ปตท. VS Apple

ปตท. VS Apple

ถ้าถามว่าบริษัทไหนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทุกคนคงรู้กันดีกว่าบริษัทนั้น คือ ปตท.
ปี 2016 บริษัท ปตท. มีกำไร 9.5 หมื่นล้านบาท เป็นบริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในประเทศไทย
ไม่ใช่บริษัท ซีพี ไทยเบฟ หรือ เซ็นทรัล ของเจ้าสัวที่เรารู้จักกันว่าเป็นคนรวยอันดับต้นๆในไทย
ปตท. ถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง 51% ผู้ถือหุ้นใหญ่รองลงมาคือกองทุนทั้งในไทย และต่างชาติ
แล้วบริษัท ปตท. มีทรัพย์สินมากแค่ไหน?

ปตท. มีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 2.2 ล้านล้านบาท บริษัทมีธุรกิจมากมายตั้งแต่ การขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน สถานีน้ำมัน
ถ้าเรานับเฉพาะสินทรัพย์ถาวรที่มีตัวตน หรือ Tangible Fixed Asset เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์
ปตท.จะมี Fixed Asset มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท

แล้วบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอื่นหล่ะ เป็นยังไงกันบ้าง?

ประเทศอเมริกา

บริษัท Apple เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอเมริกา และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้

ปี 2016 บริษัท Apple มี Fixed Asset อยู่ 9.2 แสนล้านบาท

แปลกแต่จริง.. บริษัท Apple มี Fixed Asset น้อยกว่า ปตท.!

เรามาดู Fixed Asset และ กำไร ของ ปตท. เทียบกับ Apple กัน

ปตท. มี Fixed Asset 1.1 ล้านล้านบาท Apple มี Fixed Asset 9.2 แสนล้านบาท

ปตท. มีกำไร 9.5 หมื่นล้านบาท แต่ Apple มีกำไรมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท

สรุปแล้ว Apple ใช้ Fixed Asset น้อยกว่า ในการทำกำไรมากกว่า ปตท. 17 เท่า

ทุกๆ Fixed Asset 100 บาท ของ ปตท. จะทำกำไรให้ปตท. ได้ 9 บาท ต่อปี

หรือ ผลตอบแทนปีละ 9% ต่อสินทรัพย์ที่มี ก็น่าจะถือว่าเป็นอัตราที่พอใช้ได้

แต่ ทุกๆ Fixed Asset 100 บาท ของ Apple จะทำกำไรให้ Apple ได้ 174 บาทต่อปี

หรือปีละ 174% นักการเงินคงในสมัยก่อน คงจะบอกว่านี่เป็นอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่บ้าไปแล้ว บริษัทโกงแน่ๆ

เพราะว่าสมัยก่อนไม่มีบริษัทแบบนี้

บริษัทในยุคก่อนถ้าอยากได้กำไรเยอะ ต้องระดมทุนมากๆ กู้เงินมากๆ ลงสินทรัพย์ให้มากๆเข้าไว้ แล้วกำไรจะมาตามสินทรัพย์

บริษัทจำพวกนั้นก็คือบริษัทที่ใหญ่ๆของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น บริษัทน้ำมัน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์

แต่บริษัทแบบนี้จะมีข้อเสียเปรียบคือ พอขยายไปถึงจุดหนึ่งจะเริ่มตัน เพราะเป็นบริษัทที่ต้องใช้ทุนมาก

จะเห็นได้ว่าทั้งธุรกิจบริษัทน้ำมัน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ จะมีบริษัทท้องถิ่นในแต่ละประเทศมาแข่งกับบริษัทระดับโลกในที่สุด

แต่ในสมัยนี้

บริษัทที่สามารถครองโลกได้ จะสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องใช้ทรัพย์สินมาก

บริษัทท้องถิ่นตั้งตัวไม่ทัน และถึงบริษัทท้องถิ่นจะมีเงินเหลือที่จะลงทุนในทรัพย์สิน ก็ไม่สามารถแข่งขันได้

เพราะบริษัทที่ครองโลกสมัยนี้ ใช้ไอเดีย ใช้เทคโนโลยี ใช้ดีไซน์ ในการครอบครองคนทั่วโลก ไม่ใช่ทรัพย์สินอีกต่อไป

แล้วมีประเทศไหนบ้างที่ปรับตัวได้?

ประเทศจีน เป็นประเทศที่น่าสนใจ และบริษัทเทคโนโลยีท้องถิ่นในประเทศกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ได้

บริษัท Alibaba เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนตอนนี้ (ไม่ใช่ Tencent แล้ว)

ตอนนี้บริษัท Alibaba มีกำไร 2.2 แสนล้านบาท มากกว่า บริษัท ปตท. 2 เท่า

แต่ที่น่าตกใจคือบริษัท Alibaba มี Fixed Asset เพียง 1 แสนล้านบาท

ใครจะไปคิดว่าบริษัท Alibaba บริษัทใหญ่ที่สุดของจีน

จะมี Fixed Asset น้อยกว่า ปตท. ถึง 11 เท่า..

Comments

comments



153 thoughts on “ปตท. VS Apple”

  • ธุรกิจคนละประเภทนิครับ เปรียบเทียบกันไม่ได้ ถ้า ปตท. น่าจะ เทียบกับ exxon น่าจะถูกนะครับ…

    • จุดประสงค์ของบทความต้องการเทียบให้เห็นความแตกต่างของธุรกิจดั้งเดิม กับธุรกิจที่ base เทคโนโลยีสมัยใหม่ไงครับ ว่า reverage มันต่างกันขนาดไหน ซึ่งก็เป็นธุรกิจคนละประเภทอยู่แล้ว

    • มองในมุมบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศของไทย และ อเมริกาว่าต่างกันอย่างไรครับ ไม่มีอะไรผิดถูกหรอกครับ ผมอยากนำเสนอมุมมองใหม่นะครับ

      จริงๆแล้วอยากตั้งหัวข้อว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา แต่เกรงว่าหัวข้อจะยาวไปครับ

      ทุกคนก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าอยู่ในคนละอุตสาหกรรมเทียบกันไม่ได้

      แต่ผมคิดกลับกันว่าถ้าเอามาเทียบกันหล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้น?
      ทำไมบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยไม่เป็นแบบอเมริกา?
      แล้วอนาคตอีกกี่ปีจะเป็นแบบนั้น?

    • อุตสากรรมคนละประเภทกันเอามาเทียบกันไม่ได้หรอกครับ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีต้นทุนที่ค่อยข้างสูง ROC ค่อนข้างต่ำ แต่คู่แข่งหน้าใหม่น้อย ต่างกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีครับ ที่ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่ากำไรเยอะเป็นธรรมดา และคู่แข่งมีจำนวนที่มากกว่าครับ

    • เอา Apple มาเปรียบเทียบกับ Facebook ก็ยังจะมีปัญหาเลย ทั้งๆที่ทั้งสองเป็นธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

    • ถ้ามี counter argument (เถียงแทนคนดู) ในเรื่อง อาจจะโดนคนติงประเด็นนี้น้อยกว่านี้ก็ได้นะคนับ ไว้ลองดูสิครับ

  • ผลิตภัณฑ์มันต่างกันด้วยรึเปล่าคะ ของปตท ผลิตภัณฑ์ ต้องผ่านขั้นตอนการทำ r&d การผลิต ซึ่งมีต้นทุนของเครื่องมือการผลิตของตัวเอง ปและแต่ละเครื่อง ก็มีมูลค่าสูง ทำให้ asset สูง

    • เค้าถึงบอกว่าการขายไอเดีย (ที่ก็มี R&D เหมือนกัน) มันให้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์สูงกว่าไงครับ บริษัทเทคโนโลยีจึงได้เปรียบบริษัทแบบดั้งเดิมที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์
      .
      บทความนี้ต้องการสื่อความต่างของ Business Model ที่มีผลต่อรายได้ และอัตรากำไรของบริษัทต่างๆ ครับ

  • ทุกๆมิติที่เปรียบเทียบ ผู้เขียนคงอยากเสนอ มุมมอง ที่อ่านละก็ ขอปรบมือให้รัว รัว

  • ผมว่าดูขนาดประเทศบ้างก็ดีนะครับ ประเทศไทยเล็กนิดเดียวถ้าเทียบกับอเมริกา ปตท.กำไรขนาดนี้กับประเทศเล็กขนาดนี้ถ้าไปอยู่อเมริกาคงเอาเงินมาทมมหาสมุทรได้

  • คุณลงทุนแมน เขียนเรื่อง7-Eleven อินโดนีเซียที่ปิดกิจการ หน่อยครับ ว่าทำไมคนอินโดไม่นิยม เหมือนไทย แล้ว 7-Eleven ที่เวียดนามจะเหมือน อินโด หรือไทย ครับ

  • แต่ดูแล้ว อนาคตประเทศเรา บริษัทที่ใหญ่ที่สุดก็ไม่น่าจะหนีหน้าเดิมๆ เพราะเห็นพวก บริษัท ใหญ่ๆ ใน sector ต่างๆ ของบ้านเรา อย่าง ปตท,ธนาคาร, อสังหา หรือเทเลคอม ก็พยายาม ไปลงทุนสร้าง business unit ย่อยๆ ของตัวเอง ที่เน้น support ทางการเงินบ้าง ให้คำปรึกษาบ้าง แล้วแลกเอาหุ้น พวก บริษัท tech, startup ต่างๆ ที่น่าจะเป็นบริษัท แห่งอนาคตมะ

    • อาจจะเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าดู 5 อันดับใหญ่สุดในอเมริกาตอนนี้ apple google amazon microsoft facebook เกิดมาได้จากคนวัยหนุ่มที่สร้างบริษัทเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งบริษัทใหญ่ดั้งเดิมเลย
      ก็น่าคิดนะ บริษัทใหญ่ที่สุดของไทยในอนาคต อาจจะมาจากเด็กวัยรุ่นไทยสักคนตอนนี้ก็ได้

    • สังคมต่างกันครับ คงลำบาก บริษัทเมืองไทย ใหญ่ได้ต้องมีเส้นสาย หรือกินรวบได้เท่านั้น รู้จักใกล้ชิดคนสำคัญๆ ที่ให้คุณ ให้โทษได้

  • ผมสนใจธุจกิจรถยนต์super car ว่าเขาเอางบวิจัยเทคโนโลยีมาจากไหน ขายรถทั้งโลกก็ไม่แค่กี่คัน หรือเขาใช้วิธีการซื้อชิ้นส่วนคนนั้นคนนี้มาประกอบเป็นแบรนด์ของตนเองครับ

    ผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ

    • ใหญ่ที่สุดในแง่ market capitalization หรือมูลค่าบริษัทครับ ปกติแล้วความใหญ่ของบริษัทจะวัดกันที่ตัวเลขนี้

    • อธิบายดังนี้ครับจริงๆแล้วก็ไม่มีผิดหรือถูก เปรียบเหมือนการถามว่าราคาบ้านหลังหนึ่งว่าอันไหนใหญ่กว่ากัน
      บางคนยึดที่รายได้ค่าเช่า บางคนยึดที่ต้นทุนที่ดิน+การก่อสร้าง บางคนยึดที่ราคาประเมิน

      แต่โดยทั่วไปจะยึดจาก ราคาตลาดของบ้านหลังนั้นที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง

    • ผมว่ายึดราคาตลาดแหล่ะครับถูกแล้ว เพราะอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในอดีตหรืออนาคต

    • ในแง่ asset ธนาคารใหญ่มาก เพราะเงินฝากทั้งหมด นับเป็น asset ขณะเดียวกัน ก็นับเป็นเป็นหนี้สิน เกณฑ์ของฟอร์บ ทำให้ธนาคารติด rank ต้นๆครับ

  • ยุค 3.0 บริษัทที่มีสินทรัพย์จะได้เปรียบ ยุค 4.0 บริษัทที่มีนวัตกรรม,เทคโนโลยี จะได้เปรียบ แล้วยุค 5.0 จะเป็นอย่างไร ?

  • ผมมองว่าเทียบกับจีนยากนะคับ
    เทนเซน อาลีบาบา เสี่ยวมี่ นุ้นนี่ ได้ประโยชน์จากการที่เฟส อเมซอน กูเกิล เข้าจีนไม่สำเร็จพอควร

    • ถ้า tencent มองอย่างนั้นได้ครับ
      แต่ถ้า alibaba เขาเก่งจริงครับ ตอนแรก eBay ก็เป็นผู้นำประเทศจีน แต่ Alibaba เขาชนะด้วยตัวเขาเองเพราะเข้าใจตลาดมากกว่า

    • EBay ครองตลาดจีน 90%
      ก่อนที่จะมี Taobao และพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

      ปล Alibaba จริงๆก็ไม่ควรนับเป็นบริษัทจีน ลองดูสัดส่วนผู้ถือหุ้น แล้วจะเข้าใจ ญี่ปุ่นถือหุ้นอันดับ 1

  • อยากให้ลงทุนแมนรวบรวมบมความแล้วออกจำหน่ายเป็นหนังสือจังเลยครับ ขอบคุณครับสำหรับบทความที่ดีแสนดี

  • ขอบคุณที่แบ่งปันข้อมูลดีๆ..แต่น่าจะเปรียบเทียบกันไม่ได้นะ เพื่อมันเป็นธุรกิจที่ต่างกันในทุกๆด้านครับ..ขอเอาบริษัทที่อยู่ในแนวเดียวกัน จะเห็นความต่างชัดเจนกว่านะ

  • บริษัทที่ครองโลกได้ จะสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องใช้ทรัพย์สินมาก Acharaphorn Kampala

  • บริษัทที่กำไรไม่ได้เเปลว่า บริหารจัดการได้ดีเสมอไป
    การแข่งขันที่แท้จริงอย่างโปร่งใสเท่านั้น
    ถึงจะวัดได้ว่า ใคร “เจ๋ง” จริง
    ยิ่งถ้าธุรกิจกึ่งผูกขาด monopoly
    พอจะขาดทุน ก็ขึ้นราคา มันจะไม่กำไรได้ไงครับครับ ตรรกะแบบ เศรษฐศาสตร์ ป.4 ของผมมันบอกแบบนั้น
    ตั้งใจบริหารให้ขาดทุนยังยากเสียกว่าอีกนะ
    ผมว่า
    อันนี้พูดลอยๆนะ ไม่ได้เจาะจง
    ใครไม่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ถือว่าบริหารจัดการได้ดี องค์กรมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ไร้เส้นสาย
    ปราศจากคอร์รัปชั่น
    ยินดีด้วยที่ได้ทำงานกับอวค์กรดีๆเข่นนี้

  • ประเด็นคือ บริษัทเทคโนโลยีเขามีทรัพย์สินทางปัญญา , สิทธิบัตร , การออกแบบ ฯลฯ มากกว่าครับ เขาไม่ได้เน้น Fix Asset พวกเครื่องจักร , ที่ดิน ฯลฯ เหมือนสมัยก่อนๆ

  • ธุรกิจคนละอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็น Apple หรือ Alibaba

    ปตท. รวมบริษัทย่อย ทำธุรกิจตั้งแต่ Upstream จนมาถึง Downstream โดยเฉพาะธุรกิจสำรวจขุดเจาะ กว่าจะผ่านขั้นตอนต่างๆมาจนถึงผลิต oil and gas ออกขายได้เป็นเวลาสิบกว่าปี ต้นทุนที่ลงไปในระหว่างนี้คือ Fixed Assets ล้วนๆ

    Apple ธุรกิจหลักคือคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น เงินลงทุนหลักคือ รายจ่ายในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งไม่สามารถบันทึกเป็น Fixed Assets ได้

    Alibaba ธุรกิจ e-commerce มูลค่าทรัพย์สินหลักคือระบบ IT ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร เครื่องมือเครื่องใช้ มากมายประการใด

    ดังนั้น หากจะมองเรื่องผลตอบแทนต่อเงินลงทุนในทรัพย์สินก็คงจะใช่ แต่จะมาบอกว่า ใครจะคิดว่า ทั้ง Apple และ Alibaba มีทรัพย์สินน้อยกว่า ปตท. หลายเท่า. หลายๆคนที่พอมีพื้นฐานธุรกิจอยู่บ้าง เค้ารู้อยู่แล้วครับว่าธุรกิจต่างประเภทกันมันเอามาเทียบกันไม่ได้

  • จริงๆแล้ว ปตท. ต้องเริ่มขยับตัวไปสู้กับพวก Shell, Mobil, หรือ Petronas ได้แล้ว
    ต้องพยายามหาตลาดต่างประเทศให้ได้มากกว่านี้

  • เปรียบเทียบประเภทธุรกิจก็ผิดละครับ เอาที่ fixed มันเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่หรือเล็กเหมือนกันสิครับ นอกนั้นอาจจะมีเหมือนๆ กัน แต่จากอุปกรณ์ทั้งหมดแอปเปิลขุดเจาะน้ำมันไม่ได้ครับ

    • ตามหลักการ ถ้าจะเอาบริษัทมาเปรียบงบการเงินเพื่อลงทุน ก็ควรทำงั้นล่ะครับ

      แต่ผมเข้าใจว่าเจ้าของเพจต้องการชี้ให้เห็นว่าทิศทางธุรกิจในโลกปัจจุบันไปทางไหนน่ะครับ ประเทศไทยก็เริ่มเห็นแล้วว่า บริษัทหลายบริษัท,ธนาคาร เริ่มมาเป็น VC แม้แต่ SCG,PTT ก็ยังมีการดันคนรุ่นใหม่ ตั้งหน่วยงานที่เน้นด้าน innovationเลยครับ

  • มันก็คนละอย่าง เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกครับ แค่เอาข้อมูลมาสรุปแล้วเขียนเรียบเรียงใหม่ แค่นี้ไม่อาจสรุปได้

  • เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง fixasset โดยใช้เทียบธุรกิจคนละอย่าง appleขายสินค้าทรัพย์สินทางปัญญาขายนวัตกรรมแต่ดันเอามาเทียบกับบ.น้ำมัน มั่วได้อีก ปตท.ควรไปเทียบกับเชฟรอน exxon

    • ในมุมมองนักอุตสาหกรรมเหล็ก ก็ควร เทียบกับเหล็ก
      ทอง ก็ต้องเทียบกับทอง
      เพชร ก็ควรเทียบกับเพชร

      แต่ในมุมมองนักลงทุน ทั้งสามสามารถเทียบกันได้ นักลงทุนก็มีวิธีตีราคา ให้ค่าได้

      ธุรกิจก็เหมือนกันครับ

    • คือถ้าแบบนี้ไม่ต้องวิเคราะร์หรอกครับ ผมเปิดบริษัทsoftware แต่เพื่อนทำอู่ผซ่อมรถ fixasset มันเยอะกว่าผมอยู่แล้วโดยคอมมอนเซนต์

  • Apple มี Fixed Asset น้อยเพราะขาย Technology Content ที่ไม่ต้องทำเอง แต่จ้างคนอื่นผลิต โยนภาระทุกอย่างให้ Supplier รับไปไม่ว่าแรงงาน สวัสดิการ เฉลี่ยๆทุก 8 เดือนจะออก iPhone ตัวใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย กระตุ้นราคาหุ้น ทุก 1.2 ปีจะออก Macbook ทุกๆ 9 เดือนจะออก iPad ทุกๆ 2 ปีจะออก OS ใหม่ ถามว่าทำไมขยันออกใหม่ ก็เพราะไม่อยากเป็นรองใคร อยากชี้นำ ทุกครั้งที่ Apple ขยับทั้งโลกจะขยับตาม

  • เปรียบเทียบได้ดีครับ ทำให้เห็นว่าในอนาคตประเทศเราควรเน้นไปในอุตสาหกรรมแบบไหน ที่จะใช้สินทรัพย์ได้คุ้มที่สุด

  • ชอบบทความนี้ครับ แต่พออ่านคอมเม้นท์ ยังมีอีกหลายๆ คนหลงประเด็นอยู่

    main idea ของบทความที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อคือ “บริษัทที่ครองโลกสมัยนี้ ใช้ไอเดีย ใช้เทคโนโลยี ใช้ดีไซน์ ในการครอบครองคนทั่วโลก ไม่ใช่ทรัพย์สินอีกต่อไป” มันก็ถูกต้องอยู่แล้วที่เอาบริษัทใน 2 ธุรกิจมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าตอนนี้โลกของธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างไรจากอดีต

    เหมือนว่ามีคนกำลังเขียนบทความนำเสนอเรื่อง “การขายของที่เปลี่ยนไปจากในอดีต จากออฟไลน์เปลียนเป็นออนไลน์” โดยยกตัวอย่างร้านขายของหน้าปากซอย เปรียบเทียบกับร้านขายของในเฟสบุ๊ค แต่กำลังมีบางคนแย้งว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ ทำไมไม่เอาร้านขายของตลาดนัดมาเปรียบเทียบละ!!!

    ถ้าบทความนี้จะผิด ก็คงจะผิดที่พาดหัวซึ่งอาจทำให้บางคนเข้าใจผิดได้

    แต่ละคนความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แตกต่างกันได้ แต่ไม่ควรวิจารณ์โดยใช้อารมณ์ ใช้ถ้อยคำที่บั่นทอนกำลังใจ คุยด้วยเหตุผลดีกว่าครับ

    ผมติดตามบทความมาตลอด ชอบการนำเสนอไอเดีย และมุมมองใหม่ๆ เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ชัดเจน ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ให้เขียนบทความดีๆ แบบนี้ออกมาเรื่อยๆ ^^

  • เปรียบเทียบกันได้ไหม ไม่เป็นไร
    ผมว่าข้อมูลน่าสนใจครับ
    มันคือการปรับตัว ปตท ก็ต้องปรับเรื่อยไป ตลาดพลังงานในอนาคตก็จะเปลี่ยนเยอะเหมือนกัน

    • ผมมีเงิน 1 บาท เขามีเงิน 11 บาท ผมมีเงินน้อยกว่าเขา 11 เท่า ผมว่าน่าจะเข้าใจง่ายกว่า 91%
      ขอผิดคณิตศาตร์ แต่ถ้าทำให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น ก็ยอมผิดครับ

    • ปัดเศษเป็นน้อยกว่า 90% ก็เข้าใจง่ายครับ

      ปล. แตกประเด็นเพิ่ม สมมติคุณมี 1 บาท เขามี 2 บาท แบบนี้คุณมีเงินน้อยกว่า 1 เท่าหรือ 2 เท่า?

  • 3 อย่าง ธุรกิจคนละประเภท margin ต่างกัน growth ของธุรกิจต่างกัน อายุของธุรกิจต่างกัน ความยั่งยืน ก็อาจจะต่างกันด้วย
    อีกอย่าง ต้องดูสินทรัพย์รวม แล้วลองคำนวณ ROA ถ้าเลือกมาแค่ fixed asset มันก็ไม่แฟร์ เพราะธุรกิจปตท พึ่ง fixed asset เยอะกว่าธุรกิจอื่นที่กล่าวมาครับ

    • แต่ดูแล้วบทความนี้ให้มองแนวคิด และประเภทธุรกิจที่มีมูลค่าสูงของแต่ละประเทศ และได้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับขนาด fa ของบริษัท ก็ถือว่าช่วยเปิดมุมมองดีๆ ครับ

  • ได้มุมมอง ความรู้ ที่ไม่เคยรู้ จากที่ไหนมาก่อน ชอบบทความจากเพจลงทุนแมน มากครับ

  • บริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าหลักทรัพย์มากที่สุดในโลก ผมคิดว่าเป็น โรยัล ดัชเชลล์ หรือ เอ็กซอน โมบิล เสียอีก

    ถ้าข้อมูลผิดขออภัยด้วยครับ

    ยุคสมัยนี้ผมคิดว่า ธุรกิจที่ใช้คนน้อย ไม่สต็อคสินค้า เป็นธุรกิจที่พรุ่งพรวดไปเร็วมาก

    Uber ไม่มีรถเป็นของตัวเองสักคน แต่มูลค่าบริษัทมียิ่งกว่ารถ100คันมาก

    Agoda experdia booking
    ไม่มีห้องพักเป็นของตัวเองสักห้องเลย แต่กลับได้% การจอง และ ทำให้บริษัทมีกำไรเยอะมาก ถึงขนาดจ่ายค่าจ้างพนักงานเท่ากับจ้างพวกทำงานกลางทะเล

    และแนวโน้มมันไม่มีตกลง กราฟมันสูงขึ้นเรื่อยๆครับ (สูงขึ้นตามเทคโนโลยีและหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่เร็วและแรงขึ้น)

    สิ่งที่น่าระวังมากคือ ต่อไปอัตราการจ้างคนทำงาน จะน้อยลงในอุตสาหกรรมผลิต (ใครเคยดูคลิปผลิตข้าวกล่องของ CP พอนึกออกนะครับ)

    ธุรกิจทุกอย่างบนโลกทุกวันนี้ แทบจะมีคนทำทั้งหมดแล้ว เราเกิดมาในยุคที่มันมีเพรียบพร้อมและแข่งขันกันสูงจริงๆครับ

    ยุคนี้จิงมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถทำได้ดีกว่า ผลิตภัณฑ์เดิม เช่น เทสล่า สมาร์ทโฟน อินเตอร์เนตแบ้งกิ้ง บิทคอย หรือพวก air play ครับ

  • ข้อมูล ดีมากๆครับ เปรียบเทียบ เห็น ภาพชัดเจนครับ
    คนชอบแสดงความเห็น แบบ ลงรายละเอียด วิเคราะห์ วิจารณ์ มองภาพรวม ไม่ค่อยออก เพราะ ระบบการศึกษา สอนแต่รายละเอียด ไม่ค่อยจะสอน ภาพรวม และ การสังเคราะห์
    เป็นกำลังใจให้นะครับ