ธุรกิจของ โรงแรม โอเรียนเต็ล

ธุรกิจของ โรงแรม โอเรียนเต็ล

ธุรกิจของ โรงแรม โอเรียนเต็ล / โดย ลงทุนแมน

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล
เป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ใครเป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ตำนานของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2419

โรงแรมนี้ก่อตั้งโดยนายทหารชาวเดนมาร์ก 2 รายที่ตั้งใจว่าจะปักหลักอยู่ที่เมืองไทย

ทั้งสองคนร่วมกันสร้าง และตั้งชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า “โรงแรมโอเรียนเต็ล”

หลังจากนั้น โรงแรมโอเรียนเต็ลมีการเปลี่ยนเจ้าของอยู่หลายครั้ง

จนกระทั่ง บริษัท สยามซินดิเคท เข้ามาเป็นเจ้าของ

โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทในกลุ่มของอิตัลไทย ซึ่งมี ดร.ชัยยุทธ กรรณสูต เป็นหัวเรือใหญ่ในตอนนั้น

ในขณะนั้น โรงแรมโอเรียนเต็ล มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 133 ห้อง

และต่อมาได้มีการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ นั่นก็คือ กลุ่มบริษัท Jardine Matheson

Jardine Matheson คือบริษัทอะไร?

cr.wikimedia

Jardine Matheson เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษที่ทำธุรกิจหลายประเภท ทั้ง ค้าปลีก, อสังหาริมทรัพย์, การเงิน, ขนส่ง, ก่อสร้าง, ยานยนต์ และ โรงแรม

การร่วมทุนในครั้งนี้ Jardine Matheson ให้บริษัทในเครือที่ชื่อว่า Hongkong Land เป็นตัวแทนในการถือหุ้น

ซึ่งการเข้าร่วมทุนของทั้ง 2 บริษัท ทำให้โรงแรมสามารถขยายห้องพักจนมีจำนวนทั้งหมด 372 ห้อง

ต่อมาในปี 2528 Hongkong Land ได้โอนหุ้นให้กับ Mandarin Oriental Holdings B.V. ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ Jardine Matheson เช่นกัน

เนื่องจาก Mandarin Oriental Holdings B.V. มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงแรม

ซึ่งในปัจจุบัน Mandarin Oriental Holdings B.V. ก็ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมีสัดส่วน 42.39%

รู้หรือไม่ว่า..
โรงแรมโอเรียนเต็ล มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับจากสากล จนได้รับรางวัล โรงแรมที่ดีที่สุดในโลก จากนิตยสารอินสติติวชั่นแนล อินเวสเตอร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน

และในปี 2536 ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของโรงแรมโอเรียนเต็ล เพราะโรงแรมนี้ได้จดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตอนนั้นใช้ชื่อบริษัทว่า “บริษัท โรงแรมโอเรียนเต็ล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)”

แต่ในปัจจุบัน บริษัทนี้ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน)” ชื่อย่อคือ OHTL

cr.stock.gapfocus

และ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อทางการค้าจาก “โรงแรมโอเรียนเต็ล” เป็น “โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล” ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

เมื่อดูงบการเงินของบริษัทนี้ ก็พบว่า
ปี 2559 รายได้ 2,069 ล้านบาท กำไร 153 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 2,160 ล้านบาท กำไร 216 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 2,237 ล้านบาท กำไร 260 ล้านบาท

โดยรายได้ข้างต้น มาจากการให้บริการต่างๆ ดังนี้

1. ห้องพักของโรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล มีจำนวนทั้งหมด 368 ห้อง
โดยปี 2561 ห้องพักมีอัตราค่าห้องเฉลี่ย คือ 13,887 บาทต่อคืน

2. ห้องอาหารจำนวน 8 แห่ง คือ
Le Normandie
Lord Jim’s
The Verandah
The China House
Authors’ Lounge
Ciao Terrazza
Riverside Terrace
และ The Bamboo Bar

3. ห้องจัดเลี้ยงจำนวน 5 ห้อง

4. ศูนย์สุขภาพสปา “ดิ โอเรียนเต็ล สปา”

cr.mandarinoriental

5. ร้านแมนดาริน โอเรียนเต็ล ช็อป ที่ให้บริการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เบเกอรี เค้ก ไวน์ และบริการรับซักรีด

ธุรกิจที่กล่าวมาเป็นแค่ในส่วนของ บริษัท โอเอชทีแอล เท่านั้น

แต่ธุรกิจที่บริษัทนี้ไปลงทุนยังมีอีก 3 บริษัท นั่นก็คือ

บริษัท บ้านริมน้ำเจ้าพระยา จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ภัตตาคาร และสปา

บริษัท สยามบริการการบิน จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับ บริการอาหารแก่สายการบิน

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทำให้เราได้เห็นว่า

ถึงแม้ในยุคปัจจุบัน พฤติกรรมการบริโภคจะชอบตามเทรนด์สมัยใหม่
จนบางอย่างที่ดูเก่าแก่ อาจถูกลืมเลือน

แต่ไม่ใช่กับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลแห่งนี้
ถึงแม้โรงแรมนี้ จะมีอายุยาวนานกว่า 100 ปี

แต่ก็ยังเป็นโรงแรมที่นิยมของนักท่องเที่ยว
และสำหรับคนไทยก็มักจะเลือกโรงแรมนี้เพื่อใช้สำหรับจัดงานต่างๆ โดยเฉพาะงานแต่งงาน

เรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างให้เราได้รู้ว่า
อะไรที่เป็นตำนาน มันมีคุณค่าเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะดึงออกมาใช้อย่างไร..
———————-
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
———————-

References
-https://th.wikipedia.org/wiki/โรงแรมแมนดาริน_โอเรียนเต็ล_กรุงเทพ
-https://teen.mthai.com/variety/50894.html
-รายงาน 56-1 ของ บริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน)