การกลับมาของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

การกลับมาของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

การกลับมาของ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ / โดย ลงทุนแมน

“สิ่งที่ดูปลอดภัยอาจจะเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด”

นิวเคลียร์ เคยเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของการนำมาผลิตไฟฟ้า
เพราะนอกจากจะไม่สร้างมลพิษแล้ว
ยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ถูกกว่าแบบอื่นๆ อีกด้วย

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
มุมมองนี้ก็เปลี่ยนไป
ทำไมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึงเสื่อมความนิยม
แล้วอนาคตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ถ้าเราเปรียบเทียบต้นทุนโดยประมาณของการผลิตไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) ด้วยเชื้อเพลิงต่างๆ
จากข้อมูลในหนังสือเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ Giacobello ปี 2018 พบว่า

ถ่านหินอยู่ที่ 0.59 บาท
ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 0.85 บาท
น้ำมันอยู่ที่ 1.20 บาท

ส่วนนิวเคลียร์อยู่ที่ 0.60 บาท แพงกว่าถ่านหินเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าถ่านหินจะเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกสุด

แต่ถ่านหินเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่มีต้นกำเนิดมาจากฟอสซิล ซึ่งเมื่อถูกเผาไหม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนในเวลาต่อมา

ไม่เพียงเท่านั้น โรงงานที่ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ายังมีการปล่อยมลพิษอื่นๆ อีกด้วย เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, โลหะที่เป็นพิษ, สารหนู, แคดเมียม และปรอท

นิวเคลียร์จึงเคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกจับตามอง
เพราะว่านอกจากจะเป็นพลังงานสะอาดแล้ว ยังมีราคาที่ไม่ต่างกับการใช้ถ่านหินอีกด้วย

ในปี 1954 รัสเซียเป็นประเทศแรกที่ได้ริเริ่มการนำนิวเคลียร์มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นไม่นาน การขยายตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
พบว่าในปี 1969 ทั่วโลกมีการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์สูงเกือบ 40 โรงภายในระยะเวลาปีเดียว

ดูเหมือนว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกไปแล้วจริงๆ
แต่ผ่านไปไม่นาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้มอบฝันร้ายครั้งใหญ่ให้กับโลกนี้

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986 เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ใกล้เมืองพริเพียต แคว้นเคียฟ ทางตอนเหนือของยูเครนเกิดพลังงานพุ่งขึ้นสูงอย่างฉับพลัน

แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติกลับไม่ทำงาน

เตาปฏิกรณ์เกิดการระเบิดและลุกไหม้ขึ้น ตามมาด้วยฝุ่นที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
และกระจายตัวออกไปเป็นบริเวณกว้าง

พบว่ามีผู้เสียชีวิตขณะที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นทันทีประมาณ 31 คน พร้อมกับส่งผลกระทบต่อคนงาน, ผู้อพยพ และผู้อาศัยในละแวกพื้นที่นั้นอีกเกือบ 600,000 คน

ซึ่งในจำนวนนี้ มีรายงานคาดการณ์ว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่เกิดจากรังสีมากถึง 4,000 คน

ถ้าใครคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้รุนแรงแล้ว อาจจะต้องคิดใหม่เลยทีเดียว
เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น

เช้าของวันที่ 28 เมษายน หลังจากเหตุการณ์ระเบิดที่เชอร์โนบิล

คนงานที่โรงไฟฟ้​​านิวเคลียร์ Forsmark ประเทศสวีเดนซึ่งอยู่ห่างจากเชอร์โนบิลประมาณ 1,100 กิโลเมตร กลับตรวจพบอนุภาคกัมมันตรังสีบนเสื้อผ้า

ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ภายหลังการตรวจสอบพบว่า กัมมันตรังสีได้ปนเปื้อนคิดเป็นพื้นที่เกือบ 200,000 กิโลเมตรและแพร่กระจายไปไกลถึงอิตาลี

ค่าใช้จ่ายในการจัดการกับเชอร์โนบิลในช่วงแรก สูงถึง 5.7 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลในขณะนั้น และเรื่องนี้ทำให้เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตต้องสั่นคลอนไปหลายปี

ประเทศเบลารุสซึ่งอยู่ใกล้กับเชอร์โนบิลหมดเงินไปรวมกว่า 7.4 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ใช้ในการฟื้นฟูส่วนที่ได้รับการปนเปื้อน

หลังจากเหตุการณ์เชอร์โนบิล โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและมีการเติบโตช้าลง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า เวลาจะทำให้คนเราลืมสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น

ในปี 2007 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกยกกลับมาพูดถึงอีกครั้งเป็นหนึ่งในแนวทางของการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยให้เหตุผลว่า อันตรายร้ายแรงที่โลกต้องเผชิญคือภาวะโลกร้อนมากกว่านิวเคลียร์

พอเป็นแบบนี้แล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เริ่มกลับมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น

แต่ฝันร้ายครั้งใหญ่ก็ได้กลับมาเยือนอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวโทโฮะกุ

โรงไฟฟ้​​านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ควบคุมการหล่อเย็น

ทำให้เตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 เครื่องความร้อนพุ่งขึ้นสูงจนเกิดการหลอมละลายของปฏิกรณ์ และเริ่มปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา

ความร้ายแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับเชอร์โนบิล
ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาก็ร้ายแรงไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ปีถัดมาพบว่า มากกว่าหนึ่งในสามของเด็กในฟุกุชิมะ มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติในต่อมไทรอยด์

และในปี 2013 มีเด็กมากกว่า 40 คนถูกวินิจฉัยใหม่ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

ที่น่าสนใจก็คือ มีการตรวจสอบพบว่าภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เกิดจากความประมาท

เพราะสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมดเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ก่อนการเกิดแผ่นดินไหว เพียงแต่โรงไฟฟ้าไม่ได้มีการป้องกันที่ดี

นอกจากนี้ยังพบว่า โรงไฟฟ้​​านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิถูกออกแบบมาไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิได้

ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้ดูแลโรงไฟฟ้าแห่งนี้ก็คือ TEPCO ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือรัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง

ภายหลังการเกิดเหตุ หุ้น TEPCO ปรับตัวลงกว่า 70% ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้กลับมาทยอยปิดตัวโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง

แม้ว่าจะมีการปิดตัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปหลายแห่ง
แต่พอเวลาผ่านไปพบว่า พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่าก่อนเกิดภัยพิบัตินี้

เนื่องจากในบางประเทศยังคงผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเศรษฐกิจ เช่น

อินเดียมีแผนที่จะเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 20 โรงเป็น 24 โรง

บราซิลมีแผนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีก 7 โรงตั้งแต่ปี 2015

หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดภัยพิบัติเองก็ทยอยกลับมาเปิดใช้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง
เนื่องจากไม่สามารถหาไฟฟ้าจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้

ล่าสุดเมื่อสิ้นปีที่แล้ว บิลล์ เกตส์ ได้พูดถึงเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในจดหมายประจำปีของเขาว่า

แสงอาทิตย์และลมเป็นแหล่งพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีแบตเตอรี่ราคาถูกที่จะสามารถเก็บพลังงานได้นานเพียงพอ

นอกจากนั้นพลังงานจากแสงอาทิตย์และลม มีสัดส่วนเพียงแค่ 25% ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเท่านั้น

นิวเคลียร์จึงเหมาะสำหรับภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน เพราะเป็นแหล่งพลังงานที่ปราศจากคาร์บอน

ส่วนความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ
บิลล์ เกตส์ กล่าวว่าความก้าวหน้าของนวัตกรรมจะสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ทั้งหมดนี้เองก็เป็นเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ในอนาคตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเติบโตเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้วหรือไม่
คงจะไม่มีใครตอบได้ชัดเจน

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะกลับมาเป็นทางเลือกของหลายประเทศทั่วโลกอีกครั้ง
จนกว่าจะมีอุบัติภัยครั้งใหม่เกิดขึ้น..
———————-
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กำลังกลับมาเติบโตในหลายประเทศ แต่ที่ไทยนั้นยังเต็มไปด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากรู้ว่าอยู่ไหนบ้าง อ่านได้ที่
https://www.blockdit.com/articles/5c4065f8239486498cfd634e

ติดตามเรื่องหลากหลาย จากผู้เขียนเก่งๆ หลายท่าน ในแอป blockdit โหลดได้ที่ http://www.blockdit.com

สั่งซื้อหนังสือลงทุนแมน 9.0 ได้ที่
Lazada: https://www.lazada.co.th/products/90-i293980783-s493954943.html

Shopee: https://shopee.co.th/Longtunman-หนังสือ-ลงทุนแมน-9.0-i.116732911.1933827833
———————-

References
-https://oilprice.com/Alternative-Energy/Nuclear-Power/Nuclear-Energy-Stages-A-Comeback-In-Japan.html
-http://time.com/5547063/hans-blix-nuclear-energy-environment/?utm_medium=socialflowtw&utm_campaign=time&xid=time_socialflow_twitter&utm_source=twitter.com
-https://earth.stanford.edu/news/steep-costs-nuclear-waste-us#gs.0o9ltp
-https://sciencing.com/about-6134607-nuclear-energy-vs–fossil-fuel.html
-https://www.power-technology.com/features/cheapest-renewable-energy-sources/
-https://www.euronuclear.org/info/encyclopedia/n/nuclear-power-plant-world-wide.htm
-https://www.nytimes.com/2007/04/11/health/11iht-greencol12.1.5227713.html
-https://en.wikipedia.org/wiki/Fukushima_Daiichi_nuclear_disaster
-https://www.foronuclear.org/en/news/latest-news/124407-bill-gates-says-that-nuclear-energy-is-the-ideal-way-for-dealing-with-climate-change