UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?

UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?

ถ้ารัฐบาลแจกเงินเดือนฟรีให้กับพวกเราทุกคน
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำงาน หรือมีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
เราจะทำงานหรือมีอาชีพเหมือนกับที่ทำอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?
ถึงตอนนั้น เราจะไปทำอะไร?

นโยบายที่ว่านี้ก็คือ แนวคิด Universal Basic Income (UBI) ที่มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องการันตีรายได้ต่อหัว แจกเงินที่มากพอสำหรับการดำรงชีวิตพื้นฐาน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเรียนหนังสือ ค่ารักษาพยาบาล ให้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ตามในทุกๆเดือน และต้องไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น (unconditional) พูดง่ายๆ ก็คือ “เงินเดือนให้เปล่าฟรีสำหรับทุกคน”

ภายใต้แนวคิดนี้มีความเชื่อหลักๆ 3 ข้อ คือ

1)จะช่วยให้คนทุกคนหลุดพ้นจากความยากจน อยู่ได้โดยไม่อดอยาก
2)สร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเลือกทำงานในสิ่งตัวเองรักและถนัด โดยไม่ต้องมาคอยพะวงกับรายได้
3)เป็นทางออกในยุคที่หุ่นยนต์กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนคนอย่างเต็มรูปแบบ

รัฐที่ใช้แนวคิดนี้แล้วในปัจจุบัน คือ รัฐอลาสก้า ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี 1976 รัฐอลาสก้าได้ผ่านกฎหมายก่อตั้งกองทุนถาวร (Alaska Permanent Fund) โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะนำรายได้จากการขายแก๊สและน้ำมันที่เป็นรายได้หลัก มาปันผลแจกเป็นสวัสดิการให้กับคนในรัฐ

โดยรัฐอลาสก้าเริ่มแจกเงินครั้งแรกในปี 1982 เป็นจำนวน $1,000 หรือประมาณ 23,000 บาท ให้กับประชากร 401,851 คนในขณะนั้น ซึ่งจำนวนเงินที่จะแจกในแต่ละปี มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลประกอบการเฉลี่ยของกองทุน มีสูตรคำนวณ คือ

(((รายได้สุทธิเฉลี่ย 5 ปี x 0.21)/2) – ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีก่อน)/จำนวนประชากรทั้งหมด = เงินปันผลที่รัฐจะจ่ายให้แต่ละคน

ในแต่ละปีที่ผ่านมา คนอลาสก้าจะได้รับเงินดังนี้
ปี 2013 ได้รับเงิน $900 หรือประมาณ 30,015 บาท
ปี 2014 ได้รับเงิน $1,884 หรือประมาณ 62,831 บาท
ปี 2015 ได้รับเงิน $2,072 หรือประมาณ 69,101 บาท
ปี 2016 ได้รับเงิน $1,022 หรือประมาณ 34,083 บาท (ตอนแรกคาดว่าจะได้ $2,052 หรือประมาณ 68,434 บาท แต่ว่าผู้ว่าการรัฐ นายบิล วอล์คเกอร์ ได้ตัดลดงบประมาณลง)

ถึงแม้ว่าเงินที่ชาวอลาสก้าได้รับอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตพื้นฐานทั้งหมด แต่นี่ก็นับเป็นโมเดลต้นแบบของแนวคิด Universal Basic Income ที่สามารถใช้จริงมาหลายสิบปีได้..

นอกจากรัฐอลาสก้าแล้ว ยังมีประเทศฟินแลนด์ที่กำลังอยู่ในช่วงการทดลอง

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา Kela หน่วยงานประกันสังคมของประเทศฟินแลนด์ได้ทำการทดลองสุ่มให้เงิน 560 ยูโร หรือประมาณ 22,035 บาทต่อเดือน ให้กับประชาชนชาวฟินแลนด์ที่มีอายุ 25-58 ปี จำนวน 2,000 คน โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น เป็นระยะเวลา 2 ปี (โครงการจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม ปี 2018)

เพื่อต้องการทดลองว่า เมื่อคนเหล่านี้ได้รับเงินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตไปแล้ว เขาจะมีแรงจูงใจหางานที่ชอบ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขจริงหรือไม่?

จากการรายงานของ The Independent ได้เปิดเผยผลการทดลองอย่างไม่เป็นทางการใน 3 เดือนแรกพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองหลายคนมีความเครียดในการทำงานน้อยลง และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

แล้วประเทศไทยจะมีโอกาสใช้นโยบายนี้ได้หรือไม่?

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนโยบายนี้ คือ ปริมาณเงินมหาศาลที่ต้องใช้ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2015 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 7,296 บาท โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 65,931,550 คน

หมายความว่า ถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายนี้ โดยให้ครอบคลุมคนไทยทุกคนจะต้องใช้เงินสูงถึง 5.77 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ในขณะที่ ปี 2016 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีรายได้รวมสุทธิ 2.46 ล้านล้านบาท

จึงสรุปได้ว่า คนไทยคงต้องรอไปอีกนาน เพราะ นโยบาย Universal Basic Income ไม่น่าจะครอบคลุมคนไทยทุกคนได้..

แต่ก็น่าคิดว่า ถ้าคนไทยได้เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน คงจะมีคนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ไม่เลิกทำงานเดิม และก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป เงินที่รัฐให้มาถือเป็นเงินสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณ

กลุ่มที่สอง เลิกทำงานเดิม นั่งเล่น นอนเล่น เที่ยวเล่น เอาเงินไปใช้จ่ายอย่างเดียว

กลุ่มที่สาม เลิกทำงานเดิมเช่นกัน แต่ ไปทำงานหรือสร้างสรรค์ในสิ่งที่ตัวเองชอบ และทำได้ดี ถึงแม้ว่างานนั้นไม่มีคุณค่าทางตัวเงิน แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำมัน

แล้วผู้อ่านคิดว่าท่านจะอยู่ในกลุ่มไหน..?



Leave a Reply

126 Comments on "UBI ถ้ารัฐบาลแจกเงินให้เราทุกเดือน?"

Notify of
Sort by:   newest | oldest | most voted

สำหรับไทย ขอแค่สวัสดิการเกษียรเดือนละหมื่นก็ดีมากๆแล้ว

ผมว่ากลุ่มสองนี่น่าจะเยอะ

น่าจะเป็นกลุ่มสาม เพราะทุกวันนี้นอกจากงานประจำ ยังพยายามหางานที่ชอบทำอยู่เสมอ

เริ่มแจกแค่นี้ ยังมีข่าวว่าเงินหมดคลังเลยครับ 😛

เงินที่แจกก็คือเงินที่โยกจาก หน่วยงานบางหน่วยนะครับ แล้วมาลงที่ชาวบ้าน นะครับ เพราะหน่วยงานที่ว่านั่น อมทุกสตางค์ เช่นทำโครงการป้าย หน่อยราคา 10 ล้านมีป้ายหน่อยเดียว แล้วตอนนี้โยกมาทาง ปกครองแยะเป็นพิเศษไม่มากหรอกครับ ถ้าคิดกันต่อหัวจริงฯนะ

รายได้อลาสก้าคือต่อเดือน?

ถ้ารัฐบาลทำได้จริง ค่าครองชีพคงสูงแน่

ถ้าเป็นแถวบ้านผมมันจะเป็น 2 3 1 ตามลำดับ

ในอนาคตโลกเราจะไม่มีประเทศ(one nation)เราจะรวมกลุ่มกันใหม่กับหุ่นยนต์แล้วต่อสู้กันเพื่อจัดตั้งสังคมใหม่อาจจะมีบางกลุ่มที่มีเทคโนโลยี่สูงไปตั้งถิ่นฐานที่ดาวอื่นส่วนเทคโนโลยี่ต่ำก็อยู่บนโลกเดิม สวัสดิการก็อาจจะเปนแบบที่แอดมินบอก

3 ครับ 5555

ผิดกลไกความเป็นจริงไปหมด เชื่อว่าทำไม่ได้โดยเฉพาะ้ในประเทศที่ผลประโยชน์ชาติถูกยกให้ต่างชาติไปหมดแล้ว ไม่ต้องพูดนะประเทศไหน

ตรรกะนี้ไม่ต้องคิดมากเอาแค่คนที่ส่งเงินประกันสังคมขอให้มีคุณภาพที่ดีมีสวัสดิการที่ดีหน่อยน่าจะพิจารณาก่อนเลยดีกว่ามั้ง

สำหรับผม 3 แน่นอน, ผมจะทำงานพัฒนาสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่มีใครมาคอยควบคุมบังคับก็ตาม

กลุ่มสองนี่ผมเห็นว่าประเทศไทยมีให้เห็นมานานแล้วนะครับโดยไม่ต้องรอโครงการจากรัฐบาลเลย แถมนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วย

ผมเรียกวากลุ่่ม เกาะเมีย/ผัว/พ่อแม่กิน ครับ

มันต้องมองที่วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆด้วย เพราะคนไทยมีวัฒนธรรมชอบสบายไม่กระตือรือร้นหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่าด่านะที่บอกแบบนี้เพราะคนฐานล่างของประเทศเราเป็นแบบนี้กันอยู่จริงๆ เราต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมนิสัยเสียๆตรงนี้ของเราก่อน ไม่งั้นก็ไม่ช่วยสร้างเงินให้ประเทศ นอนรอเอาเงินอย่างเดียว

คนฐานล่าง โอกาสเค้าน้อยกว่าเราคะ แต่เค้าดำรงชีวิตได้ดีกว่าเรา ที่สำคัญเค้าดิ้นรนในการมีชีวิตมากกว่าเรา โดยการรับจ้าง แลกเงิน คนที่ทำให้ชีวิตคนฐานล่างลำบาก คือคนที่มองหาโอกาส ฉกฉวยประโยชน์ จากคนฐานล่างไง

แตน แก้วหน้าม้า มณีรัตนา เห็นด้วยค่ะ ทุกคนพร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ถ้ารัฐให้โอกาส มองด้วยสายตาแบบไม่อคติ สมัยรัฐบาลไทยรักไทยทำโครงการกองทุนหมู่บ้าน หลาย ๆ คนสร้างตน สร้างตัวจากโครงการนี้ ไปสู่การทำสินค้าโอทอป sme ต่าง ๆ

วัฒนธรรมที่พูดถึง มาจากชนชั้นนำของสังคมนำพาไป โน้นก็ผิด นี่ก็ผิด ยกเว้นตัวเอง

Louise Room L คนชั้นนำ ชอบชี้นำ และ ทับถมคนที่ด้อยกว่า เริ่มต้นจากวาทะกรรมต่าง ๆ ที่ใช้พูดจนเป็นภาษาตลาด เพื่อเหยียดคนอื่นให้ด้อยกว่า ดูได้จากละครไทย เป็นต้น … สังคมชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ คนไทยติดอยู่ในวังวนนี้

โดนประจำขนาดคนชั้นกลางก็เหยียบกันเองนะคะ เพียงเพราะเราไม่มีเหมือนเขา ในฐานะครูที่ทำได้คือพยายามสร้างทัศนคติที่ดีให้เด็กยอมรับความแตกต่างและพยายามมากกว่าการนั่งรอความรู้ นั่งรอโอกาส

คนฐานล่างนี่นะชอบสบาย555 อยากขำให้ฟันหลุด ฐานล่างหรือคนจนชนชั้นแรงงานนี่แหละครับ ขยันขันแข็งตรากตรำทำงานสุดๆแล้ว วันๆเค้าทำงานกี่ ชม. คุณรู้มั๊ย ได้ค่าแรงเท่าไหร่เองแล้วค่าครองชีพเท่าไหร่ ถ้าไม่ทำมันจะพอกินมั๊ย ยังหาว่าเค้าชอบสบายอีก

Zoovvit Zit Zarakham ถ้าได้มีโอกาสมาสัมผัสเข้าใจเลย

ไม่สนับสนุนเรื่องนโยบายประชานิยมอะ ระบบเศรษฐกิจพังเอาง่ายๆ โครงการในไทยที่แจกเงินแล้วก็มีเรื่องทุจริตมาเกี่ยวข้องตลอด (น้อยมากที่ไม่มี)

ร.9 เคยดำรัสไว้เลยว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

ดำรัสนี้แสดงว่า เราไม่ควรแจกเงิน การให้เงินเดี๋ยวก็หมดไป แต่รัฐควรเอาเงินไปลงทุนด้านอื่นที่ทำให้เกิดอาชีพ (เปรียบเหมือนการสอน) หรือไม่ก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณะสุข (เปรียบเหมือนให้เบ็ด) ให้เท่าเทียม อย่างนี้คิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ

เห็นด้วยครับ

คือ แนวคิดที่แจกเงินนี่ มันเป็นปรัชญาขั้นถัดไปครับ เรื่อง หามาก ได้ มาก นี่ พึ่ง พา ตัว เอง คือ ประเทศโลกที่1 ทำมาจนทะลุหมดแล้วครับ แม้แต่พ่อแม่ที่แก่เฒ่า ๆ ยังไม่ต้องการให้ลูกมาเลี้ยงเลย เพราะเก็บเงินเพื่อใช้ตอนแก่กันเอง มีกองทุนมากมายให้เก็บ พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก

ถ้าหุ่นยนต์สามารถแปรรูปหรือจัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติเข้าสู่ระบบทุนได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์ มันก็ต้องแบบนี้ล่ะครับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ใช้กับยุคนี้ได้ดังนั้นถ้าให้ดีควรเลือก 3 ไปทำสิ่งสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ในทั้งตัวเองและสังคมมนุษย์ให้สูงขึ้นแต่ตัวเลือกที่ทำให้เขียนมันไม่ดี บางทีงานเดิมบางคนก็เข้าเค้าแบบนี้แล้ว เค้าก็ไม่เลิกหรอก

Aof Thanakrit เห็นด้วยครับว่าเป็นขั้นต่อไป แต่สิ่งที่ผมกลัวคือถ้าเกินนโยบายนี้มีจริงในหลายๆประเทศ ประเทศเหล่านั้นจะค่อนข้างอ่อนไหวกับ เรื่องระบบเศรษฐกิจกับภัยพิบัติมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้น รัฐไม่สามารถส่งเงินช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือนกับประชากรได้แล้วจะเกิดปัญหาเอา

เพราะถึงประเทศมีคนที่ทัศนคติต่อการทำงานดีแค่ไหน แต่ก็ต้องมีประชาชนส่วนหนึ่งที่รักสบาย นอนรอเงินสวัสดิการจากรัฐตลอดอยู่ดี คนเหล่านี้ถ้าไม่มีรายได้จากทางรัฐ การหันเข้าสู่เรื่องอาชญากรรมอาจเกินขึ้นได้ อาจจะมีเรื่องปัญหาสังคมตามมาอีก

เวเนซุเอลา น่าจะเป็นคำตอบที่ใกล้เคียง ถ้าเอามาใช้กับไทย…

แต่ทุกวันนี้ก็แจกอยู่แล้วนะ ชาวนาแจกไป2รอบ
แจกชาวสวนยางไปอีก ขึ้นทะเบียนคนจนก็แจกอีก
เดี๋ยวคงแจกอีก ไม่น่าเกินสี้นปี จับตาดูเองเลย

ตอนนี้พวกยุโรปกะลังเครียดเรื่องนี้เลยครับ คือแจกไปแล้วคนไม่ยอมทำงาน

รอ blockchain แทนละกัน ถ้าblockchain app เติบโตเต็มที่ต่อไปคนเราจะมีรายได้เข้ามาหลายทางมากๆ

ข้อทราบข้อมูลหน่อยครับ ทำไม blockchain จะทำให้มีรายได่เข้ามาหลายทางครับ?

อันนี้ผมเคยเขียนไว้ จากที่ศึกษามาแล้วคาดการอนาคตครับ ลองอ่านดู +++ นี่มันรุ่งอรุณของ Internet 2.0 ชัดๆ . เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงที่อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นมาแรกๆ คนก็ไม่รู้หรอกว่าอินเตอร์เน็ตใช้ทำอะไรได้บ้าง รู้แค่ว่าส่งอีเมล์ได้ วาร์ปกลับมาตอนนี้ลองดูสิ่งที่อินเตอร์เน็ตทำได้นอกเหนือจากอีเมล์สิ! . ตอนนี้คนทั่วไปก็ไม่รู้หรอกว่านอกจาก bitcoin ที่เอาไว้เป็นค่าเงินดิจิตอล(Cryptocurrency) เทคโนโลยีเดียวกันนี้มันทำอะไรได้บ้าง… ลองจินตนาการไปอีก 5-10 ปีข้างหน้าดู บางที bitcoin อาจจะเปรียบได้กับอีเมล์ในโลกยุคใหม่เท่านั้น . Internet 1.0 คือ การแลกเปลี่ยน Information (ภาษา, การสื่อสารทั้งหมด, หนังสือ, เพลง, วีดีโอ, การเข้าสังคม และ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล) . Internet 2.0 หรือ Blockchain คือ การแลกเปลี่ยน Value…. หมายถึง การแลกเปลี่ยนทุกอย่างที่มีราคาในตัวมันเอง . แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปยังไงถ้าขึ้นชื่อว่า internet ธรรมชาติของมันคือการ decentralize อย่างที่ Kevin Kelly เคยกล่าว . Internet 1.0 เปิดโอกาสให้องค์กรอย่าง google, facebook, uber, grab, airbnb และบรรดา start up ทั้งหลาย เข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างผู้คนแล้วผูกขาดข้อมูลไว้แต่เพียงผู้เดียว เป็นแต้มต่อให้บางองค์กรพัฒนา AI เพื่อที่จะได้เอาข้อมูลมหาศาลไปป้อนให้ แต่ Internet 2.0 จะวิวัฒน์ทั้งกระดานแล้วยกเอาการ trade ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก offline ทั้งหมดขึ้นไปไว้บนเน็ต โดยไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่ต้องมีธนบัตรและเหรียญกษาปณ์อีกต่อไป . คาดการณ์จากการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ในการเขียนโปรแกรมตั้งเงื่อนไขของทั้ง Ethereum, NEO รอแค่พัฒนาสำเร็จเท่านั้น มันจะกลายเป็น Windows ของยุคสมัยใหม่ decentralize app ต่างๆจะเกิดตามมาเต็มไปหมด พร้อมกับสกุลเงินของตนเอง(จริงๆน่าจะเรียกว่าเป็นหน่วยวัดมูลค่ามากกว่า) องค์กรในยุคต่อไปที่แบนราบเพราะงานระดับกลางที่ทำซ้ำได้ถูกเขียนโปรแกรมตั้งเงื่อนไขไว้หมด ให้ run ไปโดยอัติโนมัติ… Read more »

Saranya LertkittikosolCherrie MarisaSarun Chbng

ดีแล้วที่ เงินไม่พอแจก….

1+3 ครับ

1 ในคำถามที่น่าสนใจ และผมคิดว่าจะตามมาคือ

แล้วเงินเหล่านั้นจะไปใช้กับใคร เพราะเดิมที่เงินถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยน

ผมเลี้ยงวัว คุณปลูกข้าว เรามาแลกกันบางส่วน
แต่ถ้าทุกคนได้เงินกันหมด บางอาชีพอาจจะไม่มีคนทำอีกเลย

เมื่อถึงตอนนั้น เงินจะนำไปใช้กับใครได้หนอ?

คำถามที่ผมถามอาจจะไม่ถูกถามเมื่อทำตามโมเดลนี้ก็ได้
เพราะถึงตอนนั้นอาชีพที่ไม่มีคนอยากทำ (แต่ต้องมี เช่น ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์)
ก็อาจจะได้เงินมากขึ้น เพราะไม่มีใครอยากทำ

แต่ในมุมกลับกัน ถ้าทุกคนไม่ทำอะไร รัฐก็คงไม่มีเงินแจกอีกเช่นกัน เพราะรายได้ของรัฐก็มาจากภาษี (ยกเว้นขายทรัพยากรที่มี …ซึ่งก็มีวันหมดไป)