะหายไป ตลาดของกระดาษสิ่งพิมพ์ก็เล็กลง จนไม่สามารถ economy of scale ได้อีกต่อไป ต้องปิดตัวลง และหายไปเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วกับนิตยสารบางฉบับ

D ที่ 6 Democratized สุดท้ายจะไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ผูกขาดอย่างแท้จริง ข้อมูลเนื้อหาของใครมีดี คนนั้นก็ได้รับความนิยม จากที่เมื่อก่อน หนังสือพิมพ์ไม่กี่เจ้าจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคม แต่ตอนนี้ผู้มีอิทธิพลจะขึ้นกับเสียงโหวตของคนบริโภคเอง ถ้าข้อมูลไหนดีจะได้ like เยอะ ถ้าข้อมูลไหนไม่ดีก็จะตกไปเอง ทุกคนสามารถเป็น Influencer ได้ถ้าเก่งในเรื่องนั้นจริง

สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยี จะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากขึ้น สะดวกมากขึ้น

ทุกวันนี้ เราเริ่มซื้อของออนไลน์ มากกว่าในร้านค้าจริง

ทุกวันนี้ เราเริ่มแชร์ข่าวสารให้เพื่อน คุยกับเพื่อนในไลน์ มากกว่าตัวจริง

เคยไหม? เราถูกพ่อแม่ หรือ แฟน เราโกรธ เพราะสนใจเรื่องในมือถือมากกว่า เรื่องที่เขากำลังเล่าอยู่

ทุกวันนี้ เราเริ่มใช้เวลาออนไลน์มากกว่าในชีวิตจริง

และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น

ประวัติศาสตร์มนุษย์เกิดขึ้นมาแล้ว 100,000 ปี

ไอโฟนเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

เราเริ่มเล่นไลน์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

รายได้หนังสือพิมพ์เริ่มลดลงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

จุดนี้ไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้น

ก็น่าคิดว่า ในอนาคตของพวกเรา ณ จุดสุดท้ายจะเป็นอย่างไร?..



Leave a Reply

156 Comments on "ไทยรัฐ เดลินิวส์ รายได้ลดลงแค่ไหน?"

Notify of
Sort by:   newest | oldest | most voted

เขียนได้ดีมากๆในทุกๆบทความครับ ขอชื่นชม

เหตระกูลนี่เรียนอัสสัมชัญ ทุกเจเนเรชั่น 5555

งานปีใหม่ที่อัสสัมก็ได้เดลินิวเชิญดารานักร้องมารร.

งานจตุรมิตร เดลินิวส์ เอารถมาขนเพลสไปสนามศุภทุกปี

มันเกิดเร็วจนปรับตัวตามแทบไม่ทัน

พ่อผมอายุ 60 แต่ก่อนรับไทยรัฐเดลินิวส์ทุกวัน เดี๋ยวนี้เลิกรับแล้วอ่านข่าวในแท็บแลตเอาครับ

จริงครับ เมือ่ก่อนนี้ผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ

เข้าร้านหนังสือบ่อยๆ (ครั้งละนานๆ ถ้าเ)้นวันหยุด)

พอมานึกๆดู ผมซื้อหนังสือพิมพ์ ครัง้สุดท้าย ก็หลายปีแล้ว (รวมทั้งเข้าร้านหนังสือ)

คือ แต่ก่อนเหมือนยัดเหยียดให้อ่าน แต่เดียวนี้ เราหาข่าว หาข้อมุลเองได้ทาง เน็ต (ฟรีด้วย)

แถมโซเซียล มีคนลงข่าวสดๆ ไวกว่า หนังสือพิมพ์ และ ทีวีอีก

ปล. ภาพประกอบ สาขาแถวบ้านผมเองคัรบ +

เห็นแล้วก็ใจหายนะครับ
ผมก็เข้า se-ed ซื้อหนังสือประจำ แต่ก็ยอมรับว่าเดี๋ยวนี้ซื้อน้อยลง จะซื้อที่เฉพาะด้านจริงๆ เพราะการอ่านข่าวสารต่างๆ จากสื่อดิจิตอลก็กินเวลาเราไปเยอะแล้ว เวลาในการอ่านหนังสือก็เลยน้อยลง

Se-ed หนังสือ บรรยากาศร้าน ไม่น่าสนใจ และอย่าลืมว่า ข้อมูล สาระหลายอย่าง มันใช้ google srech ได้หมด

สมัยก่อนวันหยุดไม่รู้จะไปไหนผมก็มักจะไปหมกตัวอยู่ร้านหนังสือนี่แหละ ไปหาอ่านฟรีมั่ง555 ซื้อมั่ง ตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ตผมก็แทบจะไม่ได้เข้าร้านหนังสือเลย

เราหาความจริงจากการเขียนเม้นต์ข้อความต่างๆแล้วมาประกอบกัน ชัดกว่าอ่านในนสพ.ที่ชอบคิดว่าคนอ่านคิดไม่ได้

สมัยก่อนนัดเพื่อนในห้าง หรือรอดูหนัง ก็ใด้ร้านหนังสื่อนี่ละเข้าไปอ่านฆ่าเวลา บางทีก็ซื้อติดมือออกมาด้วย ตอนนี้ นั่งเล่นมือถือแทน

แถวบ้านเราด้วย
โลตัส พระราม4
หนังสือน้อยลงมาก
เอาเครื่องเขียน
กิ้ฟช็อปมาลงแทน
เห็นแล้วเศร้า…
แต่ก็ต้องรีบปรับตัว
รับความเปลี่ยนแปลง

ย้อนกลับมาที่ m2f หนังพิมพ์แจกฟรี

Nita Sukduang

Gamè GC Kritakarawin Noenchay

น้ำแข็งละลายแล้ว ไทยรัฐ เดลินิวส์ หาที่เกาะใหม่ได้แล้ว.

Nick Theerapon

Bing Chanatip

Aticha Pongsangangan

สมัยก่อนนี่ ซอกเกอร์เลยแบ่งกันอ่าน แต่พอยุคสมัยนี้ ทุกอย่างมารวมบนfeed คอลัมน์นิสต์มาไลฟ์เล่าข่าวให้ฟัง การเข้ามาของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่าง ดีต่อผู้บริโภค (จ่ายน้อยลง) ผู้ผลิตต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ หนังสือพิมพ์สำหรับคนยุคนี้ไม่รู้จะมีความหมายไหม เพราะข่าวใหม่ๆ ขึ้นหน้า Feed ได้เร็วกว่า ไม่ต้องรออ่านข้ามวันเลย

กำไรเยอะมาก

หนังสือพิมพ์ตาย ลดการตัดไม้ได้เยอะ เรามาถูกทางแล้ว

ไม้เค้าปลูกเพื่ออุตสาหกรรมครับ อ่านหรือไม่อ่านไม่มีผลกระทบกับจำนวนต้นไม้

จำนวนหนังสือที่มีประโยชน์จะลดลงตามไปด้วยครับ

– นิวทีวีนี่แยกกับเดลินิวส์แบบไม่อิงกันโดยสิ้นเชิงครับเพราะเรื่องพี่น้องในตระกูลเนี่ยแหละ
– ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากอ่านหนังสือพิมพ์นะครับ แต่ซื้อมาแล้วเจอแต่คอลัมภ์นิสคนแก่ขี้บ่น กับพาดหัวเสี้ยมกันไปมาเป็นสิบๆปีคนมันเบื่อ
-นิตยสารที่มันล่มเพราะว่ามันเหมือนกันหมดเช่นตอนณเดชน์ดังก็ขึ้นแทบทุกปก ไม่ใช่ว่าคนเปลี่ยนมาอ่านดิจิตอลนะครับ ถึงเจ๊ง เพราะ ถึงเอามาเปนดิจิตอลก็เจ๊งอยู่ดี เขาไม่อ่านเรื่องพวกนี้แล้วต่างหาก
– CONTENT IS KING ยังใช้ได้เสมอกับวงการสื่อบ้านเรา ดูสำนักพิมพ์เล็กๆเข่นโอเพ่น อะเดย์ หรือ เวิร์คพ้อย ได้ครับทำไมเขาไม่เจ๊ง ทำไมคนอื่นเจ๊ง

หน้าหนังสือพิมพ์เดี๋ยวนี้แทบไม่มีโฆษณาลงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นพื้นที่โปรโมทรายการทีวีของตนเอง

บริษัทกระดาษ หมึกพิม คนส่งนสพ
แมสเซนเจอ บลาๆๆๆ ผู้คนจะอพยพเปลี่ยนที่ทำกินกันมหาศาล
รถยนไฟฟ้า ถ้ามาอีก ก็เตรียมตัวตกงานกันอีกเพียบ ตอนนี้คนไทยต้องหาทางหนีทีไล่ไว้นะคับ

บอกเลยว่าธุรกิจที่จะโดนdisruptionยากคือ
ภาคบริการท่องเที่ยว และเกษตร

ธุรกิจของกินนี่แหละครับที่ยั่งยืนของจริง
โลกจะเปลี่ยนไปยังไง คนเราก็ยังต้องกินเหมือนเดิม

Kz Intarachote เป็นคอมเม้นที่ทำให้ยิ่งตระหนักตาม…

เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง

การเกษตรนี่ละครับ โดน disrupt มากๆ ใน ตปท เช่น อิสราเอล เวียดนาม มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยครับ การเกษตรแบบเดิมจะแข่งขันไม่ได้ในแง่ปริมาณและคุณภาพครับ

Piyapong Art การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ในไร่นาตัวเองไม่ใช่การถูกdisruptionคับ

ชอบจังค่ะ 6 D ☺

ชอบเหมือนกันครับ
โดยเฉพาะ”กระบวนการทำลายของดั้งเดิม”ภาษาสวยมาก

เช็ดกระจกดีมากครับ

ทึ่งในการรวบรวมข้อมูล กระชับดีครับ
เหมือนการเขียนจม จบไปพร้อมๆกับการมาของ นวตกรรมสื่อสาร