ฟองสบู่ Bitcoin แตกหรือไม่? / โดย มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ

ฟองสบู่ Bitcoin แตกหรือไม่? / โดย มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อวันก่อนผมได้โพสเรื่อง ฟองสบู่ Bitcoin แตกแล้ว ในคอมเม้นเกิดข้อถกเถียงกันยกใหญ่ จึงเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้ลึก ซับซ้อน และมีผู้มีที่เกี่ยวข้องมากมาย
ฝ่ายที่บอกว่าฟองสบู่แตกก็จะเน้นเรื่อง ความผันผวนของค่าเงินขนาดนี้ยังไม่เหมาะนำมาเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน น่าจะเป็นสิ่งที่ใช้ในการเก็งกำไรมากกว่า
ฝ่ายที่บอกว่าไม่ได้เป็นฟองสบู่ก็จะเน้นเรื่อง เทคโนโลยี blockchain ของ Bitcoin ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของโลกยุคอนาคต เหรียญ Bitcoin ที่ผลิตออกมามีจำกัดจริงๆทำให้มันมีค่าได้

วันนี้ผมได้นำบทความคุณภาพ 3 เรื่อง จากผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน เศรษฐศาสตร์ และ เทคโนโลยี มาให้อ่านกัน ถ้าใครอ่านจบทั้งหมดน่าจะเห็นภาพในมุมที่ครบถ้วน ส่วนการตัดสินใจว่าจะเป็นฟองสบู่หรือไม่นั้น ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้อ่านเอง

บทความแรก ผู้เขียนคือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-ดร.นิเวศน์ หลายท่านคงรู้จักดีอยู่แล้ว ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน และถือว่าเป็นบิดาของวงการ Value Investment ในประเทศไทย

บทความที่ 2 ผู้เขียนคือ คุณ ศกุนพัฒน์ (เก่ง) จิรวุฒิตานันท์
-Founder, Treasurist.com เว็บไซต์ช่วยจัดพอร์ตและแนะนำกองทุนรวม
-Founder, Thailand Investment Forum
-IBM’s Blockchain for developers Certificate Holder

บทความที่ 3 ผู้เขียนคือ คุณ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา
-นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิจัยด้าน Cognitive Science ผู้ก่อตั้ง Omicron Laboratory ศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเงินและการลงทุน
-บริษัท Ava Advisory บริษัท Fintech Startup ด้านการลงทุน

ทั้งหมดอาจจะยาวซักหน่อย แต่ถ้าใครสนใจเรื่องนี้อยากให้อ่าน ถ้าพร้อมแล้วเชิญเสพบทความคุณภาพ ได้เลยครับ

บทความที่ 1
Bubble Coin / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ข่าวคราวเกี่ยวกับ “การลงทุนใน Bitcoin” กำลังร้อนแรงมากในช่วงนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่นานมานี้ Bitcoin หรือ “เงินดิจิตอล” ยังเป็นเรื่องที่คนไทยแทบไม่รู้จัก คนจำนวนมากยังคิดว่านี่คือ “เงินเก๊” ที่มีแก๊งต้มตุ๋นเอามาหลอกขายให้กับคนที่โลภมากอยากรวยเร็ว คล้าย ๆ กับพวกแชร์ลูกโซ่ เหตุผลก็เพราะว่าค่าของ “บิทคอยน์” มีการปรับตัวขึ้นหวือหวามาก ย้อนหลังไปไม่เกิน 10 ปี เงินดิจิตอลสกุลที่เรียกว่าบิทคอยน์ซึ่งน่าจะเป็น “เงินดิจิตอลสกุลแรก” ที่ถูกก่อกำเนิดขึ้นโดยคนที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ยังมีค่าน้อยมากและแทบไม่มีคนใช้ มีเรื่องเล่ากันว่าในปี 2010 นาย Hanyecz ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ชาวฟลอริดาได้เอาเงินจำนวน 10,000 บิทคอยน์ที่ตัวเอง “ขุดได้” ไปซื้อพิสซ่า 2 ถาด ถ้าคิดคร่าว ๆ ราคา 2 ถาดเท่ากับ 1,000 บาท ก็เท่ากับว่าคนรับบิทคอยน์ตีราคา 1 บิทคอยน์เท่ากับ 0.1 บาท แต่ราคาบิทคอยน์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2560 นั้นเคยมีการซื้อขายสูงถึงเกือบ 100,000 บาท เงิน 10,000 บิทคอยน์มีค่าเท่ากับ 1,000 ล้านบาท ก็หมายความว่า นาย Hanyecz ได้สร้างตำนาน “ซื้อพิสซ่าถาดละ 500 ล้านบาท”

ดัชนีราคาบิทคอยน์ที่มีการบันทึกตั้งแต่ประมาณ 7 ปีที่แล้วคือประมาณ เดือนกรกฎาคม 2010 นั้น เริ่มที่ประมาณ 0.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ หลังจากนั้นมันก็ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกระโดดขึ้นเป็นช่วง ๆ ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี ราคาก็ขึ้นเป็นหลัก 100 เหรียญ หรือเป็นเงิน “ร้อยเด้ง” และในช่วงประมาณ 2-3 เดือนก่อนที่จะจบปี 2013 ราคาบิทคอยน์ก็ขึ้นมาถึงเกือบ 1,000 เหรียญ หรือขึ้นมาอีกเกือบ 10 เด้งในเวลาเพียง 2 เดือน เท่ากับว่าราคาบิทคอยน์นั้นขึ้นมาประมาณไม่น้อยกว่า “พันเด้ง” ในเวลา 3 ปีเศษ ๆ และน่าจะต้องถือว่าเป็นการขึ้นของการลงทุนในหลักทรัพย์ที่น่าทึ่งที่สุดในโลกครั้งหนึ่งก็ว่าได้ หลังจากนั้น อาจจะเพราะว่ามันขึ้นมาแรงมากเกินไปและคนอาจจะคิดว่ามันถูก “ปั่น” ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลคล้าย ๆ กับ “Tulip Mania” หรือการปั่นราคาหัวทิวลิปในเนเธอร์แลนด์สมัยหลายร้อยปีก่อนที่ทำให้ดอกทิวลิปที่ “ไม่มีค่าหรือประโยชน์ใช้สอย” มีราคาเท่ากับบ้านทั้งหลัง ดังนั้น ราคาบิทคอยน์จึงค่อย ๆ ตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องจนเหลือประมาณ 200 เหรียญเศษ ๆ คนที่ซื้อที่ “ดอย” ขาดทุนไปเกือบ 80% ในเวลาประมาณปีครึ่ง

แต่ดูเหมือนว่าบิทคอยน์นั้นไม่ใช่ทิวลิป เพราะคนเริ่มเห็นประโยชน์ของมันในแง่ที่ว่ามันเป็นเงินจริง ๆ และเป็น “เงินแห่งอนาคต” เพราะมันถูกออกแบบมาด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลที่มีข้อดีหลาย ๆ อย่างที่ “เงินกระดาษ” สู้ไม่ได้ มันคล้าย ๆ กับเทคโนโลยีอิเล็คโทรนิกส์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตที่ในที่สุดกำลังทำลายเทคโนโลยีกระดาษอย่างหนังสือหรือสิ่งอื่นที่จับต้องได้ ดังนั้นคนก็เริ่มที่จะใช้เงินบิทคอยน์มากขึ้น ราคาบิทคอยน์ค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถึงต้นปี 2017 ราคาบิทคอยน์ปรับตัวทะลุจุดสูงสุดเดิม ราคาปิดที่ประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ และหลังจากนั้น ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์ก็ปรับตัวขึ้นแบบ “ม้วนเดียว” ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนมีราคาสูงสุดถึง 2,850 เหรียญในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2017 คนที่ถือบิทคอยน์ไว้ตั้งแต่ราคาบิทคอยน์เท่ากับ 0.06 เหรียญเมื่อ 7 ปีก่อนจะได้กำไรเกือบ 50,000 เท่า แน่นอน มีน้อยคนที่ไม่ขายในช่วงที่ผ่านมา แต่คนที่ถือในราคา 1 เหรียญก็น่าจะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ถ้าซื้อไว้พอสมควรและถือยาวมาจนถึงวันนี้

นาทีนี้ถ้าจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับบิทคอยน์ก็คงต้องตอบว่ามันคงเป็น “ฟองสบู่” ถ้าจะเรียกแบบเท่ ๆ ก็คงต้องเรียกว่า “Bubble Coin” มันน่าจะ “แตก” ได้ตลอดเวลา เพราะตัวของมันเองนั้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่กิจการที่จะก่อให้เกิดรายได้และกำไรมหาศาลแบบหุ้นกูเกิล เฟซบุค หรืออะเมซอน ว่าที่จริงมันเป็นแค่ “นามธรรม” หรือ “ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนสามารถอ้างอิงและนำไปใช้เป็น “เงิน” นั่นก็คือ เอาไว้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เอาไว้เป็นเครื่องมือในการเก็บรักษาความมั่งคั่งหรืออำนาจในการซื้อในอนาคต หรือเอาไว้ใช้ในการเก็งกำไร ซึ่งทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับว่าคนจะใช้มันไหม ถ้าไม่ใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์ เหนือสิ่งอื่นใด บิทคอยน์ก็ไม่ได้เป็นเงินดิจิตอลเพียงตัวเดียว ขณะนี้มีเงินดิจิตอลน่าจะไม่ต่ำกว่า 10 สกุลและหนึ่งในนั้นก็คือ Ethereum ที่ก้าวขึ้นมาแข่งด้วยระบบที่อาจจะดีกว่าก็ได้ ความไม่แน่นอนของการแข่งขันและเหตุการณ์ไม่แน่นอนของเงินดิจิตอลเองที่ไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนเป็นเจ้าของทำให้ราคาของบิทคอยน์ผันผวนอย่างหนัก ในบางครั้งคนก็ไม่แน่ใจว่าถึงวันหนึ่งเมื่อระบบ “ล่มสลาย” เราจะไปเอาเงินจากใคร? ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวว่าบิทคอยน์ “ถูกแฮ็ค” ทำให้ราคาร่วงมาอย่างหนักก่อนจะดีขึ้นเมื่อพบว่าโบรกเกอร์ที่ค้าขายบิทคอยน์ต่างหากที่โดนแฮ็ค บิทคอยน์ยังปลอดภัย เป็นต้น

ไม่ว่าราคาบิทคอยน์จะเป็นอย่างไรในอนาคตผมก็คิดว่ามันคงจะต้องอยู่กับเราต่อไป ที่จริงถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ “เงินดิจิตอล” จะต้องอยู่กับเราต่อไปเรื่อย ๆ เราคงไม่เลิกเงินกระดาษที่รัฐบาลของแต่ละประเทศเป็นผู้ “รับรองหรือรับประกัน” ว่ามันเป็นสิ่งที่ “ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” เป็นไปได้ว่าเงินดิจิตอลก็จะเป็นเงินที่ “รับรองและรับประกันโดยเทคโนโลยี” ที่สามารถ “ชำระหนี้ได้ตามกฎของสังคมโลก” ที่เป็นเอกชน เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งเงินดิจิตอลที่ “ไม่มีกำแพงของรัฐ” มาขวางกั้น สามารถใช้ได้ทุกที่และอาจจะมีชัยเหนือรัฐเช่นเดียวกับกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เดิมรัฐเป็นผู้ผูกขาดการทำ นี่อาจจะเป็นเวลาที่ “การปฏิวัติของเงินตราเริ่มขึ้นแล้ว” และมันจะดำเนินต่อไปโดยที่ไม่มีใครขวางได้ เหมือนกับสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงของไอทีและดิจิตอลที่กำลังปฏิวัติการดำเนินการแบบเก่า ๆ

ในฐานะของนักลงทุนแนว VI รุ่นที่เกิดในยุคอานาล็อกไม่มีทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอื่น ๆ อีกมากนั้น ผมก็ได้แต่ทึ่งกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ บ่อยครั้งผมก็ไม่สามารถใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับมันได้ทุกเรื่อง ผมเรียนรู้แนวคิดในภาพใหญ่ของมันและก็พยายามดูเทรนด์หรือแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่อง “โกหก” ผมคิดว่ามันเป็น “เรื่องจริง” ผมคิดว่าสิ่งเก่า ๆ ในที่สุดก็จะต้องค่อย ๆ หดตัวลง แม้ว่าจะไม่หมดไปแต่อนาคตที่สดใสไม่มีแล้ว ส่วนตัวผมเองนั้น ผมไม่ได้กระตือรือร้นที่จะต้องใช้มันแต่ก็ไม่ปฏิเสธยกเว้นแต่ว่าความเสี่ยงจะสูงเกินไป ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้นผมคิดว่ามีความเสี่ยงสูง ดังนั้น บ่อยครั้งผมก็ไม่อยากใช้ถ้าไม่จำเป็น เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่ค่อยเข้าใจหรือมีความสามารถในการใช้เพียงพอ

ในส่วนของการลงทุนเองนั้น ผมไม่มีความสามารถพอที่จะวิเคราะห์ “ปัจจัยของการเก็งกำไร” ในเรื่องของค่าเงินไม่ว่าจะเป็นเงินแบบกระดาษหรือเงินดิจิตอล ดังนั้น ผมหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน ผมชอบลงทุนในสิ่งที่ผมรู้ดี กรณีของบิทคอยน์หรือเงินดิจิตอลอื่น ๆ นั้น ผมไม่สามารถจะบอกได้เลยว่ามันควรมีค่าเท่าไร ผมคิดว่ามันคงแพงเป็นฟองสบู่แต่มันก็อาจจะไม่จริง เพราะถึงแม้ราคาจะขึ้นมามโหฬารแต่มูลค่าตลาดของเงินบิทคอยน์ทั้งหมดก็มีเพียงประมาณ 45,000 ล้านเหรียญ หรือ 1.5 ล้านล้านบาท ไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับว่ามันอาจจะกลายเป็นเงินที่ยิ่งใหญ่สกุลหนึ่งของโลกในอนาคต อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะมีมูลค่าลดลงได้มากถ้าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปในด้านที่เลวร้ายลงอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ประเด็นสุดท้ายก็คือ ผมจะไม่ลงทุนอะไรเลยที่กำลังร้อนแรงและราคาขึ้นไปสูงมากในระยะเวลาอันสั้น เพราะโอกาสที่จะกำไรเร็ว ๆ และมากนั้นจะน้อยลง ในขณะที่โอกาสจะขาดทุนหนักในระยะเวลาอันสั้นนั้นมักจะสูงกว่า การลงทุนในสถานการณ์แบบนี้สำหรับ VI แล้วต้องถือว่า “ผิดศีล” อย่างแรง

—————————-

บทความที่ 2
Bitcoin และ Digital Assets เป็นฟองสบู่หรือเปล่า เหมืองแตกหรือยัง / โดย คุณ ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์

หลังจากราคา Bitcoin และ digital assets ต่าง ๆ ราคาร่วงครั้งใหญ่ ก็เกิดคำถาม 2 ข้อใหญ่ ๆ ขึ้นมาในแวดวงการเงิน นั่นคือ

1) Bitcoin และ digital assets ต่าง ๆ เป็นฟองสบู่หรือเปล่า และ
2) เหมือง Digital currencies แตกหรือยัง

ก่อนจะไปลงรายละเอียด ขอปูพื้นข้อมูลและศัพท์ต่าง ๆ ให้ทราบกันก่อน จะได้อ่านกันต่อไปได้อย่างเข้าใจยิ่งขึ้น

Bitcoin เป็นเพียง Digital currency ตระกูลหนึ่งในบรรดาหลายร้อยสกุลทั่วโลก
Digital currencies เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Digital assets
Digital asset ประเภทหลัก ๆ ประกอบด้วย Digital shares (หุ้นดิจิตอล) และ Digital currencies (เงินดิจิตอล) ซึ่งไม่ต่างอะไรกับโลกดั้งเดิมที่ทั้งหุ้นและเงินตรา ก็เป็นสินทรัพย์ที่ถึงครองได้เช่นกัน .. ตัวอย่าง Digital shares ก็เช่น OmiseGO ของค่าย Omise ที่ทำระบบ Payments และต่อยอดมาทำบริการ Blockchain e-wallet
Digital assets ทำงานบน Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในการทำธุรกรรมแบบไม่รวมศูนย์ (Decentrailized) และมีค่าธรรมเนียมต่ำ (Low fee)

สรุปได้ว่า Bitcoin ⊃ Digital currencies ⊃ Digital assets ⊃ Blockchain
(⊃ = เป็นซับเซ็ท)

กลับมาที่ส่วนของ Digital currency ที่มีการโอนความเป็นเจ้าของไปมาทั่วโลก และการโอนไปมาดังกล่าว ต้องอาศัย hardware ที่เหมาะสมเข้ามาช่วยประมวลผลและยืนยันธุรกรรม

การใช้ Hardware เข้ามาช่วยประมวลผลและยืนยันธุรกรรม จะได้ผลตอบแทนเป็น Digital currency ก้อนใหม่จำนวนหนึ่งเพิ่มเข้ามาในระบบ และอยู่ในความครอบครองของเจ้าของ Hardware

การลงทุนซื้อ Hardware แล้วเอามาเชื่อมเข้ากับระบบประมวลผลและยืนยันธุรกรรม จนได้ผลตอบแทนในที่สุดนั้น จัดเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกกันง่าย ๆ ในภาษาสายอุปกรณ์ว่า “ทำเหมือง” หรือ”ขุดเหรียญ” (Coin mining)

การลงทุนทำเหมืองนั้นทำได้ทั้งสเกลครัวเรือนและสเกลมหึมาเป็นฟาร์มขนาดใหญ่เท่าโรงงานอุตสาหกรรม และการลงทุนแบบนี้ให้กำไรในเทอมของสกุลของปกติ (Fiat money) ในอัตราดีมาก ส่วนจะดีแค่ไหน คิดเป็นกี่ % ต่อปี สามารถหาข้อมูลได้เองบน Google (บอกได้แค่ว่า สูงกว่าถึงสูงกว่ามาก ๆ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนการลงทุนในรูปแบบที่เราคุ้ยเคยกันทั่วไป)

มาถึงจุดนี้ก็น่าจะวนกลับเข้ามาที่คำถามที่โปรยไว้แต่แรกได้แรก ซึ่งข้อแรกคือ

1) Bitcoin และ digital assets ต่าง ๆ เป็นฟองสบู่หรือไม่

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมในเรื่อง Blockchain โดยเฉพาะด้าน Digital currency เพิ่มขึ้นอย่างมาก (ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว อย่าง Bitcoin ก็ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2009) ทำให้ราคา Bitcoin และ Digital currencies ต่าง ๆ พากันพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล
อยู่มาจนถึงกลางเดือนมิุนายน 2560 ราคา Digital currencies ก็แตะจุดสูงสุด และหลังจากนั้นคือการร่วงลงอย่างแรงถึง 25-50% ของราคาสูงสุด (แต่ก็ยังสูงกว่าระดับของปีก่อนอยู่มาก)

ส่วนการจะบอกได้ว่า อย่างนี้เรียกฟองสบู่แตกหรือไม่ ต้องถามกลับว่า นิยามของ “ฟองสบู่” คืออะไร ซึ่งบางท่านอาจจะบอกว่า “คือการที่ราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นเกินพื้นฐานอย่างมาก” ก็ต้องถามต่อว่า “แล้วนิยาม “มูลค่าพื้นฐานของ Digital asset” นั้นวัดอย่างไร ซึ่งส่วนคิดว่า วัดได้ยากโดยเฉพาะส่วนที่เป็น Digital currency ในขณะส่วนที่เป็น Digital shares หรือสิทธิ(ในรูปแบบดิจิตอล)ในส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจ อาจจะวัดได้ง่ายโดยใช้หลักการทางการเงิน

แต่กระนั้น ก็พอจะดูได้จากปริมาณธุรกรรมของ Digital currency ว่ามี “อุปสงค์” ในการใช้งานมากน้อยเพียงไร เพราะเรารู้ว่า “ราคา” ของสิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดจาก “อุปสงค์” ซึ่งจากกราฟนี้ จะเห็นว่าปริมาณธุรกรรมโอน Bitcoin ไปมาทั่วโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากวันละไม่กี่พันรายการเมื่อ 5 ปีก่อน กลายเป็นวันละหลายแสนรายการในปัจจุบัน จะมีร่วงแรงก็ช่วงนี้ที่ราคาตกลงมาเยอะ ๆ

(ข้อมูลจาก https://blockchain.info)

ส่วน Eteruem ซึ่งเป็น Digital currency ที่มี market capitalization (ราคา x จำนวน) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Btcoin ก็มีแนวโน้มของปริมาณการทำธุรกรรมต่อวัน เพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นกัน แถมพบว่าได้รับผลกระทบจากราคาที่ร่วง น้อยกว่า Bitcoin ด้วยซ้ำ

สรุปได้ว่า Digital currency เป็นระบบที่ยังเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา และมีแนวโน้มความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากทั่วโลก ข้อมูลนี้อาจจะไม่สามารถตอบได้ชัด ๆ ว่ามันเป็นฟองสบู่หรือไม่ เพราะนั่นคือคำถามจากโลกของการเงิน

แต่ถ้าตอบจากโลกเทคโนโลยี บอกได้เต็มปากว่า Digital currency ยังไปต่อได้อีกไกล นี่เป็นแค่ยุคเริ่มต้นเท่านั้น

และเมื่อเราพูดกันในมิติของเทคโนโลยี เมื่อศึกษาลงลึกอย่างแท้จริงก็จะพบว่า เหตุผลที่ราคา Digital asset ทั่วโลกร่วงหนัก ก็มีสาเหตุหลักอันหนึ่ง (อาจจะเป็นสาเหตุต้นทางอันเดียวเลยก็ได้) มาจากประเด็นทางเทคโนโลยี และเริ่มมาจาก Bitcoin

Bitcoin เป็น Digital currency สกุลแรกของโลกที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นแบบให้ Digital currency อีกหลายสกุลใช้พัฒนาต่อยอด ไม่ว่าจะเป็น Ethereum ที่เป็นคนละค่ายกัน หรือ Litecoin ที่พัฒนาแตกสายออกมาจาก Bitcoin เมื่อปี 2011

และเมื่อ Bitcoin เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เทคโนโลยีที่ใช้ก็เป็นยุคตั้งต้นของโลก Digital asset ด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไป มีความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ปริมาณธุรกรรมในสกุล Bitcoin เพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้ระบบที่ออกแบบไว้แต่เดิมเริ่มจะไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป ซึงดูได้จากช่วงที่ราคา Bitcoin ขึ้นไปสูง ๆ ในเวลารวดเร็ว เกิดธุรกรรมค้างรอการยืนยันในระบบจำนวนมาก จากเดิมที่ใช้เวลาโอนจาก A ไป B แค่ 5-15 นาที กลับพุ่งขึ้นเป็นหลายชั่วโมง หรือบางกรณี (เกิดไม่เยอะ) ต้องรอเป็นวัน ๆ โดยในกราฟคือปริมาณข้อมูลธุรกรรมที่ค้างอยู่ในระบบ (Mempool) ซึ่งพุ่งขึ้นสูงมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2560

ในการทำธุรกรรมโอน Bitcoin ไปมาทั่วโลก ผู้ที่ช่วยประมวลผลและยืนยันธุรกรรมจะได้ค่าตอบแทน 2 ส่วนคือ (1) Bitcoin สดใหม่จากระบบ (Newly-minted block reward) และ (2) ค่าธรรมเนียมการโอน (fee) ที่ผู้โอนยอมจ่ายเพื่อเร่งให้ธุรกรรมเสร็จเร็วขึ้น

และจากกราฟข้างต้น เมื่อธุรกรรมค้างท่อนานขึ้น แต่ความจำเป็นในการโอน Bitcoin มีสูง ทำให้ผู้โอนต้องยอมจ่าย fee สูงขึ้น กลายเป็นว่า ระบบที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงิน กลับไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป โดยในกราฟคือจำนวนค่าธรรมเนียมรวมในแต่ละวัน (ไม่ใช่ต่อรายการ) ซึ่งพุ่งขึ้นสูงมากในทิศทางเดียวกันกับปริมาณธุรกรรมที่ค้างในระบบ

กลุ่มนักพัฒนาระบบและกลุ่มผู้ใช้งานรายใหญ่จึงเห็นว่า หากปล่อยไว้ต่อไป ระบบ Bitcoin คงจะคลายความน่าสนใจลง เพราะโอนช้า และเสียค่าโอนแพง จึงเสนอความคิดในการปรับปรุงระบบแกนกลางของ Bitcoin ให้ดีขึ้น โดยข้อเสนอนี้มีเชื่อว่า Bitcoin Improvement Proposal 148 หรือ “BIP148” และมีศัพท์เรียกกระบวนการปรับปรุงนี้ว่า “Segregated Witness Soft fork” ซึ่งจะเรียกสั้น ๆ ว่า “SegWit” หรือ “Soft fork” หรือ BIP148 Soft fork” ก็แล้วแต่จะเลือกความเท่กันไป ในขณะที่ “Hard fork” คือการเปลี่ยนแปลงระบบแกนกลางไปอย่างมีนัยสำคัญ (ไม่ใช่แค่ไมเนอร์เชนจ์) จนกลายเป็นการแยกตัวออกมาเป็น Digital currency ตระกูลใหม่

โดยกระบวนการ Soft fork นี้ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้งาน (หลัก ๆ คือ Exchange และ Wallet ค่ายใหญ่ ๆ ของโลก) ไม่น้อยกว่า 95% ภายเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2560

จึงจะสามารถนำไปใช้ได้เต็มรูปแบบทั่วโลก แต่หากได้รับเสียงไม่ถึง 95% แต่เป็นสัดส่วนที่สูงพอสมควร (ไม่ใช่แค่ 5-10%) ก็อาจจะทำให้กลุ่มที่สนับสนุน Soft fork ทำการแยกตัวออกจากระบบ Bitcoin ดั้งเดิม ออกมาเป็น Bitcoin สายใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งปัจจุบันเสียงสนับสนุนการทำ Soft fork ขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 45% แล้ว

และสถานการณ์ที่เป็นไปได้ในช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ก็คือ

กระบวนการ Soft Fork ได้รับเสียงสนับสนุนเกิน 95%: นั่นก็คือ “จบสวย” ทั้งระบบจะถูกปรับมาใช้รูปแบบใหม่พร้อมหน้า

กระบวนการ Soft Fork ได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึง 95% แต่ก็ได้เยอะ (เช่น ปัจจุบันที่ 45%) ก็มีโอกาสจะเกิดการแยกสาย Bitcoin ออกมาเป็นสกุลใหม่ เพราะสายที่ได้เสียงถึง 45% แล้วคงไม่ยอมถอยง่าย ๆ .. บางคนถึงกับตั้งชื่อให้แล้วว่า Bitcoin แบบเก่าจะกลายเป็น “Bitcoin Legacy” หรือ “Bitcoin Classic” ส่วนรูปแบบใหม่ก็จะยังใช้ชื่อ Bitcoin ต่อไปแต่ที่มันซับซ้อนคือ หากมีการแตกเงินเป็น 2 สกุลจริง ก็ไม่ใช่ว่าจะแยกแล้วแยกเลยแบบถาวร ยังมีโอกาสดูเชิงกันอีกระยะ (อาจจะกินเวลาสั้นหรือยาวก็ได้) ว่าสกุลไหนจะได้รับความนิยมจนทำให้อีกสกุลต้องขอกลับมารวมตัวอีกครั้ง หรืออาจจะแยกกันถาวรก็ได้ (คือเริ่มจาก Soft fork แต่ไปจบที่ Hard fork ซะงั้น)

และในช่วงที่ลองเชิงกันอยู่นั้น คนที่มี Bitcoin สกุลเดิมอยู่ ระบบจะสร้าง Bitcoin สกุลใหม่เพิ่มขึ้นมาเราเองโดนอัตโนมัติ (อ้างอิง: Bitcoin Magazine) ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทั้งสองสกุลเก่าใหม่แล้ว ควรจะมี Total wealth รวมกันเท่าเดิม (หวังว่า)

และเมื่อมีความไม่แน่นอนและความยากที่จะเข้าใจเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ราคา Bitcoin ร่วงอย่างหนัก จากราคาในเทอมเงินบาทที่ประมาณ 95,000 บาท/BTC ลงมาแตะระดับต่ำสุดที่ 62,400 บาท/BTC ก่อนจะเด้งแรงขึ้นมาอยู่ที่ 75,000 บาท/BTC ณ เวลาที่เขียนบทความนี้

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ถือ Bitcoin ควรทำในช่วงปลายเดือนนี้จนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2560 คือ

ไม่โอนเงินสกุล Bitcoin ในช่วงเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม – เช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งบาง Exchange ประกาศหยุดบริการโอน Bitcoin ในช่วงเวลาดังกล่าวให้เองเลย เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

Backup ข้อมูลเลขบัญชีส่วนตัว (Private Key) ไว้ให้ดี เผื่อกรณีแย่ ๆ ที่ข้อมูลในระบบสูญหาย จะได้กู้บัญชี(ซึ่งมีเงินอยู่ในนั้น)กลับมาได้

ถ้าราคาเด้งขึ้นแรง ๆ ก่อนช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม จะเปลี่ยนไปถือเงินบาทหรือ Digital currency สกุลอื่นแทน เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา ก็เป็นทางเลือกที่ทำควบคู่ไปได้

ส่วนผู้ที่ถือ Digital currency สกุลอื่น เช่น Ethereum, Dash, Litecoin และราคาร่วงลงมามากตาม Bitcoin

ขอบอกว่าท่านโดนหางเลข เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว เงินสกุลของอื่น ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะผลกระทบทางเทคโนโลยี

แต่ก็เถียงไม่ได้ ว่าช่วงที่ผ่านมา Digital asset ราคาขึ้นแรงมากทั่วโลก เมื่อเกิดการขายในเงินสกุลหลัก เงินสกุลรองก็ถูกขายทำกำไรตามไปด้วย และประกอบกับการมีตลาด futures ในต่างประเทศเป็นสิบ ๆ แห่งแล้วด้วย การ Short futures ของ digital assets แล้วขาย underlying ตามลงไป (มีของในมือเยอะ เพราะซื้อขึ้นมาไว้นานแล้ว) ก็ยิ่งได้กำไรขาลง ยิ่งทำให้ราคาร่วงหนักและแรงยิ่งขึ้นไปอีก แต่กระนั้น ราคา ณ ปัจจุบันก็ทยอยฟื้นตัวกันขึ้นมาแล้วทั่วหน้า

2) เหมือง Digital Currencies แตกหรือยัง

คำว่า “เหมืองแตก” ก็หมายถึง Hardware ที่ใช้ในการประมวลผลและยืนยันธุรกรรม ได้รับค่าตอบแทนไม่คุ้มต้นทุนและค่าไฟ ทำให้ต้องยุติการทำงาน (ดันทุรังทำต่อ = ขาดทุน) ซึ่งเหตุการเหมืองแตก จะเกิดเมื่อราคา Digital currencies ตกลงมาก ๆ (มาก ในที่นี้ น่าจะต้องเกิน 70-80% ) จนไม่คุ้มค่าไฟ และ/หรือ ค่าความยากในการประมวลผลและยืนยันธุรกรรม (Difficulty) – ซึ่งเป็น Code ที่เขียนมาเพื่อควบคุมความเร็วในการทำงานของระบบโดยอัตโนมัติไม่ให้เร็วเกินไปจนมี Block reward เกิดใหม่จนเงินเฟ้อและไร้ค่า (ถ้างง .. อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.altcointoday.com/bitcoin-mining-difficulty-explained) – สูงเกินความสามารถของ Hardware คือเครื่องโง่กว่าระบบ ใช้ทำธุรกรรมไม่ได้ เปิดไว้ก็เปลืองไฟ จึงปิดไปดีกว่า

ซึ่งการจะดูว่าราคา Digital currencies ระดับไหน ค่าความยากระดับไหน เหมืองถึงยังคงมีกำไร อาจจะคำนวณยากสำหรับคนทั่วไป (แต่จะเอาจริง ๆ ก็ทำได้) แต่เมื่อเราเข้าใจว่า การเข้ามาขุดเหรียญจะดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังทำแล้วมีกำไร และกำลังการขุดทั่วโลก (Hash rate) สามารถตรวจวัดได้แบบ real-time เราจึงเอากราฟ Hash rate นี่แหละ มาดูว่าคนทั่วโลกเขายัง happy ที่จะขุดเหรียญกันต่อไปหรือเปล่า ถ้า hash rate สูง = happy =ทำแล้วยังมีกำไร = เหมืองยังไม่แตก

โดยกราฟด้านล่างนี้ก็แสดงชัดเจนว่าแม้แต่หลังจากกลางเดือนมิถุนายน 2560 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นจุดที่ราคาเริ่มร่วง .. Global hash rate ของ digital currencies สกุลหลัก ๆ ของโลก ไม่ได้ร่วงลงเลย กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แปลว่ามีคนเข้ามาช่วยขุดในระบบเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

(Global Hash rate ของ Ethereum: ข้อมูลจาก Etherscan.io)

เขียนมายาวมาก ขอสรุปสั้น ๆ เลยแล้วกันว่า

1.Bitcoin และ Digital assets ต่าง ๆ นั้นมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยี ส่วนการประยุกต์ใช้ด้านการเงินการลงทุน เป็นการนำมาต่อยอดหากำไร ดังนั้น การจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องใช้ “ข้อมูล” (ไม่ต้องถึงกับ “ความรู้”) ทางสายเทคโนโลยีประกอบด้วย การดูกราฟราคาและตีความไปทันทีนั้นไม่เพียงพอ

2.ในเชิงเทคโนโลยีนั้น Digital assets ยังอยู่เพียงยุคเริ่มต้น ยังไปได้อีกไกล และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้ใช้งาน

3.การที่ราคา Digital assets รวมถึง Bitcoin ร่วงลงทั่วหน้า น่าจะเป็นผลของการทำกำไรจากที่ขึ้นมาเยอะ บวกกับกระแสข่าว Soft fork ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับสกุล Bitcoin ขณะที่เงินสกุลอื่นโดนหางเลข ส่วนในอนาคตถ้าจะมี soft fork กับเงินสกุลอื่นเกิดขึ้น ก็ถือว่าต่างกรรมต่างวาระ ไม่เกี่ยวกัน

4.กำลังการขุดทั่วโลกยังเพิ่มขึ้น เหมืองยังได้กำไรจากการขุดในอัตราสูง เหมืองยังไม่แตก แต่ยิ่งโต

—————————-

บทความที่ 3
CryptoBubble ฟองสบู่เงินดิจิตอลแตกแล้วจริงหรือ / โดย คุณ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา

เรามาทวนประเด็นหัวใจของ Bitcoin กันซักเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มต้นเรื่องของ CryptoBubble

ทำไม Bitcoin ถึงน่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีสินทรัพย์ค้ำประกัน..?

Bitcoin มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับทองคำ คือผลิตได้จำนวนจำกัด มีต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง ปลอมแปลงไม่ได้เลย (อันนี้ดีกว่าทอง) และยังสามารถแบ่งย่อยเป็นหน่วยเล็กๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายได้ (อันนี้ Bitcoin ก็ดีกว่าทองที่เป็น physical จะแบ่งย่อยเกินไปก็จะเหลือขนาดแค่ทองคำเปลว ปลิวหายไปได้)

แต่เพียงคุณสมบัติดังกล่าว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเชื่อถือใน Bitcoin หรอกครับ หัวใจสำคัญของสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รวมถึงสินทรัพย์ทุกประเภทในโลกใบนี้ จะมีคุณค่าและมี demand ได้ นั่นคือ คนจะต้องให้ความเชื่อถือ หรือ เรากำลังพูดถึงเรื่อง trust และ confidence นั่นเอง

ในที่นี้ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับความเชื่อถือสูงที่สุดในยุคปัจจุบัน ถ้าลองเทียบกับราคา ETH ซึ่งเป็นอีกสกุลที่กำลังมาแรง เราจะเห็นได้ว่า ความผันผวนของ Bitcoin ที่ผ่านมาถือว่าเบามาก เมื่อเทียบกับ ETH ซึ่งความผันผวนนี้เองที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความเชื่อถือของคนที่มีต่อสินทรัพย์นั้นๆ (ดูตัวอย่างพวกหุ้นปั่น กับหุ้นบลูชิพได้)

Bitcoin ในอดีตก็เหวี่ยงเหมือนๆ กับที่ ETH เหวี่ยงช่วงนี้แหละครับ ปรับฐานทีนึง 30%-40% เป็นเรื่องธรรมดาๆ เลย ด้วยเหตุผลที่ผมเคยเล่าไปแล้วว่ามีสถานการณ์กักตุน (hoarding) จนทำให้ Bitcoin เกิดสภาวะ Hyperdeflation แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัว Bitcoin เองเริ่มกระจายไปสู่คนหมู่มาก สภาวะการเหวี่ยงอย่างรุนแรงก็ลดลงไปหน่อย (แต่ก็ยังเยอะอยู่นะ ถ้าเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ แต่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินดิจิตอลด้วยกันเอง)

ลองคิดตามนะครับ เมื่อ trust เพิ่ม ราคาก็จะไม่ร่วงหนัก เพราะมีคนมา Bid รับเรื่อยๆ แต่ถ้า trust หายคือไม่มี Bid ราคาก็ลง floor ได้แบบง่ายๆ เลย

Trust vs Scarcity

สรุปการที่สกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง หรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งจะมีค่า และมีคนต้องการ มันจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบสองอย่าง นั่นคือ จะต้องมีจำนวนจำกัด (limit supply หรือเรียกอีกมุมว่า scarcity) และได้รับความเชื่อถือจากคนหมู่มาก (trust)

เรามาไล่ดูตัวอย่างของ trust กับ scarcity กัน เพื่อจะได้มองเห็นภาพความสัมพันธ์ของคุณสมบัติสองอย่างนี้ของสินทรัพย์

-ทองคำในอดีต มีทั้ง scarcity และ trust

-ตัว Bitcoin เองก็มี scarcity จากสถาปัตยกรรม Blockchain ที่ควบคุมจำนวน Bitcoin ไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านเหรียญ ส่วน trust ค่อยๆ เพิ่มขึ้นแบบช้าๆ (อย่าคิดว่า Bitcoin มีคน trust เยอะนะครับ เพราะเอาเข้าจริงปัจจุบันคนส่วนใหญ่มาเล่น Bitcoin จากความโลภ (greed) ไม่ใช่ความเชื่อมั่น (trust) คนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้เข้าใจ Bitcoin จริงพร้อมวิ่งหนีถ้าฟองสบู่แตก)

-หุ้นบลูชิพอย่าง AOT หรือ PTT มีทั้ง scarcity และ trust

-แต่เราลองคิดว่าถ้าจู่ๆ scarcity ของหุ้นเหล่านี้หมดไป เช่น วันดีคืนดีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง AOT ทำการเพิ่มทุนสิบเท่าจนหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 14,000 ล้านหุ้นกลายเป็น 140,000 ล้านหุ้น

-เมื่อนั้น scarcity ของ AOT ก็จะสูญสลายหายไปทันที และราคาหุ้นก็จะ dilute ลงตามจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมานั่นแหละ (กรณีนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ในกลุ่มหุ้นปั่น)

-รูปภาพของ Van Gogh ในช่วงที่เค้ายังมีชีวิตนั้นมี scarcity แต่ก็ขายไม่ได้ราคา ไม่มีใครยอมซื้อเพราะขาด trust

-แต่หลังจาก Van Gogh ตาย ยุคหลังรูปภาพของเค้ามี scarcity และก็มี trust ด้วย ราคาเลยพุ่งทะลุหลายร้อยล้านดอลล่าร์ (ปรับตามเงินเฟ้อ)

-ส่วนเงินดอลล่าร์ก่อนล้ม bretton woods ก็มีทั้ง scarcity (จากการอิงกับทองคำในอัตรา 35 เหรียญแลกทองคำได้หนึ่งออนซ์) และ trust จากการเป็นชาติมหาอำนาจที่ขยายการค้าไปทั่วโลก

-ส่วนเงินดอลล่าร์ยุคนี้ เริ่มมีปัญหาคือไม่ scarcity แล้ว (เพราะ QE หนัก แต่คนส่วนใหญ่ไม่รับรู้) แต่ trust ยังคงอยู่ (จากการเป็นตำรวจโลก) แม้จะมีแนวโน้ม trust ที่ค่อยๆ สูญเสียไปทีละนิดแต่ก็ยังถือว่าแข็งแกร่ง

ผมเคยเล่าให้ฟังว่าในยุคสมัยที่โรมันเรืองอำนาจ ทองคำถูกใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน และเหรียญทองคำของโรมันถูกนำไปใช้แพร่หลายถึงประเทศอินเดีย

คนอินเดีย trust เหรียญทองคำจากโรมันมาก จนไม่ยอมใช้ทองคำของประเทศตัวเอง (ทั้งๆ ที่มันก็ทองเหมือนกัน) trust มากถึงขนาดไปทำเหรียญทองคำโรมันของปลอมออกมา คือใช้ทองคำจริง แต่ไปปั้มรูปกษัตริย์โรมันลงในเหรียญทองคำของอินเดีย เพื่ออยากให้คนเชื่อถือ..

-ตัวทองคำเอง มี scarcity
-แต่เหรียญทองคำโรมัน กลับมี trust มากกว่าทองคำทั่วไป
-คนอินเดียจึงให้ value เหรียญทองคำโรมัน มากกว่าทองคำอินเดีย

scarcity ก่อให้เกิด trust และ trust ก่อให้เกิด value

ถ้า scarcity หาย โดยมาก trust จะหายตาม แต่ก็มีบางกรณีเช่นดอลล่าร์ ที่ scarcity หายแต่กลับยังเหลือ trust อีกเยอะ value จึงยังคงอยู่

แต่ตรงข้ามกันถ้า trust หาย อันนี้ value จะหายตามแน่นอน แม้ scarcity จะยังคงอยู่ก็ตาม

ผมเกริ่นมาถึงจุดนี้คิดว่าผู้อ่านน่าจะเริ่มมองเห็นภาพความสัมพันธ์ของ scarcity, trust และ value มากขึ้นนะครับ

กลับมาเรื่อง CryptoBubble กันต่อ

สกุลเงินดิจิตอลตอนนี้มีจำนวนเยอะมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ethereum, Zcash, Dash, Ripple, ฯลฯ ผมอยากเอาตารางนี้มาให้ทุกท่านดู คือเทียบจำนวนสกุลเงินดิจิตอลตามขนาด Market cap 10 อันดับแรก จะเห็นได้ว่า Bitcoin และ Ethereum ครองอันดับ 1 และ 2 ทิ้งห่างสกุลเงินอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น

source: ข้อมูลจาก http://coinmarketcap.com ณ วันที่ 16 กรกฏาคม 2017

ตอนนี้มีสกุลเงินดิจิตอลร่วมๆ พันสกุลเงินที่มีการเทรดกันในตัวกลางการแลกเปลี่ยน (exchange) และมีสกุลเงินดิจิตอลเกิดใหม่โดยเฉลี่ย “วันละ 1 สกุลเงิน” โดยประมาณ..!!

คุณพอมองเห็นปัญหาอะไรจากการเกิดของสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้บ้างไหมครับ..?

-Bitcoin สองพันเหรียญเหรอ แพงจัง ชั้นไปขุด Siacoin ดีกว่า
-Ethereum แพงจัง ชั้นไปขุด Dogecoin ดีกว่า
เสร็จแล้วเอาสกุลเงินดิจิตอลเหล่านั้นที่ขุดง่ายกว่า ไปแลกเป็น Bitcoin ภายหลังได้ด้วย..!!

ผมจะเล่าให้ฟังแบบสรุปว่า ก่อนสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้จะถูกเข้ามาเทรดในตลาดกลางได้ มันมีหน่วยงานส่วนกลางของ exchange ที่จะคัดเลือกและอนุมัติให้สกุลเงินดิจิตอลพวกนี้ให้เข้าทำการซื้อขาย อันนี้ก็จะช่วยกรองสกุลเงินลวงโลก หรือสกุลเงินขยะออกไปได้ระดับหนึ่ง แต่ถามจริงๆ ว่าปัญหาหลังจากนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น..??

ใช่ครับ.. “scarcity” ซึ่งเป็นจุดขายหลัก และเป็นเหตุผลสูงสุดข้อหนึ่งของการสร้างสกุลเงินดิจิตอลในยุคนี้จะค่อยๆ หายไป..!!

การเพิ่มสกุลเงินดิจิตอลเข้ามาในระบบเรื่อยๆ แม้ทุกสกุลเงินจะมี scarcity แต่เมื่อจำนวนสกุลเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน มันก็ไม่ต่างจาก หุ้นบลูชิพที่ดันทะลึ่งเพิ่มทุนทุกวัน หรือดอลล่าร์ ยูโร หรือเยน QE ทุกวันนั่นแหละ

ณ วันนี้เราแทบจะพูดได้เต็มปากว่า สกุลเงินดิจิตอลสูญเสียคุณสมบัติของ scarcity ไปเรียบร้อยแล้ว

ผมยกประโยคข้างบนมาซ้ำตรงนี้อีกที..

-scarcity ก่อให้เกิด trust และ trust ก่อให้เกิด value
-ถ้า scarcity หาย โดยมาก trust จะหายตาม แต่ก็มีบางกรณีเช่นดอลล่าร์ ที่ scarcity หายแต่กลับยังเหลือ trust อีกเยอะ value จึงยังคงอยู่
-แต่ตรงข้ามกันถ้า trust หาย อันนี้ value จะหายตามแน่นอน แม้ scarcity จะยังคงอยู่ก็ตาม

เราเรียนรู้ข้อเท็จจริงกันว่า scarcity ของเงินดิจิตอลหมดไปแล้ว แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่า trust ของสกุลเงินดิจิตอลจะหายไปเมื่อไหร่..? ซึ่งตามหลักแล้ว เมื่อคนฉลาดเริ่มหนีเอาตัวรอด เมื่อคนโลภลืมตาตื่น เมื่อนั้นจุดจบของฟองสบู่สกุลเงินดิจิตอลคงจะมาถึง อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ อาจจะเป็นปีหน้า หรืออาจจะเป็นอีกสิบปีข้างหน้า สุดวิสัยที่ผมจะบอกอนาคตได้

แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง ฟองสบู่ระบบเศรษฐกิจอีกฟองหนึ่งที่เรียกว่า CryptoBubble ก็จะแตกออก จะมีคนจำนวนมากหมดตัวจากวิกฤติรอบนี้ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อในเรื่องของ creative destruction นะครับ

ฟื้นกลับอย่างแข็งแรง

ในทุกๆ วงจรเศรษฐกิจจะมีภาวะเกิดใหม่และแตกสลาย สลับกันไปเรื่อยเสมอ เมื่อสินทรัพย์มีมูลค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อคนโลภเพิ่มมากขึ้นจนคนฉลาดสบโอกาสที่จะทำกำไรครั้งใหญ่ เมื่อนั้นปลาฉลาดก็จะกินปลาโลภเสมอ

แต่ทุกๆ จุดสิ้นสุดของฟองสบู่ การฟื้นคืนใหม่ของวงจรเศรษฐกิจก็จะเริ่มต้นขึ้น ใครเรียน Elliott wave มา หลัง wave C มันก็จะตามมาด้วย wave 1

ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นจะขับไล่คนโลภให้ออกจากตลาดไป รวมถึงขับไล่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ออกจากตลาดไปด้วย สิ่งนี้เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่ The Great Depression ของสหรัฐอเมริกา มาถึงฟองสบู่ดอทคอม วิกฤติต้มยำกุ้ง ฟองสบู่ซับไพร์ม

สมมติฐานของผมหลังการเกิดวิกฤติฟองสบู่ CryptoBubble ก็คือ สกุลเงินดิจิตอลที่มี trust ไม่มากพอ จะหายไปจากตลาด คือ ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ และจะด้อยค่าจนไม่มีใครสนใจอยากได้ (สถานการณ์จะคล้ายกับภาพของ Van Gogh ช่วงที่เค้ายังมีชีวิต คือแม้จะมี scarcity แต่จะไม่ได้รับ trust ที่มากเพียงพอ) เพราะมันดันมีหลายยี่ห้อให้เลือกจนเกินไป เมื่อสกุลเงินพวกนี้หายไปจากตลาด supply ของเงินดิจิตอลก็จะเริ่มลดลง และหลังจากนั้น trust ของเงินดิจิตอลก็จะเริ่มกลับคืนมา

และสกุลเงินดิจิตอลที่มี trust มากที่สุด ณ​ ช่วงเวลานั้น ก็จะกลับสู่วงจรการเติบโตได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นต่อไป (ซึ่งผมเดาว่ามันคงจะเป็น Bitcoin) คล้ายๆ กับหุ้นพื้นฐานดีหลังวิกฤติซับไพร์ม ที่ราคาเติบโตเป็นสิบเด้งในยุคนี้

สรุปปิดท้าย

ย้ำกันอีกทีปิดท้ายว่า ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะเกิด CryptoBubble เกิดขึ้นจากการเกิดแบบไม่จำกัดของสกุลเงินดิจิตอลใหม่ๆ แต่คำถามที่ว่าฟองสบู่มันจะแตกเมื่อไหร่ อันนี้ผมตอบไม่ได้ คำถามที่ว่าราคาเงินดิจิตอลที่ร่วงหนักช่วงนี้คือฟองสบู่แตกหรือเปล่า ถ้าในทรรศนะส่วนตัวผมยังคิดว่า “ไม่ใช่” ตอนนี้

แต่ถ้าถามว่าทำไมตอนนี้ราคาเงินดิจิตอลถึงร่วงรุนแรงขนาดนี้ ลองจินตนาการว่าถ้าคุณเป็นเจ้ามือมี ETH หรือ BTC ในมือจำนวนมาก เห็นคนแห่ไป Commart เพื่อซื้อการ์ดจอจนขาดตลาดกันไปทั้งโลก แน่นอนว่าจะต้องมีเหล่าเจ้ามือกลุ่มหนึ่งที่จะ “take profit” จากโอกาสแห่งความบ้าคลั่งนี้ เทขายเงินดิจิตอลออกมาเพื่อ “เล่นรอบ” (ผมยังแอบขายมาหน่อยนึงเลย)

นอกจากนั้นมันยังมีความกลัวในข่าวที่ทีมงาน Bitcoin แจ้งเตือนว่าจะมีการปรับสถาปัตยกรรม Blockchain ของ Bitcoin ให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาษาเทคนิคเค้าเรียกกันว่า ​SegWit (Segregated Witness Adoption) ในช่วงเดือนสิงหา ยิ่งทำให้มีคนที่ไม่มั่นใจกลัว Bitcoin ที่ตัวเองมีสูญหาย ก็แห่ขายกันมารอบหนึ่งก่อน ยิ่งทำให้ราคาร่วงหนักเข้าไปใหญ่

ในทางเทคนิคผมมองว่ามันเป็นจุดปรับฐานของ wave 4 เพื่อเตรียมเข้าสู่ wave 5 ที่เป็น wave แห่งความบ้าคลั่งกันต่อไป แต่ช่วงปรับฐานนี้อาจจะยาวนานในระดับหลายเดือนถึงหลักปีก็เป็นได้ ความเชื่อมั่นในความคิดนี้ 60-70% นะครับ ใช้วิจารณญาณในการเชื่อผมด้วยนะ

เมื่อไหร่ฟองสบู่จะแตก อันนี้ผมไม่รู้ แต่หลังฟองสบู่แตกผมคิดว่าด้วยคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของสกุลเงินดิจิตอล สกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับ trust มากๆ อย่าง Bitcoin, Ethereum, Ripple น่าจะยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป หรืออาจจะมีสกุลเงินใหม่ที่สร้าง trust ได้ดีกว่าสกุลเงินเหล่านี้เกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นได้

เมื่อถึงยุคนั้นความผันผวนของสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้จะเริ่มลดลง และได้รับความเชื่อถือมากขึ้นจนอาจจะมาแทนที่สกุลเงินของรัฐบาลได้บ้าง

ของแถม: Correlation doesn’t imply Causation

ผมขอปิดท้ายนอกเรื่องด้วยประเด็นทางวิชาการนิดหน่อย เพราะผมคิดว่ามันเป็นภาพลวงตา (hallucination) ที่ทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจเยอะเลย นั่นคือเรื่องของ “correlation doesn’t imply causation” ไม่รู้จะอธิบายภาษาไทยว่ายังไง ขอลองอธิบายแบบนี้นะครับ

มีคนจำนวนมากเชื่อว่า “ถ้าคุณพิมพ์เงินมาก สุดท้าย เงินจะต้องเฟ้อ” นั่นคือเค้าเชื่อว่า QE เป็นต้นเหตุ (causal) ของอภิมหาเงินเฟ้อ (hyperinflation) ซึ่งมันพิสูจน์มาแล้วว่าไม่จริงหลัง QE ดอลล่าร์ก็ยังอยู่สุขสบายดี

การเพิ่มปริมาณเงิน ไม่ใช่ต้นเหตุ ของ hyperinflation มันเพียงมีความสัมพันธ์ (correlate) กับ hyperinflation ในบางช่วงเวลา และบางสถานที่เท่านั้น (ซิมบับเว, ไวมาร์, ยูโกสลาเวีย)

แต่ต้นเหตุของ hyperinflation ที่จริงแล้วคือ การสูญเสียความเชื่อมั่นของรัฐบาล (collapse in confidence of government) หรือ lack of trust ต่างหาก (เวียดนาม, เวเนซูเอล่า เงินเฟ้อหนักไม่ได้เพราะการเพิ่ม money supply แต่เป็นเพราะ lack of trust)

และ unlimited money supply มันเป็นเพียง cause หนึ่งที่ทำลาย trust ของรัฐบาล ประเทศซิมบับเวเพิ่ม money supply ทำให้ trust รัฐบาลหมดลง ก็เกิด hyperinflation ตามมา

สหรัฐทำเหมือนซิมบับเวเป๊ะ แต่ trust ยังอยู่ (ด้วยหลายเหตุผล) จึงไม่เกิด hyperinflation อย่างที่หลายๆ คนแช่งไว้

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ บางคนบอกเงินบาทแข็ง หุ้นจะขึ้น คือ เค้าอาจจะเคยสังเกตว่าค่าเงินบาทมัน correlate กับกราฟ SET

แต่ความจริงแล้ว correlation ≠ causation คือ เวลาเงินฝรั่งไหลเข้าไทย ถ้าเค้าเอามาซื้อหุ้น นั่นคือหุ้นไทยขึ้น แต่ถ้าเค้าเอาเงินเข้าไทย แต่ไม่ได้ซื้อหุ้นล่ะ..? ถ้าเค้าเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแบบช่วงต้นปีที่ผ่านมาคือฝรั่งซื้อพันธบัตรไทยไปร่วมๆ แสนล้าน ก็จะเจอสถานการณ์เงินบาทแข็ง แต่หุ้นไม่ขึ้น

เพราะ cause จริงๆ ของการที่หุ้นไทยขึ้นคือ “ฝรั่งซื้อหุ้นไทย” ไม่ใช่ “เงินบาทแข็ง” แต่พอฝรั่งซื้อหุ้นไทยแล้ว เงินบาทมันจะแข็ง และหุ้นมันจะขึ้นต่างหาก

—————————-

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะเห็นภาพ Bitcoin และ Cryptocurrency ในมุมมองที่หลากหลายและครบถ้วนมากขึ้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะเป็นฟองสบู่หรือไม่นั้น ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้อ่านเอง..

เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่คงปฎิเสธไม่ได้ที่จะบอกว่าเรากำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง..



Leave a Reply

185 Comments on "ฟองสบู่ Bitcoin แตกหรือไม่? / โดย มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ"

Notify of
Sort by:   newest | oldest | most voted

วันที่ 1 ไง

สวัสดี

ครับ

ครับ

ครับ

ฮาโหลๆ

Sasi Sasithorn

Tanyawat Saetiao

3 คนที่เอามาอ้าง ไม่มีความรู้เรื่อง bitcoin หรือ blockchain เลยซักนิด

มองมุมกลับบางคนที่ตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องบิทคอย 1-2ปีก่อน เค้าก็ยังไม่รู้จักเรื่องที่เอ่ยมาเลยเหมือนกันนะคนับ ถถถถถถ

ประชด หรือ พูดจริงครับเนี่ย

คุณรันเนี่ยนะไม่มีความรู้ ขรรมมม

ก่อนคอมเม้นคุณอ่านจบรึยัง ขอถามแค่นี้ครับ…
โพสวันก่อนของเพจนี้ผมก็ด่านะ แต่โพสนี้ดี มีประโยชน์ครับ

ประชดครับ

Blockchain Deverloper ของ IBM มาเขียนบทความ ท่านบอกไม่น่าเชื่อถือ ถถถ+

เราว่าคุณรัน บทความที่ 3 ก็ความรู้พอตัวเลยนะค่ะ แต่เราหัวโบราณสายอ.นิเวศน์

จริงๆแล้ว น่าจะเป็นลุงโฉลกถึงจะถูก เพราะแกเล่นเรื่องบิทคอยน์มานานแล้ว ตั้งแต่ผมรู้จักบิทคอยน์ เมื่อสามสี่ปีก่อน

วางสติแล้วตั้งถุงกาวก่อน

คนแรกไม่รู้ครับ แต่เขาก็ยอมรับไว้ในบทความแล้ว

ส่วนคน 2-3 รู้ครับ มีเอ่ยถึง soft fork, hard fork ไม่รู้ได้ไง

มากันเรื่อยๆ

เล่น. ขุดกัน. ทั่งโลก. มันก็ เฟ่อ. สิ

1. จำนวนเงินดิจิตอลมีจำกัดครับ หมดได้
2. ยิ่งขุดกันเยอะเท่าไหร่ความยากในการขุดก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น การขุดคือการช่วยยืนยันธุรกรรมในระบบ ซึ่งตอนนี้มันbased on concept winner takes all คือ คนชนะ(คนที่ยืนยันธุรกรรมได้ถูกต้องและเร็วที่สุด)มีคนเดียว ที่เหลือทำงานฟรี
เพราะงั้น ยิ่งคนขุดเยอะ ผลตอบแทนต่อคนขุดยิ่งน้อยครับ

วงจรปกติ ของ BC ตามที่เขาออกแบบมา

Thananon Terk Senawong

ปูเสื่อรอกินมาม่าอีกรอบ

ไม่น่ามีนะรอบนี้

โพสต์นี้ดีครับ ลองอ่านดู

รอบนี้ไม่มีแล้วละครับ อิอิ

Claew Ckk อันนี้ยาวซะใจอัดแน่นด้วยองค์ความรู้

เกินโควต้า 8 บรรทัดต่อปีแล้ว บทความนี้คงต้องใช้เวลาอ่านกันหลายปีทีเดียว 555

มีประโยชน์จริงๆนะครับ อย่าเผลออ่านหละ จะหยุดไม่ได้

ลงทุนแมน ปกติติดตามอ่านตลอดอยู่แล้วคับ บทความดีทุกๆอ้นเลยคับ เป็นแฟนคลับเพจเลย

ขอบคุณมากๆครับ

ที่อ่านมาทั้งหมดนี้ คือข้อมูลทางด้านการลงทุน แต่ประโยชน์ที่แท้จริง สำหรับคนที่จะใช้บิทคอย คือ คนต่างชาติที่มาทำงานในเมืองไทย เค้าใช้วิธีโอนบิทคอย จากไทย ไปประเทศบ้านเกิดของเค้า ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมในการโอนถูกมากกว่าโอนผ่านแบงค์ ตรงนี้ ช่วยวิเคราะห์ ประโยชน์ ที่ได้จากการใช้ บิทคอยที่แท้จริง ให้ด้วยก็จะดีมาก เนื่องจาก วิเคราะห์ แรงมากทำให้คนที่ใช้ประโยชน์ จากบิทคอยที่แท้จริง หนาวเลย

ท่านที่สองและสามอธิบายได้ชัดเจน. อาจเป็นเพราะท่านแรกกรุยทางให้ก่อนเพราะอ่านเข้าใจยาก แต่ขอบคุณมากๆค่ะ

ยาว

มาก ค่อยๆอ่าน

อ่านจบรับรางวัล

ยาวโน้ตไว้ก่อนค่อยอ่าน ปักๆ

Palm Wasupon

กิกิ

คนสุดท้ายคุณนิรันดร์เขียนอธิบายได้ดีมากๆครับ

ผมอ่านตั้งแต่ต้นจบจบ จะบอกว่า
เอ้อออออ…ต้องแบบนี้สิครับ ถึงจะเป้นเพจมีคุณภาพให้ติดตาม
ที่โพสเมื่อวันก่อนนั่นคือ ความเห็นของคนมีอคติล้วนๆ
โพสแบบนี้ถึงจะเรียกว่ารู้จริง+ให้ความรู้และมีประโยชน์ครับ

ยินดีครับ

Drum Patipon อ่านเล่นๆไป

Gorgan Kritkul

Theerapol Jiarasathawong

wpDiscuz