เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 10 วิกฤติซับไพร์ม (ค.ศ. 2000 – ค.ศ. 2009)

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 10 วิกฤติซับไพร์ม (ค.ศ. 2000 – ค.ศ. 2009)

เศรษฐกิจโลก 100 ปี ตอนที่ 10 วิกฤติซับไพร์ม (ค.ศ. 2000 – ค.ศ. 2009) / โดย ลงทุนแมน

แล้วศตวรรษที่ 21 ก็เปิดฉากขึ้น..

เป็นการเปิดฉากศตวรรษใหม่ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในช่วงเวลาใดๆ เสมอเหมือน

โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีที่ยังคงต่อยอดจากทศวรรษก่อน นำมาสู่การก่อตั้งบริษัทใหม่ในทศวรรษนี้

Facebook ก่อตั้งในปี 2004
ในหอพักมหาวิทยาลัย Harvard สหรัฐอเมริกา
Mark Zuckerberg พร้อมกับเพื่อนอีก 4 คน กำลังคิดค้นวิธีการเชื่อมผู้คนในรูปแบบใหม่ เริ่มต้นจากไม่กี่ร้อยคนในมหาวิทยาลัย ก่อนจะกลายมาเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลก

Twitter ก่อตั้งในปี 2006
หลังจากออกจากมหาวิทยาลัย
Jack Dorsey พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน ได้ก่อตั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภท Microblog
ที่แสดงข้อความสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร โดยคิดค้นชื่อที่มาจากคำว่า Tweet ซึ่งแปลว่าเสียงนกร้อง
Logo ของบริษัทจึงเป็นรูปนก

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทิ้งไว้จากทศวรรษก่อน
ก็คือการเก็งกำไรในธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี

แต่เมื่อความคาดหวังนั้นสูงเกินไป และกำไรของบริษัทเติบโตไม่ทัน

ในปี 2000 จึงเกิดเป็นวิกฤติที่เรียกว่า ฟองสบู่ดอตคอม (Dotcom Bubble)..

ตลาดหุ้น Nasdaq เริ่มถูกเทขายอย่างหนัก
ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปี
ในวันที่ 9 ต.ค. 2002 Nasdaq ทำจุดต่ำสุดที่ 1,114 จุด หรือลดลง 78% จากจุดสูงสุด และมูลค่าตลาดได้หายไปกว่า 165 ล้านล้านบาท

ปลายปี 2000 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed)
จึงรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายทางการเงิน

และในวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 เกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก

ฉุดให้เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งเจอเรื่องซ้ำเติม

Fed จึงทำการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร่งด่วน
เดือนตุลาคม ปี 2000 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 6.50%
เดือนตุลาคม ปี 2001 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 2.50%
เดือนตุลาคม ปี 2003 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 1.00%

ขณะเดียวกันทางฝั่งทวีปยุโรป
ตลาดหุ้นของเยอรมนีก็ร่วงแรงไม่แพ้ตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาในยุโรปไม่ได้มีเพียงแค่นั้น..

การรวมกลุ่มกันของกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ที่เรียกว่า สหภาพยุโรป (European Union หรือ EU)
เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกันทั้งในด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ มีการประกาศใช้เงินสกุลเดียวกัน คือสกุลเงินยูโร (Euro) อย่างเป็นทางการในปี 1999

หลังจากนั้น สหภาพยุโรปมีการรับสมาชิกใหม่
ซึ่งล้วนเป็นประเทศในยุโรปตะวันออกเพิ่มอีก 10 ประเทศ ในปี 2004
และอีก 2 ประเทศ ในปี 2007

ทำให้สหภาพยุโรปมีสมาชิกเพิ่มเป็น 27 ประเทศ
ในจำนวนนี้ มีประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร หรือเรียกว่า ยูโรโซน (Eurozone) จำนวน 19 ประเทศ
นอกจากจะใช้สกุลเงินร่วมกัน ประเทศเหล่านี้ยังตกลงว่าจะใช้นโยบายการเงินร่วมกันด้วย
ซึ่งถูกกำหนดโดย ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank, ECB) ในนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

cr.visualcapitalist

เมื่อเศรษฐกิจของเยอรมนีย่ำแย่เพราะฟองสบู่ดอตคอม
ธนาคารกลางยุโรปจึงได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง
เดือนตุลาคม ปี 2000 อัตราดอกเบี้ย ECB อยู่ที่ 4.75%
เดือนตุลาคม ปี 2003 อัตราดอกเบี้ย ECB อยู่ที่ 2.00%

การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปจึงมีผลต่อทั้ง 19 ประเทศในยูโรโซนด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 19 ประเทศ ล้วนมีระดับเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
เมื่อ ECB ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนี
อีกหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจกลับได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วย

จึงกลายเป็นว่าไปกระตุ้นฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะไอร์แลนด์ สเปน อิตาลี และกรีซ

กลับมาที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา
อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ก่อให้เกิดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ขึ้นเช่นกัน
โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่หนุนให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

ประการแรก อัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้การเป็นเจ้าของบ้านสักหลังง่ายขึ้นมาก
คนชั้นกลางถึงล่างซึ่งแต่เดิมไม่สามารถซื้อบ้านได้ ก็เริ่มมีความสามารถในการผ่อนบ้าน
ทำให้อุปสงค์ของบ้านมีมากขึ้น ส่งผลให้การเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มตามมา

ประกอบกับการเกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ที่เรียกว่า ตราสารหนี้ MBS (Mortgage-Backed Securities) หรือ ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านเป็นหลักประกัน

แล้วตราสารหนี้ MBS คืออะไร? ลงทุนแมนจะอธิบายให้ฟังอย่างคร่าวๆ

เริ่มจาก ชายชาวอเมริกันนามว่า “แซม” ซึ่งเป็นพนักงานร้านค้าธรรมดา เงินเดือนธรรมดา อยากมีบ้านสักหลังหนึ่ง
แซมจึงไปกู้เงินจากธนาคาร และต้องจ่ายทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยในอัตรา 8% ต่อปี ซึ่งหากแซมไม่สามารถผ่อนบ้านต่อไปได้ บ้านของแซมก็จะถูกธนาคารยึด

แต่ธนาคารเกิดหัวใส ออก “ตราสารหนี้ MBS” ซึ่งเป็นการรวบรวมเงินจากนักลงทุน แล้วนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ให้แก่บุคคลทั่วไป เช่น แซม เพื่อขอสินเชื่อซื้อบ้าน

ซึ่งนั่นหมายความว่า หากแซมไม่จ่ายเงินผ่อน ธนาคารก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ผลก็จะไปตกกับนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ MBS

เมื่อเป็นเช่นนี้ ธนาคารจึงเกิดความโลภด้วยการปล่อยสินเชื่อโดยไม่คัดกรองเครดิตผู้ขอสินเชื่อให้ดี

จากเดิมที่ปล่อยสินเชื่อให้แต่ผู้ที่มีเครดิตทางการเงินดี
หรือเรียกว่า สินเชื่อไพร์ม (Prime Lending)

ก็เริ่มปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่ไม่มีเครดิตทางการเงิน และไม่มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดนัก เรียกว่า สินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ สินเชื่อซับไพร์ม (Subprime Lending)

ในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็นว่าการกู้เงินซื้อบ้านเป็นเรื่องง่ายดาย ใครๆ ก็เป็นเจ้าของบ้านได้ง่าย
บวกกับความเชื่อที่ว่า ราคาบ้านจะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ทำให้คนหนึ่งคน อาจกู้ซื้อบ้านมากกว่าหนึ่งหลัง เพื่อเก็งกำไร

อัตราการสร้างบ้านใหม่จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาบ้านในสหรัฐอเมริกาก็พุ่งอย่างก้าวกระโดด

cr.inflationdata

นอกจาก ตราสาร MBS ยังมีตราสารหนี้อีกประเภทที่ชื่อว่า CDS (Credit Default Swap) หรือ ตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

เป็นสัญญาทางการเงินที่ทำขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย คือฝ่ายผู้ซื้อประกัน และฝ่ายผู้รับประกัน

โดยถ้าลูกหนี้ของผู้ซื้อประกันเกิดผิดนัดชำระหนี้ (Default) ฝ่ายผู้รับประกันจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ซื้อประกันตามที่ตกลงกัน ทั้งนี้ฝ่ายผู้ซื้อประกันต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กับผู้รับประกันคล้ายๆ กับการส่งเบี้ยประกันภัย

ตราสารหนี้ CDS จึงเป็นเหมือน ตราสารประกันภัย ทำหน้าที่ประกันความอุ่นใจให้กับผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ MBS ในกรณีที่ตราสารหนี้ MBS มีปัญหา

เรื่องนี้ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่ใครจะไปคิดว่าถ้า MBS ทั้งหมดเกิดระเบิดขึ้นพร้อมกัน ผู้รับประกันจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายให้กับคนที่ซื้อ CDS..

ในช่วงต้นทศวรรษ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความสดใส ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายตัวจากการบริโภคของชาวจีน

ประเทศจีนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001
นำไปสู่การขยายตัวของการลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อที่จะเป็น “โรงงานของโลก” โดยอาศัยความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนวัตถุดิบ และค่าแรงที่ถูกกว่า

ประกอบกับการที่จีนต้องเตรียมการเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง ในปี 2008 ทำให้มีการลงทุนก่อสร้างต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งอาคารที่พัก สนามกีฬา ปรับปรุงถนนหนทาง และสร้างเครือข่ายรถไฟ

เมื่อรวมกับการมีประชากรจำนวนมหาศาลกว่า 1,300 ล้านคน
ประเทศจีนจึงกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก ผลักดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งเหล็ก ถ่านหิน ยางพารา และน้ำมันดิบ ราคาพุ่งทะยาน
และส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อไปทั่วโลก

สหรัฐอเมริกาก็ต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเช่นกัน

และวิธีที่ธนาคารกลางจะใช้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ ก็คือ “การขึ้นดอกเบี้ย”
ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เอง ที่พาเศรษฐกิจที่สดใสมาพบกับจุดจบ..

เดือนสิงหาคม ปี 2004 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 1.52%
เดือนสิงหาคม ปี 2006 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 5.25%

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงพุ่งสูงไม่หยุด
อัตราเงินเฟ้อในปี 2007 ก็พุ่งขึ้นมาอีก พร้อมๆ กับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมาจนถึงระดับ 98.2% ของ GDP สหรัฐอเมริกา
ในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2007

แล้วสัญญาณเชิงลบในวงการอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มก่อตัว
อัตราการผิดนัดชำระค่าผ่อนบ้านเริ่มสูงขึ้น ยอดขายบ้านเริ่มลดลง อัตราการขายบ้านเริ่มช้าลง และสต็อกบ้านรอขายเริ่มสะสมมากขึ้น

แล้วการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาก็ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระสินเชื่อบ้านพุ่งทะยานในปี 2007

เมื่อมีการผิดนัดชำระมากขึ้น ตราสารหนี้ MBS ก็เริ่มประสบปัญหา

ในขณะที่ MBS มีปัญหา ผู้ที่ทำหน้าที่ประกันความเสี่ยงอย่าง CDS ก็ประสบปัญหาตามไปด้วย

ช่วงปี 2007 ถึง 2008 นี้เองที่สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกามีปัญหาอย่างหนัก วาณิชธนกิจใหญ่อย่าง เลแมนบราเดอร์ส (Lehman Brothers) แบร์ สเทิร์น (Bear Sterns) เมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ไปจนถึงสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ซื้อตราสารหนี้ MBS ไป ถึงขั้นล้มละลายเพราะสิ่งที่ซื้อมา กลายเป็นศูนย์ในพริบตา

cr.netdna-ssl

บริษัทประกันภัยที่ออกตราสารประกันภัย CDS อย่าง เอไอจี (AIG) ก็ประสบปัญหาด้วยเช่นกัน
สถาบันการเงินต่างๆ ล้มตามกันเหมือนโดมิโน

GDP สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ

โดยประเทศที่มีขนาด GDP มากที่สุดในปี 2009 เมื่อเทียบเป็นมูลค่าในปี 2018 ได้แก่
สหรัฐอเมริกา 535.1 ล้านล้านบาท
ญี่ปุ่น 194.1 ล้านล้านบาท
สาธารณรัฐประชาชนจีน 189.9 ล้านล้านบาท
เยอรมนี 127.1 ล้านล้านบาท
ฝรั่งเศส 100.2 ล้านล้านบาท

ในปลายปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามแก้ไขสถานการณ์

เดือนธันวาคมปี 2008 อัตราดอกเบี้ย Fed อยู่ที่ 0.12%

เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรป
เดือนธันวาคมปี 2008 อัตราดอกเบี้ย ECB อยู่ที่ 2.5%

แต่การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่อาจลดผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจได้
ยังมีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่ประสบปัญหาขาดทุน แต่อยู่ในสถานะที่ใหญ่เกินกว่าที่จะล้มได้
จนเกิดวลีว่า “Too Big To Fail”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้นโยบายทางการเงิน ที่ในตอนนั้นคนทั้งโลกยังคิดไม่ถึงว่าทำแบบนี้ก็ได้ด้วย
นั่นคือการที่ธนาคารกลางใช้เงินจำนวนมหาศาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
หรือที่เรารู้จักกันในนาม
QE (Quantitative Easing)..
———————-
อ่านลงทุนแมนสนุกขึ้น
อ่านในแอป blockdit
โหลดที่ http://www.blockdit.com
———————-

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Twitter
-https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_past_and_projected_GDP_(nominal)
-http://www.in2013dollars.com/2009-dollars-in-2018?amount=2700698
-https://photius.com/rankings/population/population_2009_0.html
-https://www.macrotrends.net/2015/fed-funds-rate-historical-chart
-http://www.cbrates.com/eurozone/
-https://www.investopedia.com/terms/m/mbs.asp
-https://www.scbeic.com/th/detail/product/901
-https://www.fool.com/investing/2019/03/02/aigs-government-restructuring-looking-back-10-year.aspx
-https://tradingeconomics.com/united-states/households-debt-to-gdp