UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?

UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?

ถ้ารัฐบาลแจกเงินเดือนฟรีให้กับพวกเราทุกคน
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำงาน หรือมีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
เราจะทำงานหรือมีอาชีพเหมือนกับที่ทำอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?
ถึงตอนนั้น เราจะไปทำอะไร?

นโยบายที่ว่านี้ก็คือ แนวคิด Universal Basic Income (UBI) ที่มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องการันตีรายได้ต่อหัว แจกเงินที่มากพอสำหรับการดำรงชีวิตพื้นฐาน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเรียนหนังสือ ค่ารักษาพยาบาล ให้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ตามในทุกๆเดือน และต้องไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น (unconditional) พูดง่ายๆ ก็คือ “เงินเดือนให้เปล่าฟรีสำหรับทุกคน”

ภายใต้แนวคิดนี้มีความเชื่อหลักๆ 3 ข้อ คือ

1)จะช่วยให้คนทุกคนหลุดพ้นจากความยากจน อยู่ได้โดยไม่อดอยาก
2)สร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเลือกทำงานในสิ่งตัวเองรักและถนัด โดยไม่ต้องมาคอยพะวงกับรายได้
3)เป็นทางออกในยุคที่หุ่นยนต์กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนคนอย่างเต็มรูปแบบ

รัฐที่ใช้แนวคิดนี้แล้วในปัจจุบัน คือ รัฐอลาสก้า ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี 1976 รัฐอลาสก้าได้ผ่านกฎหมายก่อตั้งกองทุนถาวร (Alaska Permanent Fund) โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะนำรายได้จากการขายแก๊สและน้ำมันที่เป็นรายได้หลัก มาปันผลแจกเป็นสวัสดิการให้กับคนในรัฐ

โดยรัฐอลาสก้าเริ่มแจกเงินครั้งแรกในปี 1982 เป็นจำนวน $1,000 หรือประมาณ 23,000 บาท ให้กับประชากร 401,851 คนในขณะนั้น ซึ่งจำนวนเงินที่จะแจกในแต่ละปี มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลประกอบการเฉลี่ยของกองทุน มีสูตรคำนวณ คือ

(((รายได้สุทธิเฉลี่ย 5 ปี x 0.21)/2) – ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีก่อน)/จำนวนประชากรทั้งหมด = เงินปันผลที่รัฐจะจ่ายให้แต่ละคน

ในแต่ละปีที่ผ่านมา คนอลาสก้าจะได้รับเงินดังนี้
ปี 2013 ได้รับเงิน $900 หรือประมาณ 30,015 บาท
ปี 2014 ได้รับเงิน $1,884 หรือประมาณ 62,831 บาท
ปี 2015 ได้รับเงิน $2,072 หรือประมาณ 69,101 บาท
ปี 2016 ได้รับเงิน $1,022 หรือประมาณ 34,083 บาท (ตอนแรกคาดว่าจะได้ $2,052 หรือประมาณ 68,434 บาท แต่ว่าผู้ว่าการรัฐ นายบิล วอล์คเกอร์ ได้ตัดลดงบประมาณลง)

ถึงแม้ว่าเงินที่ชาวอลาสก้าได้รับอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตพื้นฐานทั้งหมด แต่นี่ก็นับเป็นโมเดลต้นแบบของแนวคิด Universal Basic Income ที่สามารถใช้จริงมาหลายสิบปีได้..

นอกจากรัฐอลาสก้าแล้ว ยังมีประเทศฟินแลนด์ที่กำลังอยู่ในช่วงการทดลอง

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา Kela หน่วยงานประกันสังคมของประเทศฟินแลนด์ได้ทำการทดลองสุ่มให้เงิน 560 ยูโร หรือประมาณ 22,035 บาทต่อเดือน ให้กับประชาชนชาวฟินแลนด์ที่มีอายุ 25-58 ปี จำนวน 2,000 คน โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น เป็นระยะเวลา 2 ปี (โครงการจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม ปี 2018)

เพื่อต้องการทดลองว่า เมื่อคนเหล่านี้ได้รับเงินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตไปแล้ว เขาจะมีแรงจูงใจหางานที่ชอบ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขจริงหรือไม่?

จากการรายงานของ The Independent ได้เปิดเผยผลการทดลองอย่างไม่เป็นทางการใน 3 เดือนแรกพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองหลายคนมีความเครียดในการทำงานน้อยลง และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

แล้วประเทศไทยจะมีโอกาสใช้นโยบายนี้ได้หรือไม่?

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนโยบายนี้ คือ ปริมาณเงินมหาศาลที่ต้องใช้ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2015 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7,296 บาท โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 65,931,550 คน

หมายความว่า ถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายนี้ โดยให้ครอบคลุมคนไทยทุกคนจะต้องใช้เงินสูงถึง 5.77 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ในขณะที่ ปี 2016 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีรายได้รวมสุทธิ 2.46 ล้านล้านบาท

จึงสรุปได้ว่า คนไทยคงต้องรอไปอีกนาน เพราะ นโยบาย Universal Basic Income ไม่น่าจะครอบคลุมคนไทยทุกคนได้..

แต่ก็น่าคิดว่า ถ้าคนไทยได้เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน คงจะมีคนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ไม่เลิกทำงานเดิม และก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป เงินที่รัฐให้มาถือเป็นเงินสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณ

กลุ่มที่สอง เลิกทำงานเดิม นั่งเล่น นอนเล่น เที่ยวเล่น เอาเงินไปใช้จ่ายอย่างเดียว

กลุ่มที่สาม เลิกทำงานเดิมเช่นกัน แต่ ไปทำงานหรือสร้างสรรค์ในสิ่งที่ตัวเองชอบ และทำได้ดี ถึงแม้ว่างานนั้นไม่มีคุณค่าทางตัวเงิน แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำมัน

แล้วผู้อ่านคิดว่าท่านจะอยู่ในกลุ่มไหน..?

Comments

comments



126 thoughts on “UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?”

    • เงินที่แจกก็คือเงินที่โยกจาก หน่วยงานบางหน่วยนะครับ แล้วมาลงที่ชาวบ้าน นะครับ เพราะหน่วยงานที่ว่านั่น อมทุกสตางค์ เช่นทำโครงการป้าย หน่อยราคา 10 ล้านมีป้ายหน่อยเดียว แล้วตอนนี้โยกมาทาง ปกครองแยะเป็นพิเศษไม่มากหรอกครับ ถ้าคิดกันต่อหัวจริงฯนะ

  • ในอนาคตโลกเราจะไม่มีประเทศ(one nation)เราจะรวมกลุ่มกันใหม่กับหุ่นยนต์แล้วต่อสู้กันเพื่อจัดตั้งสังคมใหม่อาจจะมีบางกลุ่มที่มีเทคโนโลยี่สูงไปตั้งถิ่นฐานที่ดาวอื่นส่วนเทคโนโลยี่ต่ำก็อยู่บนโลกเดิม สวัสดิการก็อาจจะเปนแบบที่แอดมินบอก

  • ผิดกลไกความเป็นจริงไปหมด เชื่อว่าทำไม่ได้โดยเฉพาะ้ในประเทศที่ผลประโยชน์ชาติถูกยกให้ต่างชาติไปหมดแล้ว ไม่ต้องพูดนะประเทศไหน

  • ตรรกะนี้ไม่ต้องคิดมากเอาแค่คนที่ส่งเงินประกันสังคมขอให้มีคุณภาพที่ดีมีสวัสดิการที่ดีหน่อยน่าจะพิจารณาก่อนเลยดีกว่ามั้ง

  • สำหรับผม 3 แน่นอน, ผมจะทำงานพัฒนาสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่มีใครมาคอยควบคุมบังคับก็ตาม

  • กลุ่มสองนี่ผมเห็นว่าประเทศไทยมีให้เห็นมานานแล้วนะครับโดยไม่ต้องรอโครงการจากรัฐบาลเลย แถมนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วย

    ผมเรียกวากลุ่่ม เกาะเมีย/ผัว/พ่อแม่กิน ครับ

  • มันต้องมองที่วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆด้วย เพราะคนไทยมีวัฒนธรรมชอบสบายไม่กระตือรือร้นหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่าด่านะที่บอกแบบนี้เพราะคนฐานล่างของประเทศเราเป็นแบบนี้กันอยู่จริงๆ เราต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมนิสัยเสียๆตรงนี้ของเราก่อน ไม่งั้นก็ไม่ช่วยสร้างเงินให้ประเทศ นอนรอเอาเงินอย่างเดียว

    • คนฐานล่าง โอกาสเค้าน้อยกว่าเราคะ แต่เค้าดำรงชีวิตได้ดีกว่าเรา ที่สำคัญเค้าดิ้นรนในการมีชีวิตมากกว่าเรา โดยการรับจ้าง แลกเงิน คนที่ทำให้ชีวิตคนฐานล่างลำบาก คือคนที่มองหาโอกาส ฉกฉวยประโยชน์ จากคนฐานล่างไง

    • แตน แก้วหน้าม้า มณีรัตนา เห็นด้วยค่ะ ทุกคนพร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ถ้ารัฐให้โอกาส มองด้วยสายตาแบบไม่อคติ สมัยรัฐบาลไทยรักไทยทำโครงการกองทุนหมู่บ้าน หลาย ๆ คนสร้างตน สร้างตัวจากโครงการนี้ ไปสู่การทำสินค้าโอทอป sme ต่าง ๆ

    • วัฒนธรรมที่พูดถึง มาจากชนชั้นนำของสังคมนำพาไป โน้นก็ผิด นี่ก็ผิด ยกเว้นตัวเอง

    • Louise Room L คนชั้นนำ ชอบชี้นำ และ ทับถมคนที่ด้อยกว่า เริ่มต้นจากวาทะกรรมต่าง ๆ ที่ใช้พูดจนเป็นภาษาตลาด เพื่อเหยียดคนอื่นให้ด้อยกว่า ดูได้จากละครไทย เป็นต้น … สังคมชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ คนไทยติดอยู่ในวังวนนี้

    • โดนประจำขนาดคนชั้นกลางก็เหยียบกันเองนะคะ เพียงเพราะเราไม่มีเหมือนเขา ในฐานะครูที่ทำได้คือพยายามสร้างทัศนคติที่ดีให้เด็กยอมรับความแตกต่างและพยายามมากกว่าการนั่งรอความรู้ นั่งรอโอกาส

    • คนฐานล่างนี่นะชอบสบาย555 อยากขำให้ฟันหลุด ฐานล่างหรือคนจนชนชั้นแรงงานนี่แหละครับ ขยันขันแข็งตรากตรำทำงานสุดๆแล้ว วันๆเค้าทำงานกี่ ชม. คุณรู้มั๊ย ได้ค่าแรงเท่าไหร่เองแล้วค่าครองชีพเท่าไหร่ ถ้าไม่ทำมันจะพอกินมั๊ย ยังหาว่าเค้าชอบสบายอีก

  • ไม่สนับสนุนเรื่องนโยบายประชานิยมอะ ระบบเศรษฐกิจพังเอาง่ายๆ โครงการในไทยที่แจกเงินแล้วก็มีเรื่องทุจริตมาเกี่ยวข้องตลอด (น้อยมากที่ไม่มี)

    ร.9 เคยดำรัสไว้เลยว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

    ดำรัสนี้แสดงว่า เราไม่ควรแจกเงิน การให้เงินเดี๋ยวก็หมดไป แต่รัฐควรเอาเงินไปลงทุนด้านอื่นที่ทำให้เกิดอาชีพ (เปรียบเหมือนการสอน) หรือไม่ก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณะสุข (เปรียบเหมือนให้เบ็ด) ให้เท่าเทียม อย่างนี้คิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ

    • คือ แนวคิดที่แจกเงินนี่ มันเป็นปรัชญาขั้นถัดไปครับ เรื่อง หามาก ได้ มาก นี่ พึ่ง พา ตัว เอง คือ ประเทศโลกที่1 ทำมาจนทะลุหมดแล้วครับ แม้แต่พ่อแม่ที่แก่เฒ่า ๆ ยังไม่ต้องการให้ลูกมาเลี้ยงเลย เพราะเก็บเงินเพื่อใช้ตอนแก่กันเอง มีกองทุนมากมายให้เก็บ พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก

    • ถ้าหุ่นยนต์สามารถแปรรูปหรือจัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติเข้าสู่ระบบทุนได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์ มันก็ต้องแบบนี้ล่ะครับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ใช้กับยุคนี้ได้ดังนั้นถ้าให้ดีควรเลือก 3 ไปทำสิ่งสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ในทั้งตัวเองและสังคมมนุษย์ให้สูงขึ้นแต่ตัวเลือกที่ทำให้เขียนมันไม่ดี บางทีงานเดิมบางคนก็เข้าเค้าแบบนี้แล้ว เค้าก็ไม่เลิกหรอก

    • Aof Thanakrit เห็นด้วยครับว่าเป็นขั้นต่อไป แต่สิ่งที่ผมกลัวคือถ้าเกินนโยบายนี้มีจริงในหลายๆประเทศ ประเทศเหล่านั้นจะค่อนข้างอ่อนไหวกับ เรื่องระบบเศรษฐกิจกับภัยพิบัติมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้น รัฐไม่สามารถส่งเงินช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือนกับประชากรได้แล้วจะเกิดปัญหาเอา

      เพราะถึงประเทศมีคนที่ทัศนคติต่อการทำงานดีแค่ไหน แต่ก็ต้องมีประชาชนส่วนหนึ่งที่รักสบาย นอนรอเงินสวัสดิการจากรัฐตลอดอยู่ดี คนเหล่านี้ถ้าไม่มีรายได้จากทางรัฐ การหันเข้าสู่เรื่องอาชญากรรมอาจเกินขึ้นได้ อาจจะมีเรื่องปัญหาสังคมตามมาอีก

    • แต่ทุกวันนี้ก็แจกอยู่แล้วนะ ชาวนาแจกไป2รอบ
      แจกชาวสวนยางไปอีก ขึ้นทะเบียนคนจนก็แจกอีก
      เดี๋ยวคงแจกอีก ไม่น่าเกินสี้นปี จับตาดูเองเลย

    • อันนี้ผมเคยเขียนไว้ จากที่ศึกษามาแล้วคาดการอนาคตครับ ลองอ่านดู

      +++
      นี่มันรุ่งอรุณของ Internet 2.0 ชัดๆ
      .
      เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงที่อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นมาแรกๆ
      คนก็ไม่รู้หรอกว่าอินเตอร์เน็ตใช้ทำอะไรได้บ้าง รู้แค่ว่าส่งอีเมล์ได้
      วาร์ปกลับมาตอนนี้ลองดูสิ่งที่อินเตอร์เน็ตทำได้นอกเหนือจากอีเมล์สิ!
      .
      ตอนนี้คนทั่วไปก็ไม่รู้หรอกว่านอกจาก bitcoin ที่เอาไว้เป็นค่าเงินดิจิตอล(Cryptocurrency) เทคโนโลยีเดียวกันนี้มันทำอะไรได้บ้าง…
      ลองจินตนาการไปอีก 5-10 ปีข้างหน้าดู บางที bitcoin อาจจะเปรียบได้กับอีเมล์ในโลกยุคใหม่เท่านั้น
      .
      Internet 1.0 คือ การแลกเปลี่ยน Information (ภาษา, การสื่อสารทั้งหมด, หนังสือ, เพลง, วีดีโอ, การเข้าสังคม และ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล)
      .
      Internet 2.0 หรือ Blockchain คือ การแลกเปลี่ยน Value…. หมายถึง การแลกเปลี่ยนทุกอย่างที่มีราคาในตัวมันเอง
      .
      แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปยังไงถ้าขึ้นชื่อว่า internet ธรรมชาติของมันคือการ decentralize อย่างที่ Kevin Kelly เคยกล่าว
      .
      Internet 1.0 เปิดโอกาสให้องค์กรอย่าง google, facebook, uber, grab, airbnb และบรรดา start up ทั้งหลาย เข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างผู้คนแล้วผูกขาดข้อมูลไว้แต่เพียงผู้เดียว เป็นแต้มต่อให้บางองค์กรพัฒนา AI เพื่อที่จะได้เอาข้อมูลมหาศาลไปป้อนให้
      แต่ Internet 2.0 จะวิวัฒน์ทั้งกระดานแล้วยกเอาการ trade ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก offline ทั้งหมดขึ้นไปไว้บนเน็ต โดยไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่ต้องมีธนบัตรและเหรียญกษาปณ์อีกต่อไป
      .
      คาดการณ์จากการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ในการเขียนโปรแกรมตั้งเงื่อนไขของทั้ง Ethereum, NEO รอแค่พัฒนาสำเร็จเท่านั้น มันจะกลายเป็น Windows ของยุคสมัยใหม่ decentralize app ต่างๆจะเกิดตามมาเต็มไปหมด พร้อมกับสกุลเงินของตนเอง(จริงๆน่าจะเรียกว่าเป็นหน่วยวัดมูลค่ามากกว่า) องค์กรในยุคต่อไปที่แบนราบเพราะงานระดับกลางที่ทำซ้ำได้ถูกเขียนโปรแกรมตั้งเงื่อนไขไว้หมด ให้ run ไปโดยอัติโนมัติ
      .
      ในอนาคต ค่าเงิน หรือ หน่วยวัดมูลค่า จะไม่ได้มีแค่ค่าเงินของประเทศอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยค่าเงินของธุรกิจต่างๆ ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกันได้หมดผ่าน internet ในทันที
      .
      ชีวิตของคนในยุคที่ Blockchain เติบโตเต็มที่ ก็คงประมาณว่าคนๆเดียว เข้าไปค้าขายอยู่ใน network ของ blockchain หลายตัว ซึ่งคนๆนึงจะอยู่กี่ network ก็ได้ไม่มีใครจำกัด
      เขาจะได้เหรียญมา หรือ จ่ายเหรียญไป จากกิจกรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้นบน internet… ไม่ว่าจะผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้าน เหลือแล้วเอาไปขายให้กับประชาชนคนอื่นก็จะได้เหรียญมา, การเขียนบทความที่มีประโยชน์ที่ตีพิมพ์แล้วได้เหรียญที่วัดจากจำนวนคนที่เข้ามาอ่าน, ทุกๆความเชี่ยวชาญที่คนๆหนึ่งมี หากนำไปแบ่งปันใน blockchain network แล้วมีประโยชน์กับ network นั้นๆ เขาก็จะได้เหรียญตอบแทนมา แต่ถ้าเขาไปใช้บริการโอนเงิน หรือ แลกเปลี่ยนเงิน เขาก็จ่ายค่าธรรมเนียมของบริการนั้นๆเป็นเหรียญดิจิตอลไป
      .
      เหรียญพวกนี้อยู่ในอากาศ จับต้องไม่ได้ แต่เอาไปแลกข้าวกินได้
      +++

      *** แก้ไขนิดนึงครับ คิดดูแล้ว ไม่น่าเทียบกับ gdp ได้

  • 1 ในคำถามที่น่าสนใจ และผมคิดว่าจะตามมาคือ

    แล้วเงินเหล่านั้นจะไปใช้กับใคร เพราะเดิมที่เงินถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยน

    ผมเลี้ยงวัว คุณปลูกข้าว เรามาแลกกันบางส่วน
    แต่ถ้าทุกคนได้เงินกันหมด บางอาชีพอาจจะไม่มีคนทำอีกเลย

    เมื่อถึงตอนนั้น เงินจะนำไปใช้กับใครได้หนอ?

    คำถามที่ผมถามอาจจะไม่ถูกถามเมื่อทำตามโมเดลนี้ก็ได้
    เพราะถึงตอนนั้นอาชีพที่ไม่มีคนอยากทำ (แต่ต้องมี เช่น ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์)
    ก็อาจจะได้เงินมากขึ้น เพราะไม่มีใครอยากทำ

    แต่ในมุมกลับกัน ถ้าทุกคนไม่ทำอะไร รัฐก็คงไม่มีเงินแจกอีกเช่นกัน เพราะรายได้ของรัฐก็มาจากภาษี (ยกเว้นขายทรัพยากรที่มี …ซึ่งก็มีวันหมดไป)

  • กลุ่ม 2 มีน้อยมาก กลุ่ม 3 ซะส่วนใหญ่ อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไรใคร คนทุกคนไม่มีใครอยากจน ฟินแลนด์จ่านเงินให้คนตกงานหนิ พอหางานได้ ได้รายได้สูงกว่า เขาก็หยุดจ่าย

  • เป็นผมก็อยู่กลุ่มแรก
    แต่ว่า แน่นอน ถ้าทำจริง มีปัญหาแน่ๆ ไม่ต้องมองไกล
    ก็ 30 บาทนี่แหละ ที่พื้นฐานคล้ายกัน แล้วเป็นไง
    มาม่ากันชิบหายวายป่วน

    แล้วอีกอย่าง พื้นฐานความคิดประชาชนไม่เหมือนกัน
    ผลลัพท์มันอาจจะแย่มากกว่าดีก็เป็นได้ ก็เหมือนบางประเทศ
    มีคาสิโน แต่ไทยทำไมยังไม่ควรมี ประมานนั้นหละมั้ง

  • ผมคิดว่า ประเทศไทยน่าจะต้องเริ่มจากประกันการว่างงานแบบอังกฤษก่อนครับ เคยอ่านเจอว่า
    เจ เค โรว์ลิ่ง ตอนว่างงาน ได้เงินจากรัฐบาลเพื่อจุนเจือชีวิต แล้วใช้เวลาว่างนั้นเขียนนิยาย แฮรี่ พอสเตอร์ครับ

    • สิทธิ์ประกันสังคมต้องไปลงทะเบียนภายใน30วัน ถ้าเกินกว่านี้ต้องรอยาวถึงอายุ55ปีถึงจะไปติดต่อรับเงินได้หรือตายทายาทก็จะได้เงิน อยากบอกตรงๆว่าไม่รู้ป่วยอยู่ พอหายป่วยติดต่อถามไปก็ไม่ได้เงินอะไรแล้ว ที่โดนหักเงินเดือนทุกเดือน เพื่อ… โพสต์เตือนให้ศึกษาสิทธิของผู้จ่ายเงินประกันสังคมค่ะ

  • จริงๆถ้ารัฐกำไรหลังหักนู่นนี่ จะมาให้ ปชช ผมว่าไม่ผิดนะ คืออาจจะให้ในรูปแบบการปันผล ไม่จำเป็นต้อง cover ทุกแง่มุมแบบชาติอื่น รวมไปถึงกระตุ้นภาคการศึกษาโดยเน้นโครงการต่อยอดเป็นอาชีพได้ แต่กระบวนการแจกจ่ายรายได้ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่พร้อม และมีประสิทธิภาพ ต้องเข้าใจว่าภาพเศรษฐกิจเราคงเลี้ยงใครไม่ได้หมดประเทศหรอก

    แต่เชื่อดิ ที่พิมพ์ไป ทำไม่ได้หรอก…

  • ผมว่าแนวคิดนี้จะเวิร์ค ต้องควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบการศึกษาเสียก่อน ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายจริงของการใช้ชีวิต และเรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน และรัฐต้องฉลาดที่จะรู้จักลงทุน ดำเนินธุรกิจ หาเงินด้วย ในหลายๆปัจจัยสำหรับประเทศไทยที่เราๆก็รู้กันอยู่ ก็คงจะยากที่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตพวกเราครับ

    • เด็กๆ มีเงินเล่นROV กันยาวๆแล้ว นักศึกษา ก็ไม่ต้อง
      ขายตัว พวกวิ่งราว ลักเล็กขโมยน้อย ก็ได้เงินซื้อยาเสพ
      ตำรวจก็ไม่ต้องมานั่งเก็บส่วย แม่ค้าก็ไม่ต้องกู้นอกระบบ
      อื่นๆอีกเพียบ555

    • การเปลี่ยนแปลงในสังคมต้องเริ่มต้นจากตัวเองและครอบครัว แล้วกระจายสู่สังคม มนุษย์อยู่ตัวคนเดียวมิได้ต้องพึ่งพากัน อยากได้สังคมอย่างไรต้องลงมือทำตั้งแต่เวลานี้ค่ะ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า อัชฌาศัย” ทำได้ค่ะ ลองทำมาสามสิบกว่าปีแล้ว

  • มาเก๊า ให้สวัสดิการ UBI และ มีเงินโบนัสแต่ละปี ให้กับประชาชนมาหลายปีแล้วคะ เปอร์เซนต์คนว่างงานก็น้อย เศรษฐกิจก็โตตลอด ร้ฐทำได้ เพราะการบริการภาคคาสิโน ทำรายได้มาก และคนมาเก๊ามีแค่ห้าแสนกว่าคน

  • กลุ่ม 3 ค่ะ 555 ทุกวันนี้ก็ทำแบบนั้น เพราะค่อนข้างจะพอเพียงคือไม่ได้ประหยัดจนเว่อร์ มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น แบ่งเงินเป็นส่วนๆ กินน้อยใช้น้อยเดือนไหนใช้มากก็กินน้อย เราบริหารของเราให้เหมาะกับรายรับ ที่สำคัญคือไม่มีหนี้ ไม่ใช้เงินเกินตัว บัตรเคดิตใช้เท่าที่มีเงินสดจ่ายเต็มจำนวน ไม่ต้องเป็นกสิกรก็พอเพียงได้ค่ะ

  • เอาคนในประเทศทุกคนตั้งแต่รายได้หลักล้าน จนถึงรายได้ขั้นต่ำเข้าระบบภาษีให้ได้ก่อนดีกว่า
    (มีมากหักมาก มีน้อยหักน้อย) ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่า ปท.นี้เป็นของทุกคน ทุกคนต้องช่วยกันดูแลก่อน ระบบUBI ถึงจะประสบผลสำเร็จคับ

  • แนวคิด UBI ของรัฐอลาสก้าน่าสนใจครับเพราะให้ตามรายได้ของรัฐ นอกจากจะปรับเพิ่มลดได้ตามรายได้ที่เข้ามาแล้วมันยังช่วยให้คนในรัฐมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างรายได้ให้แก่รัฐ อารมณ์บริษัทหนึ่งที่เคยเจอ เค้าขายหุ้นให้พนักงานตัวเอง พนักงานที่ถือหุ้นก็มีแรงจูงใจที่จะทำงาน บริษัทก็มีโอกาสเติบโต

  • พังครับพัง อยากอัดเงินเพิ่ม ก็ต้องกู้เพิ่ม พิมพ์เงินเพิ่ม แล้วเงินเฟ้อก็สูงขึ้น สุดท้ายแจกเท่าไหร่ ก็ไม่พอใช้เหมือนเดิม…

  • กลุ่มประชากร คนละกลุ่มกัน ลักษณะนิสัย คนละอย่าง ไปเอางานวิจัยเขามา แต่ไม่ดูกลุ่มประชากร ทดลองยังไงก็ไม่สำเร็จหรอก

  • ถ้าทำได้นับว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริงคะ จะรวย จน ได้ต้นทุนเท่ากันคะ คราวนี้ไม่ต้องโทษรัฐแล้วว่าเลี้ยงดูไม่ดี อยู่ที่ประชาชนจะดูแลเงินทองตัวเองอย่างไร

  • ไม่มีความยากจนในหมุ่ชนทีขยันอดออมมมีระเบียบวินัยดีที่สุดการเมืองประชานิยมทำให้คนจนลงขี้เกียจเห้นแก่ตัว10000%

  • มีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน
    หลายคนคิดแน่นอนว่า”แล้วจะทำงานทำไมให้เหนื่อย”
    ส่วนตัวผม ผมเลือกทำงานปัจจุบันต่อไปครับ เพราะผมมีความสุขในงานปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่ลำบากอะไร มีอิสระพอสมควร

    • ในคอมเม้น ผมเหมือนจะมองแง่ร้ายเกินไป แต่จริงๆ ผมเห็นด้วยนะครับที่โลกเราควรจะมีระบบนี้ เพราะมันเป็นทางออกสำหรับระบบเศรษฐกิจยุค AI ที่กำลังมา ซึ่งมนุษย์จะต้องถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ มันเป็นทางเลือกที่ดีมากเลยนะ และถ้าผมได้อยู่ในระบบนี้ก็คงเลือก ข้อ 3 แต่ขอดูหน้างานถ้าขี้เกียจอาจจะข้อ 2 ฮาๆ

  • คนบ้านเรามีวินัยและซื่อสัตย์ขนาดหรือไม่แล้วก้อความรู้ทางการเงินเพียงพอไหมถ้ามีนโยบายนี้กลัวเงินที่ให้เอาไปใช้แบบไม่มีประโยชน์ค่ะ

  • แจกเงินฟรีใครๆก็ชอบครับ

    แถวบ้านคนหาเช้ากินค่ำ พอได้กองทุนหมู่บ้านมาฟรี ก็ฉลอง กินเหล้า เล่นไพ่ เล่นพนันกันทุกวัน

    พอเงินหมดค่อยกลับไปหางานทำใหม่ครับ

    ทำอะไรก็ได้ถ้าเข้าใจคนกลุ่มนั้น ทำให้เหมาะกับคนกลุ่มนั้น จะมีประโยชน์สูงสุด

    เงินแค่นี้คนรายได้เกินแสนคงเฉยๆ แต่ได้เปล่าใครก็เอาหมดแหละครับ

  • กลุ่ม 3 แน่นอนเลยค่ะ ทุกวันนี้ก็ฝืนทำงานประจำเพราะอยากทำงานที่ชอบอยู่ ทั้งที่ถ้าทำงานที่ตัวเองถนัด คงจะได้เงินเดือนมากกว่านี้ แต่ก็จะไม่มีเวลาไปทำอะไรที่ชอบ ก็เลยต้องทำงานที่เงินน้อย แต่มีเวลามากขึ้น เพื่อจะได้ทำสิ่งที่ชอบ ถ้ามีแนวคิดนี้เข้ามา คงจะช่วยคนกลุ่มที่ 3 ได้เยอะเลย
    จริงๆ ตัวเรามองว่าคนกลุ่ม 3 ก็ยังแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือคนที่ทำสิ่งที่ชอบแล้วออกมาดี กับคนที่ทำแล้วมันออกมางั้นๆ ซึ่งเราพูดได้เต็มปากว่าเราทำมันก็ออกมางั้นๆ น่ะแหละ แต่มันชอบให้ทำไงได้ (หัวเราะทั้งน้ำตา)

  • ถ้ารัฐใช้แนวคิด UBI จริงๆ ซึ่งตอนนี้ถึงจะไม่ใช้แนวคิดนี้จริงแต่การออกบัตรคนจนก็คล้ายๆแนวคิดนี้แหละ แล้วกลุ่มคนบางกลุ่มที่ได้ออกกว่ากล่าวว่า พ่อค้าให้ปลา พระราชาให้เบ็ดละจะว่าไง

  • ผมขออยู่กลุ่มที่ 3 แต่งเพลงเล่นดนตรีร้องเพลง ทำหนัง (ถ้ามันเกิดขึ้นจริง) 😉 ตอนนี้ผมขอตื่นก่อน

  • ประเทศไทยโจมตีนโยบายแจกเงินหรือประชานิยมมาตลอด รัฐบาลนี้ก็เคยโจมตีอย่างหนัก แต่กลับมาทำซะเอง แม้จะเป็นการเลือกเฉพาะกลุ่มก็ตาม ที่เคยด่าเขาว่าแจกปลาๆไม่ดีให้แจกเบ็ดตอนนี้คงลืมไปหมดแล้วครับ ตอนนี้มันยิ่งกว่าแจกปลาธรรมดา มันเป็นการแจกปลาทอดให้เอาไปพร้อมกินได้เลย…แต่ระวังปลาจะเน่าก่อนถึงมือประชานนะครับ

  • สู้เอาตังที่มาให้ประชากรในประเทศไปพัฒนาด้านนั้นด้านนี้โดยไม่โกงเเดกดีกว่าไหมคุณลุง

  • ผมคลุกคลีกับคนจนมามายมาก. ผมรู้ดี ว่า นโยบายการแจกเงิน สำหรับคนไทยเหมือนเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำครับ.. ถ้าช่วยแบบจนสุดๆอย่างเดียวยังพอเข้าใจได้ แต่ถ้าช่วย แบบเหวี่ยงแห.. สำหรับคนไทยในตอนนี้ ไม่มีประโยชน์ครับ

  • ถ้าอ้างอิงจากประเทศฟินแลนด์ คนไทยที่อายุระหว่าง 25-58 จะน้อยกว่า 67 ล้านคนเป็นไปได้ว่าตัวเลขรวมในแต่ละปีอาจน้อยลงด้วยก็ได้นะครับ

  • 1.คนทำงานก็จะทำงานต่อ 2.คนขี้เกียจก็จะเลิกทำ 3.คนที่มีความฝัน และคิดสร้างสรรค์ ก็ทำตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน

  • ผมไม่เคยเห็นด้วยกับ UBI รัฐควรจะสร้างงานให้ประชาชนมีรายได้จากการทำงาน ไม่ใช่แจกเงิน เพราะมันไม่มีความมั่นคง เกิดช่วงไหนรัฐมีรายได้ไม่เพียงพอ จะให้รัฐไปกู้เงินมาแจกหรือครับ หรือไปขูดรีดภาษีจากประชาชนที่เขาทำงานหนัก เพื่อให้ประชาชนที่งอมืองอเท้านั่งรอรับสวัสดิการจากรัฐ
    คนที่เขาพิการ เขายังดิ้นรนหางานทำเลยครับ
    งานนะ ถ้าคิดจากทำให้มี มันก็มี

  • ตรรกะนี้เป็นไปได้ยาก
    จริงๆเมืองไทยอุดมสมบูรณ์เกินไป
    จนคนไทยขี้เกียจจนเคยตัว
    สิ่งแวดล้อมใดๆที่สบายเกินไป
    ทำให้เราเคยชินและขาดแรงกระตุ้น
    ทำไมคนจีนรุ่นเสื่อผืนหมอนใบจึงรวยๆๆๆ
    เพราะต้องสู้ตายถอยไม่ได้

  • กลุ่ม 1 ครับ
    เพราะ 20,000 ไม่พอให้ฟุ่มเฟือย และก็ไม่ได้เบื่องานปัจจุบัน

    แต่ถ้าเปลี่ยนโจทย์เป็นให้เดือนละ 100,000 อาจจะเลิกงานปัจจุบัน ไปทำงานเพื่อสังคมแทน เช่นครูชนบท รงณรงค์สิ่งแวดล้อม สร้างแอปแจกฟรี ปลูกป่า ฯลฯ

  • ผมว่าส่งเสริมการศึกษาจะดีกว่าคือแจกเงินบำรุงการศึกษาคนละเท่านั้นเท่านี้รึไม่ก็สอนวิชาชีพพร้อมแจกเงินไปด้วยจนกว่าจบแล้วดูแลตัวเองได้

  • ขึ้นกับเงินที่ได้ครับ แต่ส่วนตัวผม น่าจะเป็น กลุ่ม1 สลับกับกลุ่ม2 ส่วนกลุ่ม3 นี่นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปทำอะไรได้

  • ชอบครับ เป็นแนวคิดน่าสนใจ คิดว่าคนที่หางานทำก็คงมีเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะสุดท้ายคนเราอยู่เฉยนานๆ ก็จะเฉามาก / ปล.แต่คนชอบอยู่เฉยก็มีเยอะแหละ

  • คล้ายๆกับ เปิดเป็นสถานสงเคราะห์คนยากจน ใช่ป่าว ซื้อข้าวปลา มาเลี้ยงทุกวัน(ไม่ให้เงินสด)..ไม่ต้องทำอะไร นอนหายใจทิ้ง ถึงเวลามีข้าวกิน..อยู่กับบ้าน เงินสดไม่มี

  • วิเคราะห์นอร์เวย์ให้อ่านบ้างสิคะ เห็นเขาเพิ่งขุดเจอน้ำมันและก๊าชเหมือนกัน เห็นแต่เอามาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เงินมันเหลือเยอะขนาดนั้น ได้จากท่องเที่ยวอีก อยากรู้ว่าเขาจะเอาไปทำอะไร?

  • แล้วที่แจกอยู่ทุกวันนี้เป็นยังไงบ้างคับ มีผลออกมาบ้างไหม ผ่านมาจะ 1 ปีแล้วของบ้านเรา แต่สงสัยว่าในสัญญาทำไมต้องระบุให้สามารถเข้าตรวจสอบบัญชีของเราได้ทุกเมื่อด้วยคับ

  • คนไม่น้อยที่อยากทำตามฝัน…แต่ถ้าหากทำมัน…ฝันนั้นก็ไม่มั่นใจว่าจะเลี้ยงชีวิตได้…หากมีแน่มั่นคงทุกเดือนการันตีว่า…ทำไปเถอะ…ค่าบ้าน…ค่ารถ…ค่ากินอยู่มีแน่นอน…ตัวผมก็พร้อมเกินร้อย…เพราะทุกวันนี้ต้องทำครึ่งๆกลางๆ…เหนื่อยจากงานประจำก็หมดแรงคิดหมดแรงเขียนนิยาย…หมดแรงเขียนบทละคร…ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าใครจะอ่าน

  • 3 ครับ
    อยากทำงานที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ
    แต่พะวงเรื่องรายได้ เพราะมีครอบครัวต้องดูแล

  • กลุ่มที่ 1 และ 3 ผสมกัน
    คือ
    เมื่อมีรายได้ที่มั่นคง และไม่เครียดจากการที่จะต้องหาเงินเพื่ม ก้ควรจะตอบแทนสังคม กลับคืน

  • ถ้าคิดดีๆจะเป็นไปไม่ได้ ฝืนกฎธรรมชาติไม่ได้ กฎอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนขี้เกียจ พังตั้งแต่คิดแล้ว

  • กลุ่ม1 ค่ะ หากเลิกทำงานจะว่างไป ไว้อายุมากๆๆ ค่อยว่าง ๆ
    @ แค่อย่าลืม บางประเทศเก็บภาษี
    แพงมากๆๆเกือบ50% ของรายได้ ช่วงที่มีแรงทำงาน หลังเลิกทำงานสบาย เพราะรัฐดูแลอย่างดี

  • กลุ่มที่สี่ค่ะ chimeric group ไม่เลิกทำงานเดิมแต่ปรับวิธีการทำงานจนนั่งเล่น เที่ยวเล่น ใช้เงิน ออกกำลังกาย ทำงานด้านอื่นๆและมีเวลาวาดรูปกับทำกับข้าว ขัดห้องน้ำไปลงทุนธุรกิจอื่นๆไปได้

    จริงๆประเทศไทยมีUBI ผ่านทางสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า(เดิมเรียกบัตร30บาทหรือบัตรทอง)รักษาฟรีฉุกเฉินไปได้24ชั่วโมงไม่เสียเงินเพิ่ม ยกเว้นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ รัฐบาลสนับสนุนโครงการพัฒนาท้องถิ่นเงินผ่านอบต. โครงการประชารัฐต่างๆ มีลงทะเบียนคนจน และสนับสนุนด้านการศึกษา มีแจกชุดนักเรียน เคยมีแจกtablet….อุ๊ปส์ และอื่นๆ

  • ก้มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ มันจะดีมากสำหรับคนชราในประเทศไทยซึ่งในอนาคตจะเยอะมาก..ส่วนข้อเสียก็นั่นล่ะฮะท่านผู้ชม

  • Universal Basic Income มาจากภาษีของประชาชน สรุปแล้วต้องมีคนทำงานเพื่อเลี้ยงคนที่ไม่อยากทำงานครับ เพราะว่าถ้าทุกคนเลิกทำงานรัฐบาลก็ไม่มีเงินครับ

  • ส่วนผมจะทำงานต่อไปเพราะว่าผมอยากรวย แต่ จะไม่เก็บเงินในประเทศไทยครับ เพราะว่าครัวภาษี ผมจะย้ายเงินไปลงทุนในประเทศที่ไม่มี Universal Basic Income หรือมีสวัสดิการน้อยที่สุด