คนขับ Uber กับ คนขับแท็กซี่ ใครได้ประโยชน์

คนขับ Uber กับ คนขับแท็กซี่ ใครได้ประโยชน์

ปัจจุบันผู้มีใบอนุญาตขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพมี 74,000 คน ถึงแม้ว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับผู้มีใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ 2,800,000 คน แต่แค่คนขับรถแท็กซี่ 74,000 คน ก็ทำให้มีมูลค่าตลาดมหาศาลเกิดขึ้น

โดยเฉลี่ยแล้วคนขับแท็กซี่จะรับผู้โดยสารประมาณ 15 เที่ยวต่อวัน ถ้าคิดว่า มีคนทำงานขับแท็กซี่ในแต่ละวันเป็น 80% ของผู้มีใบอนุญาตขับแท็กซี่ จะทำให้แท็กซี่มีการรับผู้โดยสาร อย่างน้อย 900,000 เที่ยวต่อวัน ตัวเลขนี้ยังมากกว่าผู้โดยสารของรถไฟฟ้า BTS ทั้งสายสุขุมวิทและสายสีลมรวมกัน ที่มีตัวเลขการโดยสาร แค่ 640,000 เที่ยวต่อวัน

และถ้าคิดถึงราคาค่าโดยสารแล้ว แท็กซี่มีค่าโดยสารต่อเที่ยวมากกว่ารถไฟฟ้า BTS อยู่มาก โดยเฉลี่ยแล้วคนขับแท็กซี่จะมีรายได้ต่อวันประมาณ 1,500 บาท ค่าเฉลี่ยของค่าโดยสารประมาณ 100 บาทต่อเที่ยว มากกว่าค่าโดยสารเฉลี่ยของ BTS ที่ 28 บาทต่อเที่ยว ถึง 3.5 เท่า

และใน 1 ปี จะมีการเดินทางโดยแท็กซี่ของคนกรุงเทพมากถึง 324 ล้านเที่ยว ซึ่งจะทำให้แท็กซี่ทั้งหมดมีรายได้มากถึง 32,400 ล้านบาทต่อปี มากกว่ารายได้ของ BTS ที่มีแค่ 6,600 ล้านบาทต่อปี ถึง 5 เท่า

จะเห็นได้ว่าตลาดแท็กซี่ในกรุงเทพมีมูลค่ามหาศาล และในวงจรนี้ก็มีมูลค่าเศรษฐกิจต่อเนื่อง ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่บริษัทผลิตรถ ดีลเลอร์ขายรถ ผู้ซื้อรถมาให้เช่าต่อ คนขับแท็กซี่ และ บริษัทประกันภัย ถ้าคิดว่าราคารถเฉลี่ยคันละ 8 แสนบาท แค่มูลค่ารถแท็กซี่ที่อยู่ในระบบก็มีประมาณ 60,000 ล้านบาทแล้ว

เมื่อตลาดมีมูลค่ามหาศาล ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทุก Smart Phone จะมี GPS และ Google Map อีกทั้งพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป ทุกคนเล่น Smart Phone ตลอดเวลา จึงมีคนฉลาดเห็นช่องว่างบางอย่างอยู่ คนฉลาดคนนั้นคือ Uber

จากที่ได้ให้ข้อมูลไปในย่อหน้าแรก สิ่งที่ Uber มองเห็นคือ เขากำลังจะเป็นตัวกลางให้คนขับรถยนต์ส่วนบุคคล 2,800,000 คน เข้ามากินส่วนแบ่งตลาดรถแท็กซี่เดิมที่มี 74,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 38:1 ขอแค่ 2% ของคนที่ขับรถยนต์ส่วนบุคคลเดิมมาขับ Uber ด้วยก็จะมีจำนวนเท่ากับผู้ขับแท็กซี่เดิมแล้ว และเขาทำแบบนี้กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งมูลค่าตลาดแท็กซี่ทั่วโลกก็น่าจะอยู่ในระดับล้านล้านบาท และ Uber จะได้เงินส่วนแบ่งจากทุกๆเที่ยวของการโดยสาร

แน่นอนว่าผู้ขับแท็กซี่เดิม 74,000 คน รายได้อาจจะลดลง เพราะ Demand เท่าเดิม แต่มี Supply มากขึ้น อีกทั้งแท็กซี่เดิมยังมีปัญหาไม่รับผู้โดยสาร มารยาทไม่เรียบร้อย ก็เป็นไปได้ว่าผู้โดยสารจะชอบใช้บริการ Uber มากกว่า หากเลือกได้

ที่น่าสนใจเป้าหมายสุดท้ายของ Uber คือเอาระบบรถขับด้วยตัวเองเข้ามาใช้ คนขับรถ Uber ก็คงจะมีประโยชน์แค่ในช่วงแรก และต่อไปก็จะหมดประโยชน์ในที่สุด

สรุปแล้วตลาดแท็กซี่ทั้งหมดในอนาคตจะไม่ได้ตกไปอยู่ทั้งคนขับรถแท็กซี่เดิม และคนขับรถ Uber แต่ประโยชน์จะตกไปอยู่กับเจ้าของระบบคือ Uber

แต่คนส่วนใหญ่ก็จะยอมรับ และใช้ Uber อยู่ดี เพราะมันสะดวกสบายกว่าเดิม และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้โดยสารดีขึ้น