เรื่องที่เรายังไม่รู้ของ สตีฟ จอบส์

เรื่องที่เรายังไม่รู้ของ สตีฟ จอบส์

เรื่องที่เรายังไม่รู้ของ สตีฟ จอบส์ / โดย ลงทุนแมน

“มีแต่คนที่บ้าพอจะคิดว่าตัวเองเปลี่ยนโลกได้เท่านั้น ที่จะเปลี่ยนโลกได้จริงๆ”

นี่เป็นข้อความสุดท้ายของโฆษณาชุด Think different หนึ่งในโฆษณาที่โดดเด่นที่สุดของ Apple

ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักบริษัท Apple

ประชากรโลก 7,600 ล้านคน มีผู้ใช้สมาร์ตโฟน 3,100 ล้านคน

ในจำนวนนี้มีถึง 800 ล้านคนที่ใช้ iPhone

ตอนนี้ Apple ยังเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในขณะที่หุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นไทยรวมกัน มีมูลค่า 17.4 ล้านล้านบาท
Apple บริษัทเดียวมีมูลค่า 35.5 ล้านล้านบาท..

และทุกวันนี้ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก สตีฟ จอบส์

คนส่วนใหญ่รู้จัก จอบส์ ในฐานะยอดนักประดิษฐ์ผู้สร้างอุปกรณ์เปลี่ยนโลกอย่าง iPhone

แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าจอบส์ไม่ใช่วิศวกรคอมพิวเตอร์

สตีฟ วอซเนียก ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เล่าว่า จอบส์ ไม่เคยเขียน Code หรือเขียนโปรแกรมใดๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของ Apple

แต่ทำไมโลกจึงยอมรับว่า จอบส์ เป็นหนึ่งในนักนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมา?

เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนกลับไป 42 ปี

ปี 1976 สตีฟ จอบส์ และ สตีฟ วอซเนียก ได้ก่อตั้งบริษัท Apple

สินค้าชิ้นแรกของบริษัทคือ แผงวงจรคอมพิวเตอร์ ที่ วอซเนียก ประดิษฐ์ขึ้น และถูกตั้งชื่อในภายหลังว่า Apple I (อ่านว่า Apple one)

ทีแรก วอซเนียก ไม่ได้ตั้งใจจะประดิษฐ์ Apple I เพื่อขาย แต่ตั้งใจจะแจกจ่ายให้เพื่อนหรือคนทั่วไปมาใช้ฟรีๆ

แต่ จอบส์ รู้สึกว่า Apple I เป็นสินค้าที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์คู่แข่งในตลาด จึงชักชวน วอซเนียก ให้ก่อตั้งบริษัทร่วมกัน

จอบส์ ไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการประดิษฐ์ Apple I เลย นอกจากเปลี่ยนมันให้เป็นเงิน

และเงินก้อนนั้นก็กลายมาเป็นทุนในการสร้าง Apple II ซึ่งในครั้งนี้ จอบส์ เริ่มเข้ามามีส่วนช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ในขณะที่ Apple I เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดูเทอะทะ น่ากลัว และดูไม่น่าใช้เลยสำหรับสายตาของคนทั่วไป

Apple II กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่สวย สะอาดตา และทำให้คนที่ไม่ได้บ้าเทคโนโลยีก็รู้สึกอยากลองซื้อไว้ใช้สักเครื่อง

Apple II ขายดีมาก ส่งผลให้ Apple เปลี่ยนจากบริษัทโนเนม เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่น่าจับตา

แต่ถึงตรงนี้ จอบส์ ก็ยังไม่ได้มีบทบาทใดๆ นอกจากเป็นนักขายและดีไซเนอร์

บทบาทของ จอบส์ เริ่มต้นขึ้น เมื่อ Apple สร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก

ผลิตภัณฑ์นั้นมีชื่อว่า Lisa
แล้ว Lisa มีความพิเศษอย่างไร?

Lisa เป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ที่ใช้ “เมาส์”

ทุกวันนี้เราอาจไม่ได้ยินชื่อ Lisa แล้ว หลังจากที่ Apple รวมทีมพัฒนา Lisa เข้ากับ Macintosh

ก่อนที่ Lisa จะออกขาย คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่สามารถสั่งงานได้ด้วยการขยับเมาส์ หรือ การสัมผัสหน้าจอแบบทุกวันนี้

การสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือการเคาะแป้น

จอบส์ เข้ามาปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือด้วยการพัฒนาการส่งคำสั่งรูปแบบใหม่

ครั้งแรกคือการเปลี่ยนรูปแบบส่งคำสั่งจากคีย์บอร์ดมาเป็นเมาส์

และครั้งที่สองคือจากการกดแป้นโทรศัพท์มาเป็นการสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์แบบ Multi-touch

แต่การเกิดขึ้นของเมาส์ก็ไม่ใช่ผลงานประดิษฐ์ของ จอบส์ หรือ บิลล์ เกตส์

บริษัทแรกที่นำเมาส์มาใช้กับคอมพิวเตอร์คือ Xerox

จอบส์ และ เกตส์ ได้ไปเห็นเทคโนโลยีของ Xerox ในศูนย์วิจัย และทั้งคู่ก็นำไอเดียไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

ใครที่คิดว่าคนเก่งต้องไม่ลอกเลียนแบบใครอาจจะเป็นความคิดที่คับแคบ

เรื่องของทั้งสองคนนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีเกิดจากการต่อยอดจากของเดิม

และเราจะแปลกใจขึ้นไปอีกว่า Multi-touch ใน iPhone ก็ไม่ใช่เทคโนโลยีของ Apple..

บริษัทที่สร้าง Multi-touch คือบริษัท FingerWorks ซึ่งถูก Apple ซื้อกิจการในระหว่างการพัฒนา iPhone

เรื่องนี้อาจทำให้เห็นว่า จอบส์ อาจจะไม่ใช่นักประดิษฐ์อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

แล้ว จอบส์ สำคัญอย่างไร?

หลังจาก จอบส์ ถูกกดดันให้ออกจากบริษัท Apple
ตั้งแต่นั้นมาบริษัท Apple ก็ไม่เคยสร้างผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลกอีกเลย

ในขณะที่ จอบส์ กำลังเปลี่ยน PIXAR ที่กำลังย่ำแย่ ให้กลายเป็นบริษัทแอนิเมชันที่ดีที่สุดในโลก

ระหว่างนั้น บริษัท Apple ก็เริ่มตกต่ำ และเสี่ยงที่จะล้มละลาย

Apple จึงตัดสินใจซื้อ NeXT ซึ่งเป็นบริษัทอีกแห่งที่ จอบส์ ตั้งขึ้น และ จอบส์ ได้กลับมาเป็น CEO รักษาการณ์ หลังจากนั้น Apple ก็เริ่มกลับมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกอีกครั้ง

เริ่มต้นด้วย iPod และ iTunes ตามมาด้วย iPhone และ iPad

เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ จอบส์ ไปอยู่ที่ไหน ก็มีแต่นวัตกรรมเกิดขึ้น

จอบส์ อาจจะไม่ใช่นักประดิษฐ์ แต่เขาเป็นคนนวัตกรรมที่มี Vision ระดับโลก

ในวันที่ iPod กำลังขายดี และทำรายได้แซง Mac จอบส์ก็สั่งให้บริษัท disrupt ตัวเองด้วย iPhone

ฝ่ายวิจัยของ Xerox หรือ FingerWorks อาจนับได้ว่าเป็นยอดนักประดิษฐ์

แต่ก็เหมือนกับ วอซเนียก พวกเขาไม่สามารถจะพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของตัวเอง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลกได้

จอบส์ ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นวิศวกร และก็น่าจะเห็นด้วยมากกว่า ถ้ามีใครบอกว่าเขาเป็นศิลปิน..

จอบส์ ลุ่มหลง หมกมุ่น ในผลิตภัณฑ์ และความสมบูรณ์แบบ มากกว่าใครๆ

จอบส์ พร้อมจะด่าด้วยคำที่หยาบคายและรุนแรง กับใครก็ตามที่เขาเห็นว่าทำงานไม่ได้เรื่อง

เขายอมแม้กระทั่งบิดเบือนความจริง เพื่อให้พนักงานยอมทำตามสิ่งที่เขาต้องการ

ในช่วงที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง มีครั้งหนึ่งที่ จอบส์ ไม่ยอมสวมหน้ากากออกซิเจน
สาเหตุไม่ใช่เพราะอยากตาย แต่เพราะเขาเกลียดดีไซน์ของหน้ากากพวกนั้น..

Apple ไม่จำเป็นต้องทำ Market research เพื่อถามว่าลูกค้าต้องการอะไร

นั่นเพราะไม่มีลูกค้าคนไหนที่จะมีความลุ่มหลง (Passion) ในความสมบูรณ์แบบของผลิตภัณฑ์มากไปกว่าชายที่ชื่อว่า สตีฟ จอบส์ อีกแล้ว

นอกจาก Vision และ Passion ที่มีต่อผลิตภัณฑ์แล้ว จอบส์ ยังเป็นคนบ้างาน

งานที่ Apple เป็นสิ่งที่ จอบส์ รักมากกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ หรืออาจจะมากกว่าสุขภาพของตัวเขาเองเสียอีก

ในวันที่กลับมาทำงานในฐานะ CEO รักษาการณ์ จอบส์ ยินดีที่จะรับเงินเดือนแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

และแม้ว่าจะป่วยหนัก จ็อบส์ ก็ยังคงทำงานในฐานะ CEO จนกระทั่งในวันที่เขาจำเป็นต้องนั่งรถเข็น

จอบส์ มักจะพูดเสมอว่าเงินไม่ได้สำคัญอะไรกับเขามากมาย สิ่งที่สำคัญคือการได้สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า จอบส์ แตกต่างจาก วอซเนียก ตรงที่ วอซเนียก เขียน code ได้เก่งกว่า และใจกว้างมากพอที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ให้คนได้ใช้กันฟรีๆ ในขณะที่ จอบส์ หน้าเลือดกับลูกค้า และก้าวร้าวกับเพื่อนร่วมงาน

แต่ผู้ก่อตั้ง Apple ทั้ง 2 คน อาจไม่ได้มีแต่มุมที่แตกต่างกันอย่างที่ใครๆ คิด

จอบส์ และ วอซเนียก ต่างก็รักในการสร้างผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง และอยากให้มีคนใช้มันให้มากที่สุด

จอบส์ ไม่ได้สร้าง iPod เพราะคิดแค่ว่ามันจะทำเงิน แต่เพราะเกลียดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาที่ใช้งานยาก จุเพลงได้ไม่ถึง 20 เพลง ต่างจาก iPod ที่ทั้งสวยกว่า ใช้งานง่ายกว่า และจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง

จอบส์ ไม่ได้สร้าง iPhone แค่เพราะกลัวว่าคนจะหันมาฟังเพลงผ่านมือถือ แต่เพราะเขาเกลียดมือถือห่วยๆ ที่ทำได้แค่โทรเข้า โทรออก หรือเล่นเกมกราฟิกคุณภาพต่ำ

ในขณะที่ วอซเนียก เลือกที่จะแจกฟรี จอบส์ ที่รักในความสมบูรณ์แบบ อาจมองว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกได้จริงต้องอาศัยทั้งลูกบ้าและเงินทุน

แต่บางครั้ง ในโลกนี้ก็จำเป็นต้องมีคนแบบ สตีฟ จอบส์

ถ้า สตีฟ จอบส์ ไม่ได้บ้าพอที่จะคิดว่าตัวเองเปลี่ยนโลกได้

คนทั่วโลกอาจต้องอดทนใช้โทรศัพท์แบบที่ จอบส์ เกลียดไปอีกนานหลายปี

และคน 800 ล้านคน ก็อาจไม่ได้ใช้ iPhone ที่สมบูรณ์แบบอย่างทุกวันนี้..
———————-
นอกจาก สตีฟ จอบส์ ยังมีเรื่องราวของบุคคลที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่แอปพลิเคชัน “blockdit” โหลดได้ที่ blockdit.com
ความคิดดีๆ เกิดขึ้นที่บล็อกดิต..
.
หนังสือลงทุนแมนไว้อ่านยามว่าง เล่ม 1.0-7.0 ซื้อได้ที่ลิงก์นี้ lazada.co.th/shop/longtunman
.
อินสตาแกรม ไว้ดูภาพสวยๆ instagram.com/longtunman
.
ทวิตเตอร์กระชับฉับไว twitter.com/longtunman
.
ไลน์ส่งข้อความตรงวันละครั้ง line.me/R/ti/p/%40longtunman
———————-

References
-Steve Jobs by Walter Isaacson
-https://www.businessinsider.com/steve-jobs-never-wrote-computer-code-for-apple-2013-8
-https://newzoo.com/insights/articles/insights-into-the-2-3-billion-android-smartphones-in-use-around-the-world/

Comments

comments