เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนจบ บทสรุปของมนุษยชาติ (ค.ศ. 2010 – ค.ศ. 2019)

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนจบ บทสรุปของมนุษยชาติ (ค.ศ. 2010 – ค.ศ. 2019)

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนจบ บทสรุปของมนุษยชาติ (ค.ศ. 2010 – ค.ศ. 2019) / โดย ลงทุนแมน

แล้วซีรีส์นี้ก็ดำเนินมาถึงตอนสุดท้าย..

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า
ช่วงเวลา 100 ปีที่ผ่านมา จากปี 1910 – 2009
เป็นช่วงเวลาที่วิถีชีวิตของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

จากปี 1910 ถึงปี 2009
อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มเป็น 2 เท่า
จาก 34 ปี เป็น 70 ปี

ประชากรโลกเพิ่มขึ้นมา 4 เท่า
จาก 1,750 ล้านคน กลายเป็น 6,830 ล้านคน

ขนาดเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นมา 20 เท่า
จาก 85.6 ล้านล้านบาท กลายเป็น 1,775.2 ล้านล้านบาท

เรามีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์จนเหลือเฟือ
เราสามารถป้องกันโรคภัยที่ครั้งหนึ่งเคยพรากพวกเราไปนับล้านชีวิต
เรามีเทคโนโลยีมากมายที่ต่อเติมความฝันอันไม่สิ้นสุด

เครื่องบินพาเราขึ้นไปบนฟ้า
ยานอวกาศออกสำรวจจักรวาลอันกว้างใหญ่
สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไล่มาตั้งแต่ หลอดไฟ รถยนต์ โทรทัศน์สี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย
ก็คือ ความโลภ..

และเป็นความโลภนี้เอง ที่นำมาสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุด ก็คือ วิกฤติซับไพร์ม (Subprime Mortgage Crisis) ที่ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2008 ก่อนจะแผ่ขยายลุกลามไปทั่วโลก

ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น ลดลงอย่างรวดเร็ว

GDP ของสหรัฐอเมริกาก็ลดลงเช่นกัน ลามไปถึง GDP ของประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น

สิ่งแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำก็คือ การลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาได้ถูกลดจนใกล้เคียง “ศูนย์”

จะมีไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ ที่คนฝากเงินในธนาคาร แล้วไม่ได้ดอกเบี้ยอะไรเลย

แต่อย่างไรก็ตาม
สถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ก็ยังอยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลาย และ ขาดทุนมหาศาล

ในปี 2008 Fed ภายใต้การนำของผู้ว่าการธนาคาร Ben Bernanke จึงได้ใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อพยุงฐานะของสถาบันการเงิน และราคาของสินทรัพย์ต่างๆ

Cr. Livemint

เครื่องมือนี้เรียกว่า “Quantitative Easing” หรือการทำ “QE”

การทำ QE อธิบายง่ายๆ ก็คือ การที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มในสกุลนั้นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่พิมพ์เพิ่มขึ้นมาไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา เพื่อประคองราคาสินทรัพย์ แต่ไม่ได้ต้องการให้เงินก้อนนั้นเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ

ซึ่งการทำ QE ได้นั้น ประเทศที่กระทำจะต้องมีความแตกต่างจากประเทศทั่วไป

ประการแรก
ประเทศที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้ จะต้องมีสกุลเงินที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และมีการใช้เงินสกุลนี้ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

สำหรับสกุลเงิน “ดอลลาร์สหรัฐ” ได้กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

บวกกับการที่ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ ตั้งแต่ปี 1971 จึงส่งผลให้ การพิมพ์เงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป..

Cr. The Washington Post

ประการที่สอง
การทำ QE ไม่ได้ต้องการให้เงินนั้นเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งมีความแตกต่างจากการที่ประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจอ่อนแอ
พิมพ์เงินเพิ่มเนื่องจากขาดสภาพคล่อง และต้องการนำเงินนั้นเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ
จนเกิดเป็นผลลัพธ์ก็คือ เกิดอภิมหาเงินเฟ้อ หรือ Hyperinflation เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศซิมบับเว และ เวเนซุเอลา

Fed ได้ทุ่มเงิน QE เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านเป็นหลักประกัน (MBS) เพื่อพยุงฐานะของธนาคาร และพยุงราคาสินทรัพย์

เมื่อตราสารหนี้เหล่านี้ครบอายุ Fed ก็จะไปไถ่ถอน และได้เงินสดกลับคืนมา ซึ่งก็จะทำให้เงินที่พิมพ์เพิ่มเติม ถูกดูดออกมาจากระบบเศรษฐกิจเมื่อครบกำหนด

ซึ่งในท้ายที่สุด Fed ก็ได้ตัดสินใจหยุดมาตรการ QE ในปี 2015

มาตรการ QE แสดงถึงความสำคัญของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินสำรองของประเทศทั่วโลก

ไม่ใช่เพียงแต่ในด้านการเงิน
ความล้ำหน้าในด้านเทคโนโลยีมานานหลายทศวรรษของสหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศนี้ครองตำแหน่งฐานะ “มหาอำนาจของโลก” ไปโดยปริยาย

ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่ง มีผู้ท้าชิงรายใหม่ ก้าวขึ้นมาเพื่อท้าชิงตำแหน่งนี้..

ประเทศจีนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ทำให้ขนาด GDP เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
จนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก

ประเทศที่มีขนาด GDP มากที่สุดในปี 2018 คือ
สหรัฐอเมริกา 649.7 ล้านล้านบาท
สาธารณรัฐประชาชนจีน 425.0 ล้านล้านบาท
ญี่ปุ่น 157.6 ล้านล้านบาท
เยอรมนี 126.8 ล้านล้านบาท
สหราชอาณาจักร 89.7 ล้านล้านบาท

ด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว สำนักงานทางเศรษฐกิจหลายแห่ง
ต่างคาดการณ์ว่า ประเทศจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา ภายในปี 2030

ภายใต้การนำของผู้นำ สี จิ้นผิง
ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ “Made in China 2025”
เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีน
เพื่อพลิกโฉมประเทศจีน จากแหล่งผลิตสินค้าราคาถูก
ให้กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าภายในปี 2025

Cr. Financial Times

แต่ประเทศจีนก็ก้าวช้ากว่าประเทศอื่นในเรื่องของเทคโนโลยี
ดังนั้น วิธีที่จะได้เทคโนโลยีมาครอบครองเพื่อพัฒนาต่อยอด จึงประกอบไปด้วย

1. การเทกโอเวอร์บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก แล้วใช้ความเป็นหุ้นส่วนในการดึงองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีออกมา

2. หากบริษัทไฮเทคต่างๆ ของชาวต่างชาติต้องการตั้งฐานการผลิตที่ประเทศจีน จำเป็นที่จะต้องให้บริษัทสัญชาติจีนร่วมทุนด้วย ซึ่งการร่วมทุนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการดึงเทคโนโลยี

สหรัฐอเมริกาจึงพยายามทุกวิถีทาง ทั้งใช้ประเด็นในเรื่องการค้าไม่เป็นธรรม และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มาขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน

ทั้งหมดก็เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายจีนก็ไม่ยอมที่จะเสียเปรียบสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน

จีนมีความได้เปรียบในเรื่องของการมีตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่สุดในโลก
รวมถึงการเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่สุดในโลกเช่นกัน

เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามต่อไป ว่าท้ายที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร

ในยุคศตวรรษที่ 21
ผู้ใดครอบครองเทคโนโลยี ผู้นั้นก็ย่อมมีอำนาจไว้ในครอบครอง..

แต่ไม่ว่าผู้ใดจะครอบครองอำนาจ หรือเทคโนโลยี

แต่ ณ ตอนนี้ กลับกลายเป็น “มนุษย์” เอง ที่กำลังถูกเทคโนโลยีเข้าครอบงำ

เวลาในหนึ่งวันของเรา กำลังถูกย้ายจากกิจกรรมเดิมๆ ที่เราเคยทำในอดีต
มาอยู่บนโลกดิจิทัล

ไม่ว่าจะพูดคุย นัดหมายเพื่อนฝูง เดินทาง
ทำธุรกรรมการเงิน ชอปปิง หรือแม้กระทั่ง หาคู่รัก

ดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลในแทบทุกพฤติกรรม

ยิ่งมนุษย์สร้างเทคโนโลยี
ยิ่งเทคโนโลยีเข้าใจมนุษย์
มนุษย์ก็กำลังถูกเทคโนโลยีครอบงำมากขึ้นทุกที..

เมื่อถึงวันที่เทคโนโลยี รู้จักเราดียิ่งกว่าตัวเราเอง

ต่อให้มนุษย์จะมีอำนาจมากแค่ไหน

สุดท้าย เราอาจควบคุมอะไรไม่ได้
แม้แต่ ตัวเอง..
———————-
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
———————-

References
-https://www.ecology.com/population-estimates-year-2050/
-https://ourworldindata.org/life-expectancy
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)
-https://www.investopedia.com/terms/q/quantitative-easing.asp
-https://www.investopedia.com/terms/e/excess_reserves.asp
-https://www.macrotrends.net/2016/10-year-treasury-bond-rate-yield-chart
-https://finance.yahoo.com/quote/IWV/performance/
-https://fred.stlouisfed.org/series/TNWBSHNO
-https://www.techopedia.com/definition/2169/chip
-https://techcrunch.com/story/trump-blocks-broadcom-bid-for-qualcomm/
-อาร์ม ตั้งนิรันดร, China 5.0: สีจิ้นผิง เศรษฐกิจยุคใหม่ และแผนการณ์ใหญ่ AI