ดัชนี Dow Jones / S&P 500 / Nasdaq แตกต่างกันอย่างไร?

ดัชนี Dow Jones / S&P 500 / Nasdaq แตกต่างกันอย่างไร?

ดัชนี Dow Jones / S&P 500 / Nasdaq แตกต่างกันอย่างไร? / โดย ลงทุนแมน

โดยปกติแล้ว นักลงทุนหลายคน จะติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะ เชื่อว่าดัชนีเหล่านี้มีอิทธิพลต่อภาวะการซื้อขายของตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่มากก็น้อย

ดัชนีที่เราคุ้นหู จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ชื่อ คือ Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq

แต่ทราบกันหรือไม่ว่า แต่ละดัชนี มีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้ลงทุนแมนจะมาเล่าให้ฟัง

ในตลาดหลักทรัพย์ มีหุ้นอยู่มากมายหลายพันตัว การที่จะบอกว่าหุ้นขึ้นหรือลง จึงจำเป็นต้องมีดัชนีกลางที่บ่งชี้ถึงสภาวะราคาในภาพรวม

ประเทศไทย มีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งดัชนีราคาคือ SET Index และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งดัชนีราคาคือ MAI Index

ขณะที่สหรัฐอเมริกา ก็มีการตลาดหลักทรัพย์อยู่หลายแห่งเช่นกัน โดยสองตลาดหลัก คือ New York Stock Exchange : NYSE (มูลค่า 760 ล้านล้านบาท) และ Nasdaq (มูลค่า 340 ล้านล้านบาท) ทั้งสองตลาดนี้มีธุรกิจมาจดทะเบียนรวมกันราว 5,700 บริษัท

แต่ว่า ดัชนีที่เราเห็นกันนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของแต่ละตลาดแบบตรงตัว โดย Dow Jones และ S&P 500 มีผู้จัดทำขึ้น ซึ่งอิงข้อมูลหุ้นจากทั้งตลาด NYSE และ Nasdaq

ขณะที่ Nasdaq เป็นดัชนีที่บ่งชี้ราคาหุ้นของตลาดตนเองตามชื่อ

ทีนี้ มาลองดูว่า แต่ละดัชนี มีหลักการคำนวณอย่างไร?

Dow Jones Industrial Average ถูกจัดทำขึ้นโดยบริษัท Dow Jones & Company ซึ่งเป็นสื่อที่ตีพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับการเงิน เช่น หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal

ดัชนี Dow Jones เริ่มใช้เมื่อปี 1896 ในตอนแรก ประกอบไปด้วย บริษัทอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลัก เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดในขณะนั้น จึงเป็นเหตุให้ในชื่อ มีคำว่า Industrial อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ธุรกิจประเภทอื่น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดแทน ทั้งบริษัทพลังงาน เทคโนโลยี การเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ปัจจุบันดัชนี Dow Jones คำนวณมาจาก หุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัว ซึ่งผู้จัดทำคัดเลือกว่าเป็นบริษัทผู้นำในแต่ละธุรกิจ โดยมีหุ้นจาก NYSE 25 บริษัท เช่น Exxon Mobil, J.P.Morgan, Goldman Sachs, IBM, Walmart, Nike, Coca-Cola, McDonald’s, Visa, Johnson & Johnson, Boeing เป็นต้น และมาจาก Nasdaq อีก 5 บริษัท เช่น Apple, Microsoft, Cisco, Intel เป็นต้น

สำหรับดัชนี Standard & Poor’s 500 หรือ S&P 500 ถูกจัดทำขึ้นโดยบริษัท Standard & Poor ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูลทางการเงิน และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ดัชนี S&P 500 เริ่มใช้เมื่อปี 1957 โดยคำนวณมาจากหุ้นใหญ่ 500 ตัว จากทั้ง NYSE และ Nasdaq ซึ่งผู้จัดทำ จะคัดเลือกตามเกณฑ์ เช่น มูลค่าตลาดสูงเกณฑ์ที่กำหนด และมีสภาพคล่องที่ดี โดยมูลค่าของบริษัทใน S&P 500 คิดเป็น 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด

ส่วนดัชนี Nasdaq เป็นตัวเลขที่บ่งชี้ราคาหุ้นในตลาด Nasdaq เอง โดยเริ่มใช้เมื่อปี 1971 ปัจจุบันมีหุ้นในการคำนวณราว 3,300 ตัว

ทั้งนี้ในตอนแรก Nasdaq ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถจดทะเบียนใน NYSE ได้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่มีทรัพย์สินที่มีตัวตน ต่ำกว่าเกณฑ์

หุ้นอย่าง Microsoft, Apple, Amazon, Alphabet, Facebook, Cisco ต่างอยู่ในตลาดนี้ ซึ่งต่อมา ได้กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลก เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้ดัชนีนี้กลายเป็นตัวแทนของกลุ่มเทคโนโลยีไปโดยปริยาย

สำหรับวิธีการคำนวณดัชนีจะมีข้อแตกต่างกันอยู่คือ ดัชนี Dow Jones จะคิดมาจาก ค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นแบบตรงๆ ซึ่งต่างจาก ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่คิดมาจาก การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Coca-Cola ราคา 45 ดอลลาร์ มูลค่าตลาด 195,000 ล้านดอลลาร์
McDonald’s ราคา 166 ดอลลาร์ มูลค่าตลาด 129,000 ล้านดอลลาร์

ในกรณีนี้สำหรับดัชนี Dow Jones น้ำหนักของ McDonald’s ในดัชนีจะมากกว่า Coca-Cola เพราะราคาต่อหุ้นของ McDonald’s มากกว่า

แต่สำหรับดัชนี S&P 500 น้ำหนักของ Coca-Cola ในดัชนีจะมากกว่า McDonald’s เพราะมูลค่าตลาดของ Coca-Cola มากกว่า

จะเห็นได้ว่า แม้ Dow Jones จะเป็นดัชนีเก่าแก่ ที่รวบรวมบริษัทชั้นนำเอาไว้ แต่อาจจะไม่ใช่ตัวแทนที่ดีของภาพรวมตลาด เนื่องจากมีหุ้นแค่ 30 ตัว และไม่ได้รวมหุ้น เช่น Amazon, Alphabet, Facebook หรือ Berkshire Hathaway ไว้ เนื่องจาก หุ้นเหล่านี้ ไม่ค่อยมีการแตกพาร์ ราคาจึงสูง และการคำนวณแบบ Dow Jones นั้น หุ้นที่ราคาสูง จะมีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าปกติ

ขณะที่ S&P 500 อาจจะได้รับการยอมรับให้เป็นตัวแทนภาพรวมที่ดีกว่า จากการที่มูลค่าครอบคลุมเกือบทั้งหมด และมีบริษัทที่หลากหลายครบถ้วน

แล้วผลตอบแทนของทั้งสามดัชนี เทียบกันแล้วเป็นอย่างไร?

ถ้าเรามาลองดูดัชนีย้อนหลัง (ข้อมูล ณ สิ้นเดือน กันยายน ปี 2018)

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
Dow Jones อยู่ที่ 10,850 จุด
S&P 500 อยู่ที่ 1,166 จุด
Nasdaq อยู่ที่ 2,092 จุด

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว
Dow Jones อยู่ที่ 15,130 จุด
S&P 500 อยู่ที่ 1,682 จุด
Nasdaq อยู่ที่ 3,771 จุด

เมื่อ 1 ปีที่แล้ว
Dow Jones อยู่ที่ 22,405 จุด
S&P 500 อยู่ที่ 2,519 จุด
Nasdaq อยู่ที่ 6,496 จุด

ปัจจุบัน
Dow Jones อยู่ที่ 26,458 จุด
S&P 500 อยู่ที่ 2,914 จุด
Nasdaq อยู่ที่ 8,046 จุด

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 144% หรือเฉลี่ย 9.3% ต่อปี
ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 150% หรือเฉลี่ย 9.6% ต่อปี
ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 285% หรือเฉลี่ย 14.4% ต่อปี

แสดงให้เห็นว่า ตลาดโดยรวมมีการเติบโตราว 9% ต่อปี ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในระยะหลัง มีการเติบโตสูง และนักลงทุนอาจคาดหวังกับธุรกิจไว้สูง สะท้อนจากผลตอบแทน 14% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวม

โดยสรุปแล้ว แต่ละดัชนี มีความแตกต่างกัน ทั้งในแง่บริษัทที่อยู่ในการคำนวณ และหลักการคำนวณ

ถ้าอยากติดตาม ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในภาพรวม อาจจะเลือกดู S&P 500 แต่ถ้าอยากรู้ว่าหุ้นบลูชิพเคลื่อนไหวอย่างไร อาจจะเลือกดู Dow Jones หรือถ้าอยากเน้นดูหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก็อาจจะเลือกดู Nasdaq แทน

นักลงทุนอย่างพวกเรา หากต้องการลงทุนในสหรัฐอเมริกา อาจซื้อได้ผ่านกองทุนรวมซึ่งลงทุนในหุ้นหลายประเภท หรือบางทีอาจจะอิงผลการดำเนินงานกับดัชนีเหล่านี้

ดังนั้น การที่ทราบว่าดัชนีต่างๆ มีที่มาอย่างไร และประกอบไปด้วยบริษัทอะไรบ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ไว้ เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต..
———————-
รู้เรื่องดัชนีตลาดหุ้นแล้ว อยากรู้เรื่องเศรษฐกิจอื่นๆ ติดตามได้ที่แอปพลิเคชัน “blockdit” โหลดได้ที่ blockdit.com
ความคิดดีๆ เกิดขึ้นที่บล็อกดิต..
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-7.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

References
-https://en.wikipedia.org/wiki/Dow_Jones_Industrial_Average
-https://en.wikipedia.org/wiki/S%26P_500_Index
-https://en.wikipedia.org/wiki/NASDAQ
-https://www.investopedia.com/university/indexes/

Comments

comments