Carlos Ghosn จาก CEO ยอดเยี่ยมเป็น CEO ยอดแย่

Carlos Ghosn จาก CEO ยอดเยี่ยมเป็น CEO ยอดแย่

Carlos Ghosn จาก CEO ยอดเยี่ยมเป็น CEO ยอดแย่ / โดย ลงทุนแมน

เมื่อผู้บริหารสูงสุดในค่ายรถยนต์อย่าง Renault, Nissan และ Mitsubishi Motors ก่อคดีทุจริตขึ้น
แน่นอนเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดา
จนทำให้วันนี้เขาจึงเปลี่ยนจาก CEO ยอดเยี่ยมเป็น CEO ยอดแย่
ชายคนที่ว่าคือ Carlos Ghosn
เขาเป็นใคร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

Carlos Ghosn เกิดเมื่อวันที่ 9 มี.ค.1954 ที่ประเทศบราซิล แต่เขามีเชื้อสายชาวเลบานอน เนื่องจากปู่ของเขาได้อพยพไปตั้งรกรากที่นี่

เมื่อเขาอายุ 2 ขวบ เขาป่วยอย่างหนักเนื่องจากไปกินน้ำที่ไม่สะอาดเข้าไป ทำให้สุดท้ายแล้ว ครอบครัวและตัวเขาจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่เลบานอน ซึ่งที่นี่ก็เป็นที่ที่เขาเริ่มต้นเรียนในชั้นประถมและมัธยม

ก่อนที่เขาจะย้ายที่ไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสจนจบสาขาวิศวกรรมศาสตร์จาก École Polytechnique และ MINES ParisTech ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของฝรั่งเศสทั้ง 2 แห่ง

ด้วยประวัติการศึกษาที่จบมา จึงไม่แปลกที่บริษัทแรกที่เขาเริ่มทำงานคือ Michelin บริษัทผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลก ในปี 1978 ที่นี่เขาใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 7 ปี ในการทำงานจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ในปี 1985 เมื่อตอนที่เขาอายุเพียง 31 ปี

เขาถูกส่งไปบราซิลเพื่อแก้ปัญหาธุรกิจของ Michelin ที่ขาดทุน ซึ่ง Carlos Ghosn ได้ปรับปรุงการทำงาน โดยตั้งทีมงานของเขาขึ้นมา

ภายใน 2 ปี ธุรกิจของ Michelin ที่บราซิลก็กลับมามีกำไรในที่สุด ทำให้บริษัทตัดสินใจแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Michelin ในทวีปอเมริกาเหนือ

ตอนนั้นชื่อเสียงของเขาเป็นที่กล่าวขานในธุรกิจรถยนต์อย่างมาก จึงทำให้บริษัท Renault ค่ายรถยนต์จากฝรั่งเศสดึงตัวเขาไปร่วมงานในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงที่ Renault กำลังขาดทุนอย่างหนักกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

Carlos Ghosn จึงปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตใหม่ และปรับโครงสร้างองค์กร จนทำให้บริษัทกลับมามีกำไรในปี 1997

ด้วยความสามารถและผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้ง ดังนั้นในปี 1999 Renault จึงตัดสินใจส่ง Carlos Ghosn ไปเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการที่ Nissan ค่ายรถยนต์ชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ช่วงนั้น Renault ถือหุ้น Nissan อยู่ 37%

สำหรับ Carlos Ghosn แน่นอนว่าทุกที่ที่เขาไปนั้น มักมีปัญหารอให้เขาแก้อยู่แล้ว และที่ Nissan ก็เช่นกัน ช่วงนั้นบริษัทมีหนี้สินกว่า 660,000 ล้านบาท ขณะที่รถจำนวน 46 รุ่นที่ Nissan ผลิตนั้น มีเพียงแค่ 3 รุ่น ที่ขายในญี่ปุ่นแล้วได้กำไร

ทำให้หลายคนมองว่า งานนี้คงยากเกินไปสำหรับ Carlos Ghosn ที่จะทำให้ Nissan พื้นกลับมาเหมือนเดิม

เขาไม่สนใจเสียงวิจารณ์ต่างๆ เขาประกาศแผนพื้นฟู Nissan ในช่วงปลายปี 1999 โดยถึงขนาดเอาตำแหน่งตัวเองเป็นเดิมพัน โดยเขาบอกว่าบริษัทต้องกลับมามีกำไรในปี 2000 ถ้าทำไม่ได้เขาจะลาออกทันที..

ปฏิบัติการของเขาเริ่มต้นด้วยการตัดลดคนงาน ปิดโรงงานและหน่วยงานบางแห่งที่ไม่ทำกำไร รวมถึงปรับเปลี่ยนวิธี และวัฒนธรรมการทำงานด้วยการยกเลิกการเลื่อนตำแหน่งงานด้วยระบบอาวุโส

และแล้วเมื่อ Nissan ประกาศผลประกอบการในปี 2000 บริษัทกลับมามีกำไรที่ 89,100 ล้านบาท จากขาดทุน 213,000 ล้านบาทในปีก่อนหน้า

ในปี 2016 กลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan Alliance ได้ Mitsubishi Motors ค่ายรถยนต์ชื่อดังอีกรายของญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในกลุ่ม โดย Nissan เข้ามาถือหุ้นใน Mitsubishi Motors 34% และ Carlos Ghosn ได้ตำแหน่งเป็นประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มพันธมิตรกลุ่มนี้

ในปี 2017 จำนวนยอดขายรถทั่วโลกเท่ากับ 79 ล้านคัน เป็นของกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan Alliance และ Mitsubishi Motors จำนวน 10.6 ล้านคัน

โดยแบ่งเป็นยอดขายของ Renault จำนวน 3.8 ล้านคัน
Nissan จำนวน 5.8 ล้านคัน
และ Mitsubishi จำนวน 1 ล้านคัน

ซึ่งทั้งหมดนี้มากกว่า Toyota ที่ 10.4 ล้านคัน และเป็นรองแค่เพียง Volkswagen Group 10.7 ล้านคัน

ชีวิตของ Carlos Ghosn ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดให้แก่บริษัทหลายแห่ง พิสูจน์ฝีมือมาก็หลายครั้ง จนทำให้หลายคนชื่นชมและยอมรับในตัวเขา ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนสวยงามสำหรับเขา

แต่แล้วในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 Carlos Ghosn ได้ถูกจับกุมในญี่ปุ่น เนื่องจากทำผิดกฎหมายในญี่ปุ่น เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลรายได้ของเขาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งมีการนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะมีทรัพย์สินกว่า 3,300 ล้านบาท และมีเงินเดือน เดือนละ 47 ล้านบาท

แต่ถามว่าทำไมเขาจึงปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งคงไม่มีใครตอบได้ดี นอกจากตัวเขาเอง

เรื่องนี้อาจทำให้เราคิดได้ว่า ชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสร้างหลายปี แต่บางครั้งมันก็สามารถกลายเป็นชื่อเสียได้ในเวลาอันสั้น

และการกระทำที่ทุจริตของคนที่มีชื่อเสียงแบบนี้ เราน่าจะเคยได้ยินมาหลายครั้ง ซึ่งเรื่องแบบนี้ทำให้ชีวิตหลายคนต้องพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ในวันที่เราประสบความสำเร็จ และมีคนอื่นจับตามองเรา

มันไม่ง่ายที่จะทำตัวให้ไม่มีข้อผิดพลาดเลย

ในขณะที่เรามีอำนาจมากขึ้นจากตำแหน่งหรือบารมีของเรา ยิ่งทำให้เราสามารถใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นเมื่อเราประสบความสำเร็จหรือมีอำนาจมากๆ ให้ระวังตัวไว้

เราอาจจะติดกับดักแห่งการทุจริตเหมือนคุณ Carlos Ghosn และอีกหลายคน ก็เป็นได้..

……..

Power tends to corrupt and absolute power corrupts absolutely – Lord Acton

มีอำนาจ อาจทำให้ทุจริต และ การมีอำนาจแบบผูกขาด จะมีการทุจริตแน่นอน – Lord Acton นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ
———————-
<ad> อยากเจาะลึกเรื่อง CEO และบริษัทต่างๆ ต้องเรียนเรื่องการลงทุน
อยากลงทุนหุ้น เริ่มเรียนกับ stock2morrow
สถาบันสอนการลงทุน ที่เปิดมากว่า 14 ปี
เปิดจองหลักสูตรปี 2019 แล้วที่ https://goo.gl/bmFUpH
———————-

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Carlos_Ghosn
-https://www.nissan.co.th/news/Mr-Carlos-Ghosn-CEO-Renault-Nissan-Alliance.html
-https://www.celebritynetworth.com/richest-businessmen/ceos/carlos-ghosn-net-worth/
-https://www.referenceforbusiness.com/history/Qu-Ro/Renault-S-A.html
-https://th.wikipedia.org/wiki/นิสสัน
-https://en.wikipedia.org/wiki/Renault%E2%80%93Nissan%E2%80%93Mitsubishi_Alliance
-https://www.statista.com/statistics/200002/international-car-sales-since-1990/
-https://www.reuters.com/article/us-volkswagen-vehicleregistrations/vw-2017-group-sales-rose-to-around-10-7-million-cars-beating-toyota-bild-am-sonntag-idUSKBN1EV0R7
-https://asia.nikkei.com/Business/Business-Trends/Toyota-falls-to-third-place-in-2017-global-car-sales

Comments

comments