CIVILIZATION 5000 BC: ปีระมิดที่หายไป

CIVILIZATION 5000 BC: ปีระมิดที่หายไป

หลังจากมนุษย์เริ่มมีการตระหนักรู้ตัวตน (conscious)
และเริ่มใช้ภาษาในการพูดคุยกัน เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว
สิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมนุษย์มากที่สุดในเวลาต่อมา คือการมี Faith หรือ “ความศรัทธา”

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รู้จักการใช้ภาษาผ่านการเล่าเรื่อง ในการสร้างความเชื่อ ความศรัทธา ให้กับเผ่าพันธุ์ตัวเอง

จากตำนาน สู่ เทพเจ้า จากเทพเจ้า สู่ ศาสนา

ในโลกนี้มี 7,500 ล้านคน มีคนนับถือศาสนาคริสต์ 2,300 ล้านคน อิสลาม 1,600 ล้านคน ฮินดู 1,000 ล้านคน พุทธ 400 ล้านคน

ความเชื่อ ความศรัทธา เป็นตัวยึดเหนี่ยวสังคมที่ดีที่ทำให้สังคมมนุษย์อยู่ได้โดยไม่แตกแถว ไม่นอกลู่นอกทาง

และความเชื่อในเรื่องต่างๆนี้แหละที่ทำให้มนุษย์มีจินตนาการที่จะคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ

มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ Copper หรือ ทองแดง เมื่อ 5000 BC

BC ย่อมาจาก Before Christ หรือจำนวนปีก่อนคริสตศักราช (5000 BC ก็คือ 7,017 ปีที่แล้ว)

จนถึงตอนนี้มนุษย์ได้รู้จักการใช้วัสดุ 3 อย่างแล้ว ซึ่งก็คือ หิน ไม้ และ ทองแดง แต่ตอนนั้นทองแดงก็ยังเป็นวัสดุที่ไม่แข็งแรงนัก

ต่อมา 3500 BC มนุษย์เริ่มรู้จักใช้ Bronze หรือ สัมฤทธิ์ เราเรียกยุคนั้นว่า Bronze Age

ทำไมการค้นพบ Bronze สำคัญถึงขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อยุค?

เพราะ Bronze คือการนำทองแดงไปผสมโลหะอื่นทำให้แข็งแรงขึ้นมากจนเป็นอาวุธได้

จากที่เมื่อก่อนเรารู้จักแต่กระบองไม้ หรือ ปาหิน ตอนนี้เราสามารถมีดาบ Bronze เป็นอาวุธได้แล้ว

คราวนี้เมื่อมีอาวุธ ก็เริ่มรู้จักการใช้ Archery หรือธนู ในการล่าสัตว์

ในยุคนั้นการค้นพบธนูคงไม่ต่างจาก การค้นพบในไอโฟนในสมัยนี้.. จะดีแค่ไหน เมื่อก่อนต้องวิ่งไล่ตามสัตว์ พอมีธนู เราแค่ยืนเฉยๆยิงธนู ไม่ต้องวิ่งไล่ตามสัตว์ให้เหนื่อยอีกต่อไปแล้ว

เมื่อมนุษย์ล่าสัตว์ได้ง่ายขึ้น ก็ใช้เวลาในการหาอาหารน้อยลง และมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นมากขึ้น

ในปี 4500 BC มนุษย์ก็เริ่มรู้จักเทคโนโลยี Wheel หรือการใช้ล้อหมุน แต่ล้อหมุนในช่วงแรกไม่ได้นำมาใช้ในการเดินทาง ล้อหมุนในช่วงนั้นเอามาใช้ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผา ให้มีรูปทรงกลมที่สวยงาม

ต้องรอจนถึงยุค 2000 BC ที่มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ล้อมาคู่กับม้าเรียกว่า Chariot และหลังจากนั้นก็ทำให้โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะตอนนี้มนุษย์สามารถขนส่งของไปที่ไกลๆ โดยไม่ต้องแบกเองแล้ว

การขนส่งทำให้สามารถนำอิฐจากที่ไกลๆมาวางรวมกันได้ เกิดเป็นสิ่งก่อสร้างเรียกว่า Masonry

เมื่อความเชื่อ ความศรัทธา รวมกับ เทคโนโลยีการก่อสร้าง ก็ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เรียกว่า “ปีระมิด” ที่เริ่มสร้างกันตั้งแต่ยุค 2000 BC นี้เอง

สุดท้ายแล้ว การที่มนุษย์เชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน จะก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่มาก มากพอที่จะสร้างปีระมิดอันใหญ่โต

แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมตอนนี้มนุษย์ไม่ร่วมกันสร้างปีระมิดแล้ว?

คำตอบอาจจะทำให้แปลกใจ ถ้าจะตอบว่าปัจจุบันมนุษย์ก็ยังสร้างปีระมิดกันอยู่

แต่ตอนนี้ปีระมิดของเราอาจจะมีรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนแปลงไป

ปีระมิดยังมีอยู่ทุกยุคสมัย

แต่รูปแบบเปลี่ยนไปตามความศรัทธา

เมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว กษัตริย์อียิปต์มีความสุขที่ได้ทำตามความเชื่อในการสร้างปีระมิด

แล้วตอนนี้เราศรัทธากับอะไร?

ตอนนี้ปีระมิดของเรา อาจจะเป็น ตึกสูง 100 ชั้น

ตอนนี้ปีระมิดของเรา อาจจะเป็น กิจการมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ตอนนี้ปีระมิดของแต่ละคนก็คงเป็นสิ่งที่แล้วแต่มนุษย์จะจินตนาการขึ้นมา และตั้งกับตัวเองว่าถ้าเราได้สิ่งนั้นจะทำให้เรามีความสุข

นับวันปีระมิดของเรายิ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้ามองลึกๆแล้ว กลับจะพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน

ปีระมิดในยุคของเรามักจะมีเรื่อง “เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

การมีบ้านหลังใหญ่โต การมีรถราคาแพง การมีกิจการที่ยิ่งใหญ่

คงจะไม่ผิด ถ้าเราจะเรียกปีระมิดของมนุษย์ยุคสมัยนี้ว่า ปีระมิดแห่งทุนนิยม

และคงจะเหมือนเดิม..

ผ่านไป 4,000 ปี ปีระมิดไม่ได้ทำให้กษัตริย์อียิปต์ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจริง

ปีระมิดแห่งทุนนิยมนี้ก็คงให้ผลลัพธ์ที่คล้ายกัน

มีความสุขก็แค่ตอนสร้าง

แต่พอสร้างเสร็จแล้ว ก็จะรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้นมา ก็เท่านั้นเอง..

Comments

comments



188 thoughts on “CIVILIZATION 5000 BC: ปีระมิดที่หายไป”