ขาดทุน คือ กำไร

ขาดทุน คือ กำไร

ถ้าเราขายสินค้าได้กำไร 1 ล้านบาท จริงๆแล้วเราอาจจะขาดทุน
แต่ถ้าเราพลาดขาดทุน 1 ล้านบาท จริงๆแล้วเราอาจจะกำไร
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ขอต้อนรับสู่เรื่อง ขาดทุน คือ กำไร

————————————

ปกติแล้วการตัดสินว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนนั้น เรามักจะมองในแค่เรื่องเดียว เรื่องที่สนใจ

เช่น ถ้าเราทำธุรกิจ ขายสินค้าได้กำไร 1 ล้านบาท เราก็จะมองแค่เรามีต้นทุนเท่าไร และขายได้เท่าไร เอามาลบกันที่เหลือคือกำไร

แต่จริงๆแล้ว ถ้าเรามองภาพรวม เรื่องที่เราได้กำไรมา แต่อาจจะทำให้เราขาดทุนในอีกเรื่อง ที่เกี่ยวเนื่องกัน

เช่น ถ้าเราจดจ่อกับธุรกิจที่เราได้กำไรมากเกินไป จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ถ้ามองในภาพรวม ครอบครัวเราก็น่าจะขาดทุน

ถ้าเราได้กำไรอยู่คนเดียว แต่ในขณะเดียวกันต้องทำให้คนอื่นทุกๆคนแย่ลง ถ้ามองเป็นภาพใหญ่ สังคมโดยรวมก็น่าจะขาดทุน

และถ้าเราสนใจแต่กำไรอย่างเดียว จนทำให้เราเครียด นอนไม่หลับ สุขภาพแย่ลง โดยรวมแล้ว ตัวเราเองก็น่าจะขาดทุน

จอห์น ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ เป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เขามีทรัพย์สินมากกว่าบิล เกตส์ เศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบันถึง 4.5 เท่า

แต่เมื่อร็อคกี้เฟลเลอร์อายุ 50 ปี เขาได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากการทำงานหนักมากเกินไป นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย และผมร่วงจนต้องใส่วิกผม

ร็อคกี้เฟลเลอร์ตอนอายุ 50 ปี เขาได้กำไรทางธุรกิจ แต่..ตัวเขาเองกำลังขาดทุน

————————————

ในทางกลับกัน ถ้าเราขาดทุนในเรื่องเงิน..

ถึงแม้ว่าเราขาดทุนตอนนี้ แต่ถ้านำมันไปเป็นบทเรียนในการป้องกันการขาดทุนในอนาคตได้อีกหลายเท่า โดยรวมแล้ว ตัวเราก็น่าจะได้กำไร

ถ้าเรายอมขาดทุนบางอย่าง แต่ทำให้เรามีเวลาได้อยู่กับลูก ภรรยา ดูแลพ่อแม่ได้มากขึ้น สุดท้ายแล้วครอบครัวเราก็น่าจะได้กำไร

และถ้าเรายอมขาดทุน เสียสละ เพื่อให้คนอื่นอีกหลายๆคนได้ประโยชน์ ในที่สุด สังคมก็น่าจะได้กำไร

ร็อคกี้เฟลเลอร์คนเดียวกัน วางมือทางธุรกิจในขณะที่เขาอายุ 57 ปี และเริ่มบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือการกุศล และตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อสนับสนุนด้านการแพทย์ และการศึกษา

หลังจากเขาวางมือ อาการป่วยของเขาดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้นานถึง 40 ปี และเสียชีวิตลงด้วยวัย 97 ปี

ร็อคกี้เฟลเลอร์หลังจากอายุ 57 ปี เขาขาดทุนในเรื่องเงิน แต่..สังคมได้กำไร และตัวเขาเองก็น่าจะได้กำไรเพราะสุขภาพดีขึ้น

ถ้าวันนี้เราขาดทุน? อย่าพึ่งเสียใจ..

ลองคิดดีๆอีกครั้ง จริงๆแล้ว เราอาจจะได้กำไรในอีกเรื่องหนึ่งอยู่ก็เป็นได้..

แล้วถ้าเราได้กำไรอยู่? เรากำลังยอมขาดทุนในเรื่องไหนอยู่หรือเปล่า?..

Comments

comments



83 thoughts on “ขาดทุน คือ กำไร”

  • ก้อดี แต่เราไม่ได้มีเท่าร้อคกี้กี้กี้!!! ก้อต้องทำให้มีกำไรให้ครอบคลุมพื้นฐานชีวิตก่อนนะ

  • ใช่ เป็นเรื่องน่าคิดครับ…ถ้าเอากรอบคิดนี้พิจารณาคนไทย ครอบครัวไทย สังคมไทย ประเทศไทย…กราฟกำไร ขาดทุน มันกำลังเอียงไปทางไหนกันนะครับ??

    • เอียงไปทางขาดทุนไหมครับ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยากจนลง ลำบากมากขึ้น มหาเศรษฐีมีทรัพย์เพิ่มขึ้น รัฐบาลใช้งบประมาณไปในทาง(ที่ยัง)ไม่ก่อประโยชน์แก่ประเทศ ฯลฯ

  • “ขาดทุน-กำไร ทางธุรกิจเป็นตัวเลข
    แต่ขาดทุน-กำไร ด้านสุขภาพคือความพอใจหรือความสุขใจ
    เราอาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้”

  • บทความบางบทความก็ดีมากๆนะครับ…แต่บางบทความก็หูเบาไปมาก อย่างไปเชื่อเรื่องเป็นตุเป็นตะในพันทิพย์ ขายเพจ 40 ล้านไลค์ ของ อีวี่ มายา ไรท์ เหวไรเนี่ย…บทสรุปก็มโนทั้งหมด สงสัยจะประสาทหนัก…คนเล่นหุ้นต้องหนักแน่น มีความคิดเป็นของตัวเองครับ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ พวกมโนในพันทิพย์มันเยอะ…เราคนอ่านต้องมีจุดยืน รักจะเล่นหุ้น จะลงทุนต้องหนักแน่น มีจุดยืน อย่าหูเบาอะไรง่ายๆครับ

    • ผมเอาเรื่องที่มีกระแสตอนนั้นมาขยายความ ในบทความนั้นจริงๆแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับการขายเพจเฟซบุ๊คเรื่องเดียว ผมหยิบตัวอย่างหลายดีลที่เกี่ยวข้อง และตั้งใจชี้ประเด็นเรื่องการทำรายได้ในโลกออนไลน์เป็นหลัก

      ข้อมูลที่ผิดพลาดขอน้อมรับ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    • ครับขอให้ลงทุนแมน หนักแน่นเข้าไว้นะครับ รักษาสติครับ เป็นกำลังใจให้ครับ

  • ทำเพื่อคนอื่นครับ
    เคยรับเต็มร้อย ลองถอยมารับน้อยลงและลองให้มากขึ้นสิคับ ไม่จะเป็นต้องเป็นตัวเงินครับ
    ผมเคยมีรายได้300000ต่อเดือนทำงานวันละ12ชม พอวันนี้ผมเอาเวลาไปเพิ่มให้กับครอบครัวและลูกแต่รับเงินน้อยลง บางทีความมั่นคงก้อไม่จำเปนต้องมีเยอะนะคับผมว่า
    แต่
    “ถ้าอยากรวยคุณต้องมีเยอะๆ
    เยอะจนคุณอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ”

  • เป็นบทความที่ดีครับ แล้วเราบริหารแบบเท่าทุนคือมีรายได้ที่พอประมาณให้ใช้จ่าย+ออม+ลงทุน และมีเวลาให้ความสุขกับครอบครัวได้ไหมครับ

  • การลงทุนต้องใจบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นครับพี่

    เห็นคนเค้าอยากขาย เราก็ช่วยซื้อ

    พอเห็นเค้าอยากซื้อ เราก็ช่วยขายให้เค้า

  • ขาดทุน คือ อะไร สำหรับผม ตอนนี้ยังหายใจอยู่ก็คือกำไรแล้วครับ ยิ่งตอนนี้ ได้อ่าน บทความนี้ยิ่งกำไรอีก

  • ขอบคุณค่ะบทความน่าคิด ถ้าประเทศของเรามีวันทำงานห้าวัน(จ-ศ)ทำงานวันล่ะแปดชั่วโมงเราทุกครอบครัวคงได้อยู่พร้อมหน้ามีความสุขกับคนที่้เรารักมองหน้ากันแทนมองหน้าจอ.ไม่ใช่ขี้เกียจแต่ ขาดทุนคือกำไร

  • ขอบคุณมากก…ชอบอันนี้สุดเลยยยครับ ล้ำลึก มองข้ามช็อต ล้ำมากก ขอเก้าอี้เลยครับ แชร์ล่ะ

  • ครับ..
    ทำงานให้หนัก โกงโกยกำไรให้มาก
    แล้ว 51 ค่อยแบ่งปันสังคม
    จะมีอายุยืนไป อีก40 ปี
    และ
    มีผู้คนสรรเสริญ…

  • บางครั้งเราก็ควรกับมานั่งคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันขาดทุนหรือกำไร ทุกอย่างบนโลกนี้มันไม่มีอะไรที่มีแต่ได้ มันได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เราจึงต้องรักษาดุลยภาพของทั้งกำไร และขาดทุน พุทธศาสนาก็สอนมาตลอดเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าคือทางสายกลาง ซึ่งจริงๆ มันคือการทำอะไรก็ตามให้มันได้ดุลยภาพ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ซึ่งอาจไม่ใช่ว่าแบ่งเท่าๆ กันแล้วคือกลางๆ คำว่าดุลยภาพ คือถ้าพร่องไปเยอะก็เติมเข้าไปมากหน่อย ถ้าล้นเกินไปก็เอาออก ให้พอเหมาะพอดีกับสิ่งนั้นๆ

  • คนพูดแบบนี้ได้คือคนรวยครับ
    คือคุณไม่ต้องทำงานก็มีกินอ่ะครับ
    ***จริงอยู่ว่า การทำงานหนักนั่นไม่อาจเรียกความสุข
    แต่อย่าลืมว่า การไม่มีจะกินนั่นก็ไม่ใช่ความสุขเหมือนกันครับ
    ***ลองนึกภาพ คนจนพูด ผมจะไม่ทำงานหรือทำงานให้น้อยลง เพราะอยากอยู่กับครอบครัว คนๆนี้จะดูเป็นคนเห็นแก่ตัว ขี้เกียจ ไม่รักครอบครัว รักสบาย เป็นคนที่ไม่น่าเอาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่ง
    แต่กลับกัน หากเศรษฐีบอก ผมจะไม่ทำงานหรือทำงานให้น้อยลง คนๆนี้จะดูเป็นคนรักครอบครัว บุคคลตัวอย่างที่น่ายกย่อง
    2คนนี้ต่างกันเพียงฐานะ แต่กลับถูกมองต่างกันอย่างมาก
    ***ผมเห้นคนจนไม่ทำงาน ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว วันๆก็ทะเลาะกับครอบครัวครับ ค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเทอมลูก ป่วยขึ้นมาเอาเงินที่ไหนรักษา จิปาถะอีกเยอะ ซึ่งเขาไม่ได้มีความสุขกันนะครับ สุดท้ายผมว่าเขาไม่ได้กำไรอะไรเลย ขาดทุนอย่างหนักทุกทางด้วยซ้ำไป
    *หลายคนชอบพูด ผมยอมเสียเงิน เสียรายได้เพื่อครอบครัว แน่นอนครับ คุณมีบ้าน มีรถ มีแทบทุกอย่างที่คุณอยากได้แล้วแล้วการทำงานน้อยลงของคุณมันแทบไม่ได้มีผลกระทบใดๆกับครอบครัวเลย แต่หากคุณไม่มีแม้แต่บ้าน การทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลยของคุณกระทบกับความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว คุณจะหยุดการทำงาน หรือแม้แต่ทำงานให้น้อยลงได้อย่างไรครับ??
    ปล.คุณเชื่อผมเถอะ หากเลือกได้ไม่มีใครอยากทำงานหนักหรอกครับ ใครๆก็อยากอยู่กับครอบครัว อยากมีความสุข อยากผ่อนคลาย แต่มันจะมีซักกี่คนในโลกนี้หล่ะครับ ที่ไม่ต้องทำงานก็สามารถใช้ชีวิตแบบที่เขาฝันได้???
    ***ยอมรับเถอะครับความฝันและความสุขต้องใช้เงินครับ อยู่ที่ว่าจะใช้มากหรือน้อยก็แค่นั้นเอง

    • ลงทุนแมน แถวบ้านผม ขนาดทำโอทั้งผัวเมีย สิ้นเดือนยังเครียดเรื่องส่งบ้าน ส่งรถ ค่าเทอมลูกเลยครับ
      ผมว่ามันทำได้ยากอ่ะครับ ที่จะทำให้มันสมดุลได้
      เว้นแต่จะเงินเดือนหรือรายได้ที่สูงอยู่แล้วอ่ะครับ ถึงจะผ่อนการทำงานให้น้อยลงมา แล้วไปเพิ่มให้แก่ครอบครัวได้
      ไม่งั้นอยู่ด้วยกันก็มีแต่ทะเลาะกันเรื่องเงินครับ ไม่เกิดความสุขแน่ๆ

    • ทุกอย่างมีเหตุมีผลครับ ผมเชื่อว่าการที่คนๆหนึ่งยากจน ก็เป็นเพราะเค้าสร้างเหตุบางอย่างที่ทำให้เค้าจน ส่วนคนที่รวยขึ้นมาได้ เท่าที่สังเกตมาเกือบทุกคนที่รวยต้องเคยจนมาก่อนบ้างแหละครับ (ไล่มาตั้งแต่บรรพบุรุษเลยนะครับ) แต่เพราะคนเหล่านั้นได้สร้างเหตุที่ทำให้เค้ารวยขึ้นมาได้ เค้าจึงร่ำรวยขึ้นมา และสามารถส่งต่อความร่ำรวยนั้นมาสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ครับ

      ผมมองว่าคนจนส่วนใหญ่กว่า 90% ในโลกนี้ เค้าได้สร้างเหตุแห่งความจนขึ้นมา และต่างก็ไม่รู้วิธีที่จะจัดการมันให้ถูกต้องได้ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากๆที่พวกเค้าขาดไปนั่นก็คือ เรื่องของการบริหารการเงินส่วนบุคคล ที่น้อยคนนักที่จะได้เรียนรู้มัน และในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับก็แทบไม่มีสอน พวกเค้าจึงต้องอยู่อย่างยากลำบากแบบนี้ต่อไปน่ะครับ

    • Chawalit Suksumran บทความนี้ ไม่ได้พุดวิธีทำให้รวยครับ
      แต่พูดถึงวิถีคนรวยแค่นั้นครับ คือ การใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขทำการเงินและครอบครัว แน่นอนว่าสำหรับผมมันเฉพาะคนรวยที่ทำได้ครับ
      ถ้าจะเถียงเรื่องอื่นๆ อันนี้ใครก็รู้ครับ แบบคำพูดสตีฟจ้อบ ถ้าคุณเกิดมาจนไม่ใช่ความผิดคุณ แต่ถ้าคุณตายแล้วยังจนนั่นคือความผิดคุณ
      และการทำงานกว่าจะรวยก็ืต้องทำงานหนักครับ แล้วก็ต้องทำถูกที่ กล้าได้กล้าเสีย
      แน่นอนครับ มีคนประสบความสำเร็จชีวิตแฮปปี้ ครอบครัวมีความสุข
      และแน่นอนครับ ในจำนวนที่มากกว่าคนส่วนใหญ่ล้มเหลวครับ เป็นหนี้เป็นสิน จนสุดท้ายครอบครัวมีหน้าที่เดียวคือทำงานใช้หนี้ซึ่งความสุข มันก็หดหายไปเรื่อยๆ
      ปล.ถ้านับบรรพบุรษ มันก็จนกันทุกคนแหละครับ จะนับถึงไหนอ่ะครับ?? เอาแบบKING ทุกคนบรรพบุรุษก็แค่คนป่า หรือชาวบ้านแค่นั้นครับก่อนจะมาได้เป็นKING ซึ่งกว่าจะได้เป็นทำงานหนักนะครับ ไม่ใช่ว่าทำงานสบาย แบ่งเวลาให้ครอบครัวแล้วจะรวยขึ้นไปได้
      ***ส่วนความจน คนไม่ได้เลือกที่จะจนครับ ถ้าเลือกเกิดได้ ผมคงเลือกเกิดเป็นลูกของราชาซักคน ท่านชีค สุลตานหรือคนรวยล้นฟ้าหรอกครับ คงไม่มีใครเลือกเกิดเป็นขอทานหรอกครับ
      ***ถ้าตามบทความนี้ คือการลดเวลาการทำงานเพื่อไปอยู่กับครอบครัว ช่วยแนะนำงานที่ทุกคนทำได้ สบาย เงินเดือนดีให้ทีครับ??
      ถ้าจะเถียง เถียงในบทความนี้นะครับ
      ผมค้านบทความนี้ว่า คนจนไม่สามารถทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลยเพื่อมาอยูกับครอบครัวให้มากขึ้นได้ด้วยเหตุผลคือผลกระทบจากรายได้ที่น้อยลงจะทำไปสู่ปัญหาการเงิน อันจะนำไปสู่การทะเลาะกัน การคิดมาก หรือการทำให้ไม่มีความสุขตอนบิลค่าใช้จ่ายต่างๆมันออกมาครับ
      ถ้าคุณไม่เห็นด้วย ว่า คนจนสามารถทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงาน โดยไม่กระทบอะไรเลย ชีวิตแฮปปี้มีความสุขได้เหมือนตอนทำงานหนัก ก็มาเถียงได้ครับ
      อย่านอกประเด็นไปไกลครับ อย่าเถียงคนละเรื่องเดียวกันครับ เอาแค่TOPIC เดียวก่อนพอครับ
      ***ไอ้เรื่องคนส่วนใหญ่ไม่ทำตัวให้จนเอง อันนี้เถียงกันยาวครับ และต้องใช้ปัจจัยหลายๆอย่างมาเถียงกันอีก ซึ่งมันไม่ได้ตรงกับหัวข้อนี้ด้วยครับ ขอความกรุณาโต้เถียงให้ตรงประเด็นนะครับ

    • บางคนจนทั้งๆที่ก็ขยันและทำงานหนัก
      แต่บางคนรวยทั้งๆที่อาจไม่ทำงานหนักเท่า คุณคิดว่าคนจนกับคนรวยต่างกันตรงไหนละครับ แน่นอนการขยันและทำงานหนักเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่แบ่งคนรวยกับคนจนนั่นก็คือวิธีทำงาน คนจนมักทำงานหนัก ใช้แรงมากใช้สมองน้อยซึ่งใครๆก็รุ้งานแบบนั้นส่วนใหญ่มันไม่ค่อยทำเงิน เพราะใครๆก็ทำได้ขอให้มีแรง แต่คนรวยเขาทำงานแบบใช้สมองมากกว่าแรง ซึ่งงานแบบนี้ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ค่าตัวและค่าเหนื่อยจึงมากกว่าคนจน มันจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมฐานะของคนจนกับคนรวยจะต่างกัน

    • และอีกสิ่งหนึ่งที่คนจนมักเป็นกันคือการไม่รุ้จักออมและลงทุน คนรวยก่อนที่จะรวยเขาก็จะใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัศน์ คุณลองศึกษาชีวิตพวกเจ้าสัวจีน หรือนายห้างแขกก็ได้ ตอนเข้ามาเมืองไทยหลายๆคนก็ไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ เสื่อผืนหมอนใบ ทำไมเขาจึงรวยล่ะครับ นั่นเพราะเขารู้จักใช้ อยู่อย่างประหยัด ไม่ฟุ้งเฟื้อ ไม่สร้างหนี้หากไม่จำเป็น จึงมีเงินเหลือเก็บไว้ทำทุนหรือจะลงทุนต่อก็แล้วแต่ และถ้าสมมุติเขาจะก่อหนี้ สิ่งที่เขาคิดก่อนจะสร้างหนี้คือจะเอาหนี้นี้มาทำยังไงให้เกิดประโยชน์และได้มูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่คิดแบบคนจนคือสร้างหนี้มาเพื่อซื้อรถ ซื้อโทรทัศน์ หรือซื้อของที่ไม่จำเป็นอื่นๆซึ่งมันไม่ก่อประโยชน์อันใด

      อย่างตอนนี้ผมเห็นพวกแรงงานไทย เวลามีเงินส่วนใหญ่ก็มักใช้กันจนหมด ไม่รู้จักเก็บออม และมักหมดไปกับเหล้าและหวย ส่วนแรงงานต่างชาติพวกนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใช้เงินกัน และเก็บเงินกันได้ทีเป็นกอบเป็นกำ ไม่เหมือนแรงงานไทย อีกหน่อยแรงงานต่างชาติพวกนี้หากยังรักและอยู่เมืองไทยต่อไป อีกหน่อยอนาคตก็อาจจะมีเจ้าสัวคนใหม่เกิดขึ้นจากแรงงานต่างชาติพวกนี้แน่นอน

      สรุปสั้นๆ คนจนมักอยู่อย่างรวย แต่คนรวยมักอยู่อย่างจน

    • อรรถชัย รัตนอำภา อ่อ ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ ถ้าเกิดผมได้พิมพ์อะไรที่มันผิดประเด็นมากเกินไป เพราะผมก็อ่านจากคอมเมนต์ของคุณ ที่ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนที่ยังมีฐานะยากจนอยู่ ผมก็เลยพยายามจะอธิบายเรื่องประเด็นนั้นต่อน่ะครับ

      แต่ถ้าจะให้ถกกันในประเด็นของที่ @เค้าโพสน์ไว้ ผมก็เห็นด้วยครับ และมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนจนส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะ “เลือก” วิธีการใช้ชีวิตของตัวเค้าเองได้ และยังคงต้องทำงานเพื่อตนเองอยู่ เนื่องจากการที่พวกเค้ายังมีข้อจำกัดในเรื่องของเงินเป็นเรื่องหลักอยู่ครับ

      ส่วนตัวผมเองก็มีทฤษฎีนึง ที่ช่วยยืนยันได้ว่าคนจนส่วนใหญ่ยังคงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างหนักเพื่อนำมาแลกกับเงิน เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทฤษฎีนั้นคือ ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่ทฤษฎีเค้าว่าไว้ทุกประการครับ

      ส่วนเรื่องอาชีพไหนที่ทำให้รวย อันนี้ส่วนตัวผมยังเชื่อว่า ทุกอาชีพที่สุจริตทำให้รวยได้ครับ ขอแค่ต้องบริหารจัดการชีวิตตัวเองให้ดี ไม่ให้มีหนี้สินด้อยค่าพอกพูนมากเกินไป และที่สำคัญ ผมยังคงเชื่อมั่นว่า ความรู้ทางการเงินจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนจนกลายเป็นคนรวยได้ครับ

    • มนุษย์ทำงานหาเงินใช้จุนเจือครอบครัว ก็ถูกแล้วนิ ทำไมต้องคิดว่าครอบครัวจะขาดทุน ครอบครัวต่างหากที่ได้กำไรจากการทำงานของเรา (ครอบครัวคือแรงผลักดันให้เราทำงาน เพื่อครอบครัว)

  • ถ้าวัดตามที่ลงทุนแมนเขียนผมคงกำไรของกำไร เพราะ 15 ปีที่ผ่านมา ผมทำงานวันละ แค่ 3-4 ชั่วโมง ช่วงทำงานก็อยู่ข้างแม่ตลอดเวลา เปิดร้านติดกัน เหมือนจะไปนั่งคุยกับแม่เป็นหลัก ขายของแค่งานรอง 55

    แต่ก็ไม่รวยนะครับ พอมีพอกิน มีเวลาอยู่กับลูกและแฟนได้อีกวันละ 20 ชั่วโมงไม่เคยต้องห่างกันเลย

  • บทความนี้ ส่วนตัวผมมองว่า มันสะท้อนกับเรื่องเป้าหมายในชีวิตครับ คุณทำงานหาเงินเพื่อให้ร่ำรวย มีกินมีใช้ แต่คุณอาจจะไม่มีความสุขกับชีวิต เหมือนคุณกำไรจากงาน แต่ขาดทุนกับชีวิต เพราะคุณทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อหาเงิน แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณมีเงินล้นฟ้า แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน !!! และคุณลืมว่าที่คุณทำไปทั้งหมดเพื่อใคร ??? เพื่ออะไร ??
    ชีวิตที่ดีคือความสมดุลครับ ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้า หากแต่รุจักใช้ชีวิตแบบพอเพียง ก็มีความสุขกับชีวิตได้ แบบรูปภาพประกอบของบทความนี้ครับ ผมชอบบทความนี้น่ะ มันสื่ออะไรลึกๆ อยู่ในตัวของมัน …. บางทีคนจนก็มีความสุขได้ในแบบของเค้า ถ้ารู้จักพอเพียง ไม่อยากมี อยากได้ แบบคนอื่นเค้า

  • ขาดทุนคือกำไรสุขภาพจิตใจของเราและผุ้รับพนักงานมีสุข,คนรอบข้างมีสุขทำงานมีความสุขต่อยอดธุรกิจสร้างแบรนด์สร้างตลาดได้มากมาย

  • เจ้าของร้านตามสั่ง ร้านต้มเลือดหมู ร้านข้าวหมูแดง ร้านบะหมี่จับกัง แถวบ้าน ก็คิดแบบนี้กันครับ ขายข้าวจานละ 30-40 บาท จานเดียวอิ่ม ใส่หมู ใส่ไก่ ใส่ผัก หนักมือ ทำร้อนๆ ปรุงรสถึงเครื่อง คนมีเงินไม่มากก็กินอร่อย กินอิ่ม เสริฟ์น้ำเปล่าฟรี ผมนั่งกินประจำ ยังคิดว่าป้าจะมีกำไรแค่ไหน ทำเหนื่อยทุกวันคงไม่ได้ให้ร่ำรวยได้ แต่ทำให้มีงานทำต่อชีวิตไปได้ทุกวัน และงานก็มีคุณค่า ผลงานมีคุณภาพ มีประโยชน์กับคนอื่น จริงๆ คนเหล่านี้แหละครับ คืนกำไรให้กับสังคมอยู่แล้วทุกวัน ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วถึงค่อยคืน

  • ขอบคุณ บทความดีๆ..
    ชีวิตจะค่อยๆเป็นไป ตามความคิด ความอ่านของแต่ละคน
    80%..ของคนมีอะไรดีๆในใจ ก็จะเห็นด้วย กับบทความนี้
    ไม่ใช่ว่าเราดีกว่าใคร..
    แต่เราพยายามแสวงหา..สะสม how to..ดีๆ..
    พอเจออะไรดีๆ เหมือนมันเป็นขั้วเดียวกัน..
    เข้ากันใด้ ประยุกต์ใช้ใด้จริง….
    มันไม่ใช่บทความของคนรวยหรอก…
    คนจน พอค้นพบตัวเอง รู้จักคิดบวก..
    พลิกชีวิตเป็นผู้มีอันจะกินถึงขั้นเศรษฐี มีมากมาย..